“ไม่มีสันติภาพระหว่างชาติถ้าปราศจากสันติภาพทางศาสนา ไม่มีสันติภาพทางศาสนาถ้าไม่มีการสนทนาระหว่างศาสนา”

* เขียนไว้ในปี 50 จะทยอยเอารูปมาใส่เพราะง่วงแล้วครับ

 

“ไม่มีสันติภาพระหว่างชาติถ้าปราศจากสันติภาพทางศาสนา ไม่มีสันติภาพทางศาสนาถ้าไม่มีการสนทนาระหว่างศาสนา”

ถ้อยคำน่าสนใจของ Han Kung ที่ “เวลา กัลหโสภา” นักศึกษาสาวปริญญาโทร่างเล็กแห่งสาขาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หยิบยกมาใช้ในเอกสารประกอบการรายงานความก้าวหน้าการทำวิทยานิพนธ์ ตามโครงการทุนวิจัยมหาบัณฑิต ด้านมนุษยศาสตร์-สังคมศาสตร์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ครั้งที่ 2 (18-19 ตุลาคม 2550) ดึงดูดให้ต้องพลิกเอกสารกลับไปดูหัวข้อวิทยานิพนธ์อีกครั้ง

“การศึกษาแนวคิดเรื่องเมตตาในศาสนาพุทธกับอัรเราะห์มะฮ์ในศาสนาอิสลาม” ซึ่งคงมีน้อยคนที่กล้าอ่านออกมาเต็มๆ เสียง ถูกใช้เป็นชื่ออย่างเป็นทางการสำหรับการค้นหาความหมาย ด้วยความหวังว่าแม้การสนทนาระหว่างศาสนาจะแก้ปัญหาในหลายๆ มิติไม่ได้ทั้งหมด แต่ตราบใดที่เรายังปิดกั้นการรับรู้ ไม่ทำความเข้าใจต่อความหลากหลายของฐานคิดวัฒนธรรมและศาสนาระหว่างกัน บนความสัมพันธ์ของโลกไร้พรมแดน อาจทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งต่างๆ ตามมามากมาย

เวลา บอกเล่าเหตุผลและแรงบันดาลใจเบื้องหลังงานวิจัยชื่อเรียกแสนยาก (สำหรับชาวพุทธ) ว่า เมื่อยามเป็นเด็กถูกครูพร่ำสอนเสมอว่า “ทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี” แต่เมื่อเติบโตขึ้น กลับได้ยินอยู่บ่อยๆ “ ศาสนานั้นลัทธิความเชื่อนี้ดีกว่าอย่างอื่นนะ” บ้างก็อ้างตัวเป็นแม่ของทุกๆ ศาสนา หรือบอกว่า “สิ่งที่ตนเองเชื่อเปรียบเหมือนเป็นแขน แต่ความเชื่ออื่นๆ เป็นนิ้วมือที่แตกแขนงออกไป แต่ความเชื่อหลักอยู่ที่เขา” เป็นต้น ถ้อยคำเหล่านี้มันเลยจุดปมสงสัย ในเมื่อทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี แล้วทำไมต้องอ้างว่าตัวเองใหญ่หรือกดคนอื่นให้อยู่ใต้สิ่งที่ตนเองเชื่อ มันเลยจุดประกายให้เธออยากรู้ อยากสำรวจแนวคิด และคุณธรรมที่อยู่ในศาสนาต่างๆ ว่ามันน่าจะมีอะไรที่เหมือนหรือสอดคล้องกันอย่างไร?

“ครั้งแรกคิดว่าจะทำทั้ง 3 ศาสนาใหญ่ๆ อย่าง พุทธ คริสต์ อิสลาม แต่ด้วยคำแนะนำและความห่วงใยจากอ.บางท่านเตือนว่าอาจเป็นการศึกษาที่หนักเกินไป รวมถึงศาสนาคริสต์ และอิสลามยังมีลักษณะคล้ายคลึงกัน ด้วยการเป็นเรื่องของพระเจ้า เป็นความสัมพันธ์ของพระเจ้ากับมนุษย์ที่ถูกทอดลงมา จากนั้นก็ได้ข้อสรุปและลดทอนมาศึกษาพุทธ กับอิสลาม เพราะพุทธไม่ใช่ศาสนาแนวเทวนิยม ส่วนอิสลามน่าสนใจตรงที่ในช่วงปีที่ผ่านมายังไม่ค่อยมีใครทำและเข้าถึงยาก และเป็นช่วงจังหวะที่เหตุการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ด้วย ผนวกกับอาจารย์ที่ปรึกษาชี้ให้เห็นว่าศาสนาคริสต์เป็นศาสนาแห่งความรักและมีคำสอนด้านนี้อย่างชัดเจนจนแทบไม่ต้องศึกษาเลย”

เวลา ขยายความว่า งานวิจัยชิ้นนี้ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดีนัก เพราะอยู่ในระหว่างการศึกษา อย่างไรก็ตามด้วยความที่เป็นชาวพุทธ แถมยังมีข้อจำกัดในการเข้าใจเอกสาร และคัมภีร์ต้นฉบับในภาษาอาหรับ หลายครั้งที่พี่น้องมุสลิมอธิบายถึงพระวจนะในอัลกุรอานให้ฟัง เธอจึงไม่เข้าใจ แต่ถึงกระนั้นเธอยังปรารถนาที่จะใช้จินตนาการทำความเข้าใจว่า ความไพเราะ งดงาม ซาบซึ้งทางภาษาในคัมภีร์ของพระเป็นเจ้า มันมาปรากฏที่สีหน้า และดวงตาของชาวมุสลิมได้อย่างไร

“จุดหนึ่งที่เป็นปัญหาก็คือที่ผ่านมาไม่เคยเชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้า เราก็ต้องเปลี่ยนตัวเองให้ไม่ยึดติดกับศาสนา และเข้าไปสัมพันธ์กับสิ่งที่พระเป็นเจ้าพระอัลลอฮ์สร้างให้ อันนี้เป็นจุดที่ปรับ คือต้องทำใจให้สงบเพื่อเข้าใจสิ่งที่พระอัลลอฮ์ทรงเปิดเผย และยึดถือปฏิบัติตามนั้น ส่วนการพูดคุยกับพี่น้องมุสลิมก็ไม่มีความลำบาก แม้ทีแรกเขาจะเข้าใจว่ามีแฟนเป็นมุสลิมเลยอยากศึกษาเพื่อเตรียมตัวเปลี่ยนศาสนา บางคนก็มองว่าสิ่งที่ถามไม่ได้เกิดจากศรัทธา แต่พอถูกแนะนำตัวในชุมชนมุสลิมว่าเรากำลังทำงานวิจัยเรื่องนี้อยู่เขาก็เข้าใจ”

จากผลเบื้องต้นของการศึกษา เวลา พบว่า เมตตาของพุทธศาสนาเป็นภาษาบาลี มาจากคำว่า มิตตะ หรือไมตรี หมายถึง การแสดงความรัก การประกอบด้วยความรัก มีลักษณะตรงข้ามกับความเกลียด ความปรารถนาดี ความอยากให้ผู้อื่นมีความสุขและประสบสิ่งที่เป็นคุณประโยชน์ และความรักโดยธรรมะ ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหนัง แม้เนื้อหนังไม่ถูกต้องกันเลยก็ได้ก็สามารถมีความรักถึงที่สุดได้ ความรักชนิดนี้เรียกว่าเมตตาซึ่งเป็นเรื่องของจิตล้วนๆ ซึ่งท่านพุทธทาสได้อธิบายลักษณะของเมตตาผ่านตัวตน หรืออัตตา สามารถแบ่งออกได้เป็นสามระดับคือ 1. เมตตาขั้นต่ำ เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติของสัญชาตญาณ 2. เมตตาขั้นกลาง มีสติและปัญญาคอยควบคุม 3. เมตตาขั้นสูงสุด กำจัดความเห็นแก่ตนออกไปได้  กระทั่งไม่ยึดถือว่ามีตัวตน ไม่ต้องอาศัยอัตตา เป็นเมตตาที่สูงไปกว่าธรรมชาติ

ทั้งนี้สิ่งที่ทำให้เมตตาปรากฏขึ้นในใจตามแนวทางของพุทธ คือ การยึดเอาความทุกข์เป็นแกนกลางในความเป็นมนุษย์ ทุกคนเกิดมามีความทุกข์ (สิ่งที่ทนได้ยาก) ร่วมกันอยู่ เมื่อเห็นทุกข์แล้ว ก็จะทำให้เราเข้าใจสภาวะต่างที่เกิดขึ้นจะเข้าใจเห็นใจกับสิ่งที่แม้ไม่มีชีวิตได้ ซึ่งคัมภีร์วิสุทธิมัคค์ได้กล่าวถึงอุบายในการทำเมตตาให้ปรากฏ คือ การแผ่ไมตรีจิตไปยังสรรพสัตว์ทั้งปวงโดยการรู้สึกร่วมทุกข์ด้วย

เมื่อสภาวะเมตตาปรากฏขึ้นในใจแล้วก็จะทำให้คุณธรรมข้ออื่นปรากฏขึ้นด้วย เช่น การให้ทาน การเสียสละแบ่งปันเพื่อเป็นการอนุเคราะห์ หรือ เกิดศีล คือ ความประพฤติดีงาม มีจิตใจปรารถนาที่จะเกื้อกูลผู้อื่นให้พ้นทุกข์ ไม่อยากเบียดเบียน คำนึงถึงผู้อื่นหรือประโยชน์ส่วนร่วมเป็นที่ตั้ง ดังที่ทะไล ลามะ กล่าวถึงเมตตาว่าเป็นความรู้สึกที่แท้จริงอันหนึ่งของความรับผิดชอบต่อและเคารพต่อสรรพสิ่ง อารมณ์ความรู้สึกเกี่ยวกับความรักและความเมตตา เอาใจใส่จึงเป็นรากฐานเกี่ยวกับการอยู่รอดของมนุษย์ ดังนั้นอหิงสาหรือการไม่ใช้ความรุนแรงจึงไปด้วยกันอย่างดีกับธรรมชาติพื้นฐานของมนุษย์ และประเด็นสำคัญคือ มนุษย์ไม่ควรที่จะสูญเสียความเมตตาไปไม่ว่าสถานการณ์ต่างๆ จะเป็นเช่นไร  


ส่วนอัรเราะห์มะฮ์ (อ่านว่า อัร-เราะ-หะ-มะ) ในคัมภีร์อัลกุรอานนั้น “อัรเราะห์มาน” เป็นพระนามหนึ่งขององค์พระอัลลอฮ์ หมายถึง พระผู้ทรงเมตตา ซึ่งคุณลักษณะความเมตตาปราณีและให้อภัยต่อมนุษย์ ในพระองค์เรียกว่าอัรเราะห์มะฮ์ โดยทุกๆ การเริ่มต้นของบทในคัมภีร์อัลกุรอานจะปรากฏคำว่า “บิสมิลลา ฮิ้รเราะมานิ้รรอฮีม”แปลว่า ในนามของพระผู้เป็นเจ้า พระผู้ทรงเมตตาและปราณีอยู่เสมอ โดยมุสลิมมีความเชื่อว่า การกระทำใดก็ตามหากเป็นสิ่งที่พระอัลลอฮ์ทรงโปรดปรานพวกเขาไม่ลังเลเลยที่จะปฏิบัติตามพระคัมภีร์อัลกุรอาน ซึ่งเป็นความเมตตาที่ถูกส่งผ่านท่านศาสดามุฮัมมัดลงมาเพื่อให้เป็นข้อกำหนดแก่มุสลิมทุกคน นอกจากความเมตตาจากพระอัลลอฮ์มีต่อมวลมนุษย์แล้ว พระองค์ทรงบัญญัติให้มนุษย์นั้นก็ต้องปฏิบัติต่อกันด้วยความอ่อนโยน ความยุติธรรม นี่คือสิ่งที่ก่อให้เกิดอัรเราะห์มะฮ์ขึ้นภายในใจ

ทั้งนี้ในอิสลามสามารถแยกออกเป็น 1.ความสัมพันธ์ของอัรเราะห์มะฮ์ระหว่างอัลลอฮ์กับมนุษย์ สัตว์ พืช และสิ่งต่างๆ ที่พระองค์ทรงสร้าง และ2.ความสัมพันธ์ของอัรเราะห์มะฮ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์

ในส่วนแรกคัมภีร์อัลกุรอานอธิบายว่า ตัวเรานั้นไม่มีอะไรเลย ต้องอาศัยพระองค์ทุกอย่าง ขอให้ความสำนึกในบุญคุณของพระองค์ได้แผ่ซ่านซึมแนบอยู่ในความรู้สึกของเราทุกคน จงระลึกฝังใจอยู่เสมอว่าทุกสิ่งทุกอย่างมาจากพระองค์ เป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ แม้แต่เลือดเนื้อ ความเป็นความตายของเราก็เป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ และความยิ่งใหญ่แห่งอัลลอฮ์คือการมอบปัจจัยยังชีพมายังมนุษย์ เพื่อการประกอบความดีในโลก

นอกจากนี้ความโปรดปรานของอัลลอฮ์คือ อัลกุรอาน ส่วนความเมตตาของพระองค์คือ อัลอิสลาม (ปราศจากข้อบกพร่องหรือตำหนิใดๆ ทั้งสิ้น) ด้วยสองสิ่งดังกล่าวจะทำให้พวกเขาพ้นจากการสงสัยหรืออวิชชาที่มีอยู่ในใจ จึงเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่พวกเขาจะดีใจและภูมิใจ เพราะความโปรดปรานและความเมตตาของอัลลอฮ์ นั้นดียิ่งกว่าสิ่งที่พวกเขาสะสมไว้ ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สมบัติ ลูกหลาน ตำแหน่งอำนาจหน้าที่ ซึ่งเป็นสิ่งสูญสลายไม่แน่นอน

สำหรับอัรเราะห์มะฮ์ในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ต่อมนุษย์นั้น ตามคัมภีร์อัลกุรอาน อธิบายว่า บรรดาสิ่งทั้งหลายที่พระเจ้าสร้างมานั้น มีมนุษย์เท่านั้นที่ได้รับเกียรติจากอัลลอฮ์มากกว่าสรรพสิ่งอื่นใด ด้วยการประทานสติปัญญา วิชาความรู้ และให้ทุกสิ่งในทุกอย่างในจักรวาลเพื่อเป็นประโยชน์ต่อพวกเขา พระนาม “อัลกะรีม” ยังแปลได้อกว่า ผู้ทรงเผื่อแผ่ ทรงกรุณา ทรงเมตตา ดังนั้นคนที่ชอบอุปการะคนผู้อื่น ชอบเผื่อแผ่ ให้ผู้อื่นก่อนไม่ว่าเขาจะร้องขอหรือไม่ เป็นคนที่มีเกียรติอย่างแท้จริง เพราะความมีเกียรติของมนุษย์ไม่ได้พิจารณาที่ทรัพย์สิน ยศตำแหน่ง แต่พิจารณาที่ความรู้สึกของหัวใจว่ามีจิตสำนึกแห่งการดำรงอยู่

ในชีวิตประจำวันของชาวมุสลิม การให้เริ่มต้นคำทักทายที่มอบความปรารถนาดีแก่กัน คือ “อัสสลามุอะลัยกุม” หมายถึง ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน ผู้ที่ได้ยินต้องตอบรับคำทักทายนี้เช่นกันว่า “วะอะลัยกุมสลาม” ซึ่งแปลว่า ขอความสันติจงมีแด่ท่านเช่นกัน นี่เป็นวัฒนธรรมและมารยามตามแบบอย่างที่ท่านนบีมุฮัมมัดได้ยึดปฏิบัติ การกล่าวต่อกันด้วยถ้อยคำที่อ่อนโยนเป็นการแสวงหาความโปรดปรานหรือความเมตตาจากอัลลอฮ์  นอกจากนี้อัรเราะห์มะฮ์ยังปรากฏขึ้นผ่านหลักการซะกาต ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติประการหนึ่งที่ศาสนาอิสลามกำหนดให้ผู้มีรายได้จำนวนหนึ่งบริจาคเงินทองทรัพย์สินมีค่าปศุสัตว์และพืชผักให้แก่คนยากจนคนขัดสนหรือเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจเพื่อนำไปจัดสรรเป็นสวัสดิการแก่ผู้ยากไร้ในสังคมหรือเพื่อการสาธารณประโยชน์

เวลา วิเคราะห์ว่า ในพุทธศาสนา เมตตาสามารถอธิบายโดยยกคุณลักษณะเฉพาะในตัวมันเองออกมาให้เข้าใจง่าย ขณะที่อัรเราะห์มะฮ์ในอิสลามจะต้องยกคำอื่นมาอธิบายประกบแนบไปด้วย ซึ่งขึ้นอยู่กับบริบทของตัวบทอัลกุรอานที่ถูกอ้างถึง กล่าวคืออัรเราะห์มะฮ์ไม่สามารถตั้งวางอยู่อย่างเดี่ยวๆ ได้ หากต้องประกอบด้วยความอดทนเป็นฐานแล้วจะนำมาซึ่งการให้อภัย การหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง เช่นเดียวกับการนำเมตตาในศาสนาพุทธไปใช้ในชีวิตจริง คือ ก่อนจะกลายเป็นเมตตาต้องมีการคิดไปในทางที่ถูกที่ควรอย่างละเอียดตามเหตุปัจจัย จึงก้าวมาเป็นกรุณา อยากช่วยให้ผู้อื่นพ้นทุกข์

เวลา ยังพบอีกว่า มีความแตกต่างกันในระบบวิธีคิด เรียบเรียง และจัดเก็บข้อมูล เมตตาที่ปรากฏในตำราของพุทธศาสนามีการจัดเรียงเป็นหมวดหมู่ธรรม สามารถสืบค้นแบบเฉพาะเจาะจงได้ สามารถละเว้นบริบทรอบข้างโดยไม่เสียความหมายเดิม ส่วนการศึกษาอัรเราะห์มะฮ์ต้องแยกประเด็นให้ชัดเจนก่อน เช่น อัรเราะห์มะฮ์ระหว่างพระผู้เป็นเจ้ากับมนุษย์ ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ระหว่างมนุษย์กับสัตว์ หรือระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม แล้วจึงสามารถนำไปสู่ตัวบทที่อ้างถึงคำสอนเหล่านี้ที่ปรากฏในคัมภีร์อัลกุรอาน  

ในส่วนการปรากฏขึ้นระหว่างเมตตาและอัรเราะห์มะฮ์นั้น เมตตาในศาสนาพุทธถือเป็นคุณธรรมแง่บวก ช่วยให้จิตผ่องใส เมตตาเกิดขึ้นได้โดยการคิดทบทวนด้วยเหตุผลอย่างละเอียด โดยการสำนึกรู้ว่าผู้อื่นล้วนเกิดมาในวัฎฎสงสารที่ต้องเวียนวนอยู่กับความทุกข์เหมือนกัน พุทธศาสนาจึงพยายามสอนโดยใช้อุบายให้แผ่เมตตา เพราะเป็นการใช้พลังแห่งความปรารถนาส่งต่อให้คนอื่นอย่างไม่มีเงื่อนไขไม่มีที่สิ้นสุด แล้วมันจะทำลายความขัดเขืองต่างๆ ลงได้ ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า เมตตาเกิดจากการฝึกฝนให้เกิดขึ้นภายในจิตใจก่อน อันส่งผลปรากฏออกมาภายนอกให้เกิดการปฏิบัติสืบเนื่องต่อไป ขณะที่อัรเราะห์มะฮ์ระหว่างเพื่อนมนุษย์ เกิดจากกฎระเบียบวิถีปฏิบัติภายนอก อันส่งไปสู่การตระหนักรับรู้ภายในจิตใจ สะท้อนผ่านหลักการจ่ายซะกาตซึ่งเป็นหนึ่งหลักการสำคัญที่ต้องปฏิบัติ อันส่งผลให้เกิดการเกื้อกูลกันทางสังคม สิ่งที่จำเป็นมิใช่เฉพาะมุสลิม ก็คือมนุษย์จำเป็นต้องทำความดีและหลีกเลี่ยงความชั่วไม่ว่าผู้อื่นจะรู้เห็นหรือไม่  ไม่ว่าจะเวลาไหน ไม่ว่าจะได้รับการสรรเสริญ หรือว่าจะถูกบังคับ มันไม่มีความต่างอะไรเพราะพระผู้เป็นเจ้าแลเห็นการกระทำ

ทั้งนี้หลักคำสอนเรื่องเมตตาและอัรเราะห์มะฮ์ มีลักษณะที่ตรงกันคือ สามารถนำไปสู่การปฏิบัติคุณธรรมข้ออื่นๆ ที่สัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ได้ง่ายขึ้น ในศาสนาพุทธ เมื่อเกิดสภาวะเมตตาแล้วจะนำไปสู่หลักการปฏิบัติในศีลข้อที่หนึ่ง คือ การไม่เบียดเบียน ไม่ทำร้าย ละเว้นจากการฆ่านำไปสู่บุญกิริยาวัตถุข้อที่หนึ่งคือการให้ทาน ส่วนอัรเราะห์มะฮ์ในศาสนาอิสลามก็นำไปสู่การปฏิบัติกันอย่างนอบน้อมและอ่อนโยน และถือเป็นมารยาททางสังคมอย่างหนึ่งของมุสลิม หลักคำสอนของทั้งสองศาสนาดังกล่าวนี้จะนำมาซึ่งความเกื้อกูลกันทางสังคมในที่สุด

นี่คือทั้งหมดของเมตตาที่ค้นพบ และการรับรู้ถึง อัรเราะห์มะฮ์ ที่พระเป็นเจ้าทรงเปิดเผยอยู่ในขณะนี้ ซึ่งโจทย์ต่อไปที่ เวลา ตั้งเอาไว้ในงานวิจัย คือ เมตตาและอัรเราะห์มะฮ์ที่เป็นนามธรรมมันจะถูกสกัดกั้นด้วยอะไรบ้างเวลานำใช้ปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวัน ซึ่งจากนี้จะลงพื้นที่สัมภาษณ์เก็บเกี่ยวประเด็น

อย่างไรก็ตาม เวลา บอกเล่าถึงประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้สัมผัสกับความหมายของความเมตตา และอัรเราะห์มะฮ์ ว่า ครั้งหนึ่งที่เธอซื้อเสื้อของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งมีเมล็ดพืชจำนวนมากเป็นเครื่องประดับ เธอได้เอาไว้ในตระกร้าเพื่อเตรียมที่จะซัก แต่รุ่งขึ้นเสื้อผืนสวยราคาแพงมันได้กลายเป็นอาหารของหนูไปเกือบทั้งตัวแล้ว ความรู้สึกที่แล่นเข้ามาแวบแรก คือความโกรธ แต่มันยังไม่ปรากฏเมตตาแบบพุทธ แต่ในใจของตนเองกลับคิดในแบบอัรเราะห์มะฮ์ของอิสลาม คือ ใช่แล้วนี่ไง อย่างที่พระเจ้าบอกว่าเราต้องแบ่งปันให้สิ่งมีชีวิต เพราะเมล็ดพันธุ์พืชก็เป็นอาหารของสัตว์อื่นๆ ไม่ใช่เครื่องประดับที่มนุษย์จะเอามาสวมใส่ แสดงว่ามนุษย์เรากำลังเบียดเบียนสิ่งมีชีวิตอื่นอยู่ เพื่อความสะดวกในการดำรงชีวิตอย่างที่ไม่มีความเท่าเทียมตามที่อัลลอฮ์ ส่งมาให้ใช้ร่วมกัน

เวลา ย้ำว่า ไม่ได้คาดหวังให้งานวิจัยชิ้นนี้เป็นคำตอบให้กับปัญหาใหญ่ๆ ในบ้านเมืองขณะนี้ เธอหวังแต่เพียงว่า มันจะเป็นสารอีกอย่างหนึ่งที่จะช่วยเปิดพรมแดนที่เคยปิดกั้นไม่รับรู้คนอื่น หรือความไม่เข้าใจต่อเพื่อนที่เรามักเรียกว่าแขก เพราะความเมตตาและและอัรเราะห์มะฮ์คือสิ่งที่ทำให้เราขยายหัวใจออกมา เพื่อที่จะยอมรับและเข้าไปเอาใจใส่กับสรรพสิ่งรอบๆ ตัวมากขึ้น

แม้ระหว่างที่ร่วมพูดคุยกับ “เวลา”  จะออกตัวอยู่บ่อยครั้งว่ายังมีเรื่องที่เธอต้องการความกระจ่างชัดอีกมากมาย แต่โดยส่วนตัวเชื่อมั่นและศรัทธาว่า ปัญหา ความสงสัย รวมถึงความไม่เข้าใจของเธอในวันนี้ มันกลายจะเป็นเส้นด้ายอีกเส้นหนึ่ง ที่ช่วยถักทอ แต่งเติม สร้างสีสัน จนแพรพรรณแห่งความเข้าใจมันกว้างใหญ่เพียงพอที่จะครอบคลุมสังคมเรา.