(เผยแพร่ทาง Learners.in.th เมื่อ 12 ธ.ค.2552)

 

สวัสดีครับ พ.ต.ท.สุพจน์ มัจฉา สวป.สภ.พาน ครับผม

วันนี้วันเสาร์แรม 11 ค่ำ เดือนอ้าย ปีชวด ตรงกับวันที่ 12 ธันวาคม 2552 วันหยุดของหลายๆ คน ซึ่งบางคนก็อยู่กับบ้านพร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูก บางคนก็ออกไปเที่ยวไปแอ่วข้างนอก บางคนก็นั่งหน้าจอคอมพ์ (เหมือนผมนี่แหละ) ก็ขอให้มีความสุขในวันหยุดพักผ่อนสบายๆ แบบนี้ทุกคนนะครับ แต่อย่าลืมดูแลรักษาสุขภาพกันด้วย หน้านี้หน้าหนาวโอกาสที่จะเจ็บจะป่วยจะไข้มีมากกว่ายามปกติ

เฮ้อ อีกไม่กี่วันก็จะถึงปีใหม่ 2553 แล้ว หลายคนใจจดใจจ่ออยากให้ถึงวันนี้เร็วๆ เหลือเกิน เพราะปีเก่าที่(เขาว่า)น่าเบื่อหน่ายจะผ่านพ้นไปซะทีแล้วต้อนรับศักราชใหม่ที่(คิดเอาเองว่า)สดใสกว่าเก่ากันอย่างแช่มชื่น แต่บางคนก็รอที่จะฉลองไม่ว่ากับครอบครัว เพื่อนฝูง ญาติสนิทมิตรสหายหรือใครก็ตาม แต่อย่างว่าแหละครับ คนเรานั้นส่วนหนึ่งละที่พอฉลองอะไรซักอย่างหนึ่งแล้วสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือเหล้าหรือสุรายาดอง ไม่ว่ากันครับปีละหนสองหน แต่ขอให้ฉลองแค่ท้วมๆ ก็พอ อย่าให้มากนัก สำคัญที่สุดคือเวลาดื่มเหล้าเมายาแล้วอย่าไปขับรถก็แล้วกัน ดีไม่ดีถูกจับอดฉลองปีใหม่ก็เป็นได้

  

ท่านที่เคารพครับ จากเอกสารเผยแพร่ของสถาบันการแพทย์ด้านอุบัติเหตุและสาธารณภัย กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขบอกว่าสุราหรือเหล้าเนี่ยเป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติด้านต่างๆ หลายอย่างเลยทีเดียว เช่น
อุบัติเหตุจราจร  ประมาณ 50% ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด
อุบัติเหตุในโรงงานอุตสาหกรรมประมาณ 40% ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด
อุบัติเหตุจมน้ำประมาณ 38% ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด
อุบัติเหตุไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ประมาณ 53-64 % ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด
อุบัติเหตุตกจากที่สูง ประมาณ
17-35% ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด
น่ากลัวไม่ใช่น้อยเลยทีเดียวนะครับเนี่ย

สำหรับวันนี้จะขอพูดในเรื่องที่เกี่ยวกับสุรากับอุบัติเหตุจราจรครับเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ตอนนี้ โดยเขาบอกว่าสถานการณ์อุบัติเหตุจราจรในประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมาได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยมีสถิติว่าคนไทยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรเฉลี่ยถึง 2 คน/ชั่วโมง และเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 106,367 ล้านบาท ซึ่งนับวันแนวโน้มสถิติเกี่ยวกับเรื่องนี้จะสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยปัญหาอุบัติเหตุจราจรข้างต้นนี้สาเหตุสำคัญซึ่งมากกว่าร้อยละ 50เกิดจากพฤติการณ์การขับขี่รถขณะเมาสุรา ซึ่งความสัมพันธ์ของระดับแอลกอฮอล์ในเลือดกับโอกาสเกิดอุบัติเหตุจราจรนั้นมีการคำนวณออกมาได้ผลดังนี้

ระดับแอลกอฮอล์ในเลือด
(มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์)

โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุเมื่อเทียบกับคนที่ไม่ดื่มสุรา

20

ใกล้เคียงกับคนที่ไม่ดื่มสุรา  

50

โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุเป็น 2 เท่า 

80

โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุเป็น 3 เท่า

100

โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุเป็น 6 เท่า

150

โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุเป็น 40 เท่า 

ต่อไปขอพูดถึงกฎหมายกับการห้ามผู้ขับขี่เมาสุรา เรื่องนี้ประเทศไทยได้กำหนดมาตรการในการตรวจจับผู้ขับขี่ที่เมาสุราโดยถือเอาระดับแอลกอฮอล์ในเลือดที่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์เป็นผู้ขับขี่ที่เมาสุราและมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก มาตรา 43(2) (ที่แก้ไขแล้ว) ผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000 - 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

   

ขอฝากทุกท่านไว้ด้วยนะครับเกี่ยวกับเรื่องนี้เพราะโทษค่อนข้างหนักเอาการอยู่เหมือนกัน แต่ทีนี้มีปัญหาว่าเราๆ ท่านๆ ไม่มีเครื่องวัดระดับแอลกอฮอล์นี่แล้วมีวิธีไหนไหมครับที่พอจะรู้คร่าวๆ ว่าดื่มไปแค่ไหนอย่างไรจึงจะถือว่าเมาตามกฎหมายจะได้ไม่ขับรถ เรื่องนี้มีวิธีง่ายๆ ดังนี้ครับคือสำหรับผู้ขับขี่ที่หลีกเลี่ยงการดื่มสุราไม่ได้นั้นมีเกณฑ์การดื่มอย่างปลอดภัยบอกไว้ว่าในชั่วโมงแรกก่อนขับรถสามารถดื่มได้ในปริมาณดังนี้
* สุรา 6 แก้ว ผสมสุราแก้วละ 1 ฝา (ฝาขวดสุรา)
* เบียร์ปกติ 2 กระป๋องหรือ 2 ขวดเล็ก
* ไลท์เบียร์ 4 กระป๋องหรือ 4 ขวดเล็ก
* ไวน์ 2 แก้ว (แก้วละ 80 ซีซี)
สำหรับชั่วโมงต่อไปดื่มได้ครึ่งหนึ่งของปริมาณที่กำหนดนี้เท่านั้น หากดื่มในปริมาณมากกว่านี้จะมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด (มากกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์)

 

  

สุดท้ายขอแนะนำข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ขับขี่รถเรื่องการดื่มสุราว่าควรจะทำอย่างไร เรื่องนี้ไม่ยากครับ

* ไม่ควรดื่มสุราหากต้องขับขี่รถ
* หากดื่มสุราไม่ควรขับรถเอง ควรให้เพื่อนที่ไม่ดื่มสุราขับไปส่ง
* ใช้บริการรถแท็กซี่เมื่อรู้สึกเมา

หากท่านปฏิบัติตามนี้แล้วคิดว่าปีใหม่ 2553 ที่จะถึงนี้คงได้ฉลองกันอย่างมีความสุขเป็นแน่ ชีวิตก็ปลอดภัยทั้งตัวท่านและคนอื่น ประการสำคัญคุกตะรางและยมบาลก็ไม่ต้องถามหาท่านด้วย ฝากไว้นะครับ


   

สวัสดีครับผม

 

สำหรับผมไม่ต้องห่วงครับ ดื่มแล้วไม่ขับแน่นอน Sure! 100% (ฮา)

 

***************************

ติดตามการทำงานทั้งหมดของผมได้ที่