กลอนดอกสร้อย    

     ชื่อคําร้อยกรองชนิดหนึ่งมีลักษณะคล้ายสักวา แต่ในวรรคที่ ๑ ใช้ ๔ คํามี เอ๋ย เป็นคําที่ ๒ มี ๔ คํากลอน และคําลงจบบทให้ลงว่า เอย เช่น แมวเอ๋ยแมวเหมียว... คอยดูอย่างไว้ใส่ใจเอย.

                                ตัวอย่าง กลอนดอกสร้อย

 

                         ดวงจันทร์...

 

          ดวงเอ๋ยดวงจันทร์                     แสงเฉิดฉันยามเพ็ญเด่นเวหา

  พ้นเพ็ญพลันจันทร์แรมไม่แจ่มตา     มีเวลาเว้าแหว่งสิ้นแสงนวล

  อันชีวิตคนเราเนาในโลก                   สุขแล้วโศกสลับกันมีผันผวน

  อย่ายืดถือจังจริงสิ่งแปรปรวน           ดูจันทร์หวนให้คิดพินิจเอย...

 

                          ดวงดาว...

              

            ดวงเอ๋ยดวงดาว                        แวววาวลิบลิบระยิบแสง

     คืนใดศศิธรอ่อนแรง                        ดาวแข่งสุกสว่างพร่างพราย

     ดูดาวราวดวงตาสวรรค์                   หมื่นพันคอยจ้องมองหมาย

     ใครทำบาปกลั้วชั่วร้าย                    เร่งอายดาวจ้องมองเอย...

          

                                           

                         ดวงตะวัน...

        

       ดวงเอ๋ยดวงตะวัน                     หนึ่งเท่านั้นเปี่ยมฟ้าน่าพิศวง

ทำหน้าที่ไม่ลำเอียงแสนเที่ยงตรง   เด่นดำรงเป็นหลักจักรวาล

แยกทิวาราตรีให้มีอยู่                      อีกฤดูวนเวียนเปลี่ยนผันผ่าน

ยุติธรรมสุจริตนิจกาล                    ใครนึกคร้านดูตะวันเร่งหมั่นเอย...

                    

                   นกขมิ้นเหลืองอ่อน

              

              ปักเอ๋ยปักษิณ                 นกขมิ้นเรื่อเรืองเหลืองอ่อน

  ถึงเวลาหากินก็บินจร                   ครั้นสายัณห์ผันผ่อนมานอนรัง

  ความคุ้นเคยสกุณาอุตสาหะ        ไม่เคยละพุ่มไม้ที่ใจหวัง

  เพราะพากเพียรชอบที่มีกำลัง     เป็นที่ตั้งตนรอดตลอดเอย...

 

                             ดอยสูง

              

                ดอยเอ๋ยดอยสูง               มองแล้วจูงจิตใจใฝ่สวรรค์

  ชอุ่มด้วยพฤกษานานาพรรณ      ธรรมชาติเสกสรรให้น่าชม

  ใครได้ขึ้นถึงยอดตลอดลิ่ว            แลเห็นทิวทัศน์งามอร่ามสม

 เปรียบผู้ถึงธรรมวิเวกเอกอุดม       ย่อมนิยมสันติรสหมดทุกข์เอย

 

                             ที่ระลึก 

                

                  ที่เอ๋ยที่ระลึก                  ถึงอธึกงามลบในภพพื้น

ก็ไม่ชวนชีพที่ดับให้คืน                 เสียงชมชื่นเชิดชูคุณผู้ตาย    

เสียงประกาศเกียรติเอิกเกริกลั่น  จะกระเทือนถึงกรรณนั้นอย่าหมาย

  ล้วนเป็นคุณแก่ยังไม่วางวาย       ชูเกียรติญาติไปภายภาคหน้าเอย.

 

                           ร่างกาย                                          

            

                    ร่างเอ๋ยร่างกาย              ยามตายจมพื้นดาษดื่นหลาม

 อย่าดูถูกถิ่นนี้ว่าที่ทราม             อาจขึ้นชื่อลือนามในก่อนไกล

 อาจเป็นเจดีย์มีพระศพ              แห่งจอมภพจักรพรรดิกษัตริย์ใหญ่

 ประเสริฐด้วยสัตตรัตน์จรัสชัย    ณ สมัยก่อนกาลบุราณเอย...

 

                              ดวงมณี

              

                   ดวงเอ๋ยดวงมณี              มักจะลี้ลับอยู่ในภูผา

หรือใต้ท้องห้องสมุทรสุดสายตา   ก็เสื่อมซาสิ้นชมนิยมชน

บุปผชาติชูสีและมีกลิ่น                  อยู่ในถิ่นที่ไกลเช่นไพรสณฑ์

ไม่มีใครได้เชยเลยสักคน           ย่อมบานหล่นเปล่าดายมากมายเอย

 

...........                     

                     ...........