ประวัติพระครูบาเจ้าศรีวิชัย (นักบุญแห่งล้านนาไทย)
ไหว้สานบพระเจ้า จอมขวัญ
แม่นมิ่งสีลธัมม์อัน เอกอ้าง
อินท์เฟือนหยาดฟ้าปัน บุญโปรดเมืองเอ่
ศรีวิชัยไป่ร้าง สถิตล้านนาเวียง....
ขอไหว้สาน้อมนบเคารพบูชาแด่พระครูบาเจ้าศรีวิชัย (นักบุญแห่งล้านนาไทย) ณ บัดนี้ข้าพเจ้าจักได้ขออนุญาตนำเอาชีวประวัติแห่งพระครูบาเจ้าศรีวิชัย (นักบุญแห่งล้านนาไทย) มานำเสนอต่อท่านผู้สนใจใฝ่ธรรมทุก ๆ ท่าน โดยชีวประวัตินี้ข้าพเจ้าได้ค้นมาจากหนังสือที่ท่านผู้รู้หลาย ๆ ท่านได้ประพันธ์เอาไว้ ขอเชิญทุกท่านติดตามอ่านได้นับตั้งแต่นี้ไป
ชาติกำเนิดท่านครูบาเจ้า
ท่านครูบาศรีวิชัย เกิดในตระกูลชาวนายากจน เป็นบุตรของนายควายและนางอุสาห์ เป็นคนบ้านปาง จังหวัดลำพูน นายควายกับนางอุสาห์ มีบุตรด้วยกัน 3 คน ครูบาศรีวิชัยเป็นบุตรคนที่ 3 เกิดวันอังคาร ขึ้น 11 คำ ปีขาล ตรงกับวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2421 เวลาพลบคํา ครูบาเดิมมีชื่อว่า "ฟ้าฮ้อง" เรียกตามภาคกลางว่า "ฟ้าร้อง" สาเหตุที่ชื่อเช่นน้นเพราะตอนที่ท่านจะคลอดออกมาจากครรภ์มารดา ปรากฎว่าบนท้องฟ้าเกิดความวิปริต มีลมพัดแรงฝนตกหนัก ฟ้าแลบแปล๊บ ๆ ฟ้าคะนองตลอดเวลา และเกิดฟ้าฝ่าขึ้นมีแสงสว่างกระจายทั่วกระท่อม ทันใดนั้น ทารกก็คลอดออกมา นายควายผู้เป็นพ่อตื่นเต้นกับเหตุการณ์นั้นมาก เขาได้ร้องขึ้นว่า "ลูกเราคนนี้มีบุญแน่แล้ว" นางอุสาห์หลับไปคู่หนึ่งหลังจากนั้นนางรู้สึกตัว มองดูลูกน้อยด้วยความเอ็นดูแล้วบอกกับสามีว่า " ให้ลูกคนนี้ ชื่อ ฟ้าฮ้องเถอะ เพราะมันเกิดเวลาฟ้าฝนคะนองนัก"
ท่านครูบาเมื่อยังเด็กนั้นมีความเฉลียวฉลาด กล้าหาญ รูปร่างผอมแต่ไม่มีโรคภัยใดๆมาเบียดเบียน ท่านเป็นผู้มีจิตเมตตากรุณาต่อสัตว์มาตั้งแต่เล็ก คราวหนึ่งเมื่อท่านไปเลี้ยงวัวที่กลางทุ่งได้พบพระธุดงค์รูปหนึ่งกำลังเดินมา ท่านจึงยกมือไหว้ พร้อมทั้งกล่าวว่า " ถ้าข้าเจ้าโตขึ้นข้าเจ้าจะบวช " ซึ่งทำให้พระธุดงค์เหลียวมามองก็เห็นเงากลดซ้อนที่เงาของเด็กชายฟ้าฮ้อง พระธุดงค์จึงหยุดและพูดคุยกับเด็กน้อยนั้น และก็ได้ถือโอกาสพูดคุยกับพ่อแม่ของเด็กชายฟ้าฮ้อง และบอกว่า " ถ้าฟ้าฮ้องบวชแล้วจะไม่สึกจะนำความเจริญรุ่งเรืองให้เกิดแก่พระพุทธสาสนาในแผ่นดินล้านนาไทย " พ่อแม่ของฟ้าฮ้องได้ยินดังนั้นก็เกิดความกังวลใจยิ่งนักเพราะไม่อยากให้ลูกบวช
ต่อแต่นั้นมาเด็กชายฟ้าฮ้องก็รบเร้าที่จะบวชเรื่อยมา แต่พ่อแม่ก็บ่ายเบี่ยงไปเรื่อย ๆ จวบจนฟ้าฮ้องอายุได้ 18 ปี ความปรารถนาที่จะบวชรุนแรงยิ่ง จึงทำให้ฟ้าฮ้องขอร้องกับพ่อแม่ให้พาไปบวช พ่อแม่จึงกล่าวว่า "เอาละเมื่อใคร่บวชแม้แต่สามเณรพ่อแม่ก็ไม่ว่าจะจัดการให้ แต่เจ้าบอกพ่อแม่ได้ไหมว่า บวชแล้วเจ้าจะสึกหรือไม่สึก " ฟ้าฮ้องตอบว่า " ไม่สึกจ๊ะ " "เพราะอะไรจึงไม่สึก ไม่คิดจะช่วยพ่อแม่ทำมาหากินหรือลูก "
ฟ้าฮ้องตอบว่า "พ่อแม่ไม่ได้มีลูกพียงฟ้าฮ้องคนเดียว ลูกได้พิจารณาดูแล้ว ครอบครัวเรายากจนแสนเข็ญ เหตุที่เป็นเช่นนี้ไม่ใช่ความผิดของพ่อแม่ หากแต่เป็นกุศลแต่ชาติปางก่อนบันดาลให้ ลูกต้องการเปลี่ยนความยากจน แต่ลูกจนปัญญาที่จะแก้ไข ไม่มีวิชาความรู้ที่จะช่วยให้ครอบครัวของเรารำรวยขึ้นได้ ลูกจึงปรารถนาจะสละชีวิตฆราวาสนี้เสีย มุ่งหน้าไปสู่พุทธจักร หากมีโอกาสให้ส่งเสริมบวรพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นได้แล้ว ก็เท่ากับสร้างกุศลผลบุญเป็นที่แซ่ซ้องสรรเสริญของคนทั่วไป แม้ชาตินี้จักไม่ได้เสวยผลบุญนัก แต่ชาติหน้าหากเราเกิดมาร่วมครอบครัวเดียวกันอีก พ่อแม่จักได้ไม่ต้องลำบากยากจนอย่างนี้ "
พ่อแม่ก็จนด้วยเหตุผลจึงพาไปฝากกับพระอธิการขัตติยะ เจ้าอาวาสวัดบ้านปาง และได้บรรพชาที่วัดบ้านปาง โดยมีพระอธิการขัตติยะบวชให้ สามเณรฟ้าฮ้องก็มุ่งหน้าศึกษาธรรม ชีวิตของสามเณรเป็นไปโดยสันโดษ มักน้อย ไม่สะสม และประการสำคัญคือ ท่านถือมังสวิรัติ ไม่ฉันอาหารที่มีเนื้อสัตว์
เรียนพระกัมมัฏฐาน
ปีพ.ศ. 2441 อายุท่านครบบวชแล้ว คือ 20 ปีบริบูรณ์ ท่าจึงได้อุปสมบท ณ วัดบ้านปาง โดยมี พระครูสุมโน แห่งวัดโฮ่งหลวง เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาทางศาสนาว่า " สิริวิชโย " ต่อมาภายหลังชาวบ้านเรียกตามนามฉายาท่านว่า " พระศรีวิชัย " ชาวบ้านเรียกท่านว่า ครูบาศรีวิชัยบ้าง ครูบาบ้านปางบ้าง ครูบาศีลธรรมบ้าง หลังจากบวชแล้วท่านก็ได้ลาพระอธิการขัตติยะ สมภารวัดบ้านปาง เพื่อไปอยู่ปฏิบัติพระกัมมัฏฐานกับพระครูอุปละ วัดดอยแต อำเภอแม่ทา ท่านครูบาอยู่ปฏิบัติที่วัดดอยแตได้พรรษาเดียวก็กลับไปจำพรรษาที่วัดบ้านปางซึ่งเป็นวัดบ้านเกิดตามเดิม เมื่อกลับมาอยู่บ้านเกิดได้ไม่นานนัก ท่านเจ้าอาวาสก็ได้มรณภาพไปทำให้ท่านเสียใจอย่างมาก ที่วัดบ้านปางก็เหลือท่านกับพระเพื่อนอีกรูปหนึ่ง ต่อมาท่านก็ได้ไปปฏิบัติกัมมัฏฐานบนยอดดอยทางทิศใต้ของหมู่บ้าน
สร้างวัดใหม่
จากวัตรปฏิบัติปฏิปทาของครูบาศรีวิชัย ก่อให้เกิดเป็นความนิยมศรัทธาของประชาชนเป็นอันมาก ใคร ๆ ก็หลั่งไหลไปหาท่านมิได้ขาด ท่านครูบากับพระเพื่อนจึงมีความคิดที่จะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง ประกอบกับช่วงหลังมานี้มีผู้ปรารถนาจะบวชเป็นสามเณรและพระภิกษุเป็นจำนวนมากขึ้น ทั้งสองจึงตกลงกันว่าจะสร้างวัดขึ้นใหม่ ประชาชนทราบความประสงค์ของท่านจึงชักชวนกันมาหลายหมู่บ้าน หลายตำบลในอำเภอลี้ ต่างช่วยกันบุกเบิกป่าสร้างวัด ช่วยกันออกแรงงาน แรงเงิน แรงใจ ร่วมมือร่วมใจกันอย่างแข็งขันและยินดีปรีดา ใช้เวลาไม่ถึงปีวัดนั้นก็เสร็จสมบูรณ์พร้อมทั้งมีกำแพงล้อมรอบทั้ง 4 ด้าน และให้ชื่อวัดใหม่นี้ว่า " วัดศรีดอนชัยทรายมูลบุญเรืองบ้านปาง" วัดที่สร้างขึ้นใหม่นี้ถือว่าเป็นวัดบ้านปางใหม่ ส่วนวัดบ้านปางเก่านั้นก็หมดสภาพความเป็นวัดไป
เจอข้อหาอุปัชฌาย์เถื่อน
ในกาลเวลาต่อมาก็มีกุลบุตรที่ใคร่จะบรรพชาอุปสมบทเป็นพระภิกษุในบวรพระพุทธศาสนา ท่านครูบาก็ทำการบวชให้ ซึ่งการบวชแต่ละครั้งท่านครูบาก็ได้พิจารณาความเหมาะสมเสียก่อนแล้วจึงทำการบวชให้ เมื่อท่านบวชพระภิกษุเป็นจำนวนมากขึ้น ทางฝ่ายเจ้าคณะแขวงและนายอำเภอ จึงอาศัยช่องโหว่ที่ท่านยังไม่มีใบอนุญาตกล่าวหาท่านว่าเป็นพระอุปัชฌาย์เถื่อนและบวชกุลบุตรที่ไม่ได้รับอนุญาต นายอำเภอไม่ชอบท่านมาตั้งนานแล้วจึงถือโอกาสนำตำรวจไปควบคุมตัวมาจากวัดบ้านปาง นำตัวไปที่วัดเจ้าคณะแขวง อำเภอลี้โดยควบุมตัวอยู่ 4 วัน
ได้มีลูกศิษย์ลูกหาของท่านทั้งที่เป็นพระและฆราวาสพากันมาเยี่ยมเยียนท่าน คอยให้กำลังใจเฝ้าสังเกตเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด ด้วยเกรงว่าท่านจะถูกกลั่นแกล้งอย่างอยุติธรรมมากขึ้น เจ้าคณะแขวงลี้เห็นท่าไม่ดีกลัวประชาชนจะทำร้าย จึงต้องสั่งพระครูบาศรีวิชัยเข้าเมืองลำพูนด้วยข้อหาเป็นพระอุปัชฌาย์เถื่อน เพื่อให้เจ้าคณะจังหวัดลำพูนพิจารณาสอบสวน
ถูกต้องตามหลักพระวินัย
เจ้าคณะจังหวัดลำพูนชื่อ พระครูญาณมงคล ทำการสอบสวนกระบวนความอย่างถี่ถ้วน ครูบาได้เล่าเรื่องไปตามความจริงว่า
" ได้ทำหนังสืออนุญาตไปแล้ว วันเข้าพรรษาใกล้เข้ามา สงสารเวทนากุลบุตรผู้มุ่งหวังเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์จึงเป็นอุปัชฌาย์บวชให้ ถ้าเป็นความผิดพระราชบัญญัติกฎหมายบ้านเมือง ก็ขอยอมรับผิดด้วยความยินดี"
เจ้าคณะจังหวัดฟังแล้วได้พิจารณาความว่า " ครูบาศรีวิชัยไม่ได้ทำผิดพระวินัย แต่ทำไปด้วยใจบริสุทธิ์ " ส่วนเจ้าคณะแขวงและนายอำเภอลี้นั้น ท่านเจ้าคณะจังหวัดลำพูนท่านบอกว่า มีผิดอยู่ด้วยเพราะเมื่อได้รับหนังสือขออนุญาตแล้ว ก็แกล้งเก็บเงียบไม่แจ้งให้ทราบ ในที่สุดท่านไม่เอาผิด ได้ว่ากล่าวตักเตือนให้อยู่ในกรอบของกฎหมาย แล้วท่านครูบาก็ลากลับวัดบ้านปาง
ขาดประชุมสงฆ์
เมื่อคนเขาจะหาความผิด เขาก็จะพยายามหาจนได้ พอดีมีช่องทางอีกครั้งหนึ่งคือ ในสมัยนั้นทางฝ่ายอาณาจักรและพุทธจักร ได้เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ฝ่ายพุทธจักรมีพระราชบัญญัติ ระเบียบ กฎกติกา ออกมาหลายอย่าง เมื่อได้คำสั่งมา เจ้าคณะแขวงก็จำต้องเรียกประชุม บรรดาเจ้าอาวาสที่อยู่ในเขตปกครองของตนมาประชุมกัน เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับพระราชบัญญัติคณะสงฆ์
ครูบาศรีวิชัยท่านเป็นพระสันโดษ ตั้งใจแต่จะปฏิบัติวิปัสสนาเจริญเมตตาภาวนาเป็นที่ตั้ง ไม่สนใจการบ้านการเมือง ลืมไปเสียด้วยซำว่าประชุมเมื่อไร พระลูกวัดเห็นว่าอาจารย์ไม่ไปก็เลยพลอยไม่สนใจในการประชุมและอีกหลายวัดในตำบลบ้านปาง ก็ไมมีใครสนใจจะไปประชุมที่อำเภอลี้ เพราะเห็นว่าขนาดท่านครูบายังไม่ไปเลยแล้วพวกเราจะไปทำไม
เมื่อครูบาศรีวิชัยไม่ไปประชุมท่านเลยถูกกล่าวหาว่า ไม่สนใจในกิจการของคณะสงฆ์ ยุยงให้พระวัดอื่นกระด้างกระเดื่องต่อการปกครอง ขัดคำสั่งเจ้าคณะแขวง พระวัดอื่นไม่ไปไม่ว่าอะไร แต่ครูบาศรีวิชัยไม่ไปต้องมีเรื่องอย่างนี้มันกลั่นแกล้งกันชัด ๆ ในที่สุดท่านถูกส่งตัวเข้าเมืองลำพูนอีกครั้งหนึ่ง ท่านได้เล่าความจริงให้เจ้าคณะจังหวัดลำพูนฟังว่า
"เพลิดเพลินในการเจริญวิปัสสนา จึงลืมวันนัดหมาย ส่วนพระวัดอื่นเอาเยี่ยงอย่าง ไม่ได้ยุยงแต่อย่างใด เพราะอยู่แต่ในวัดนั่งเจริญวิปัสสนาอยู่ในกุฏิ แล้วจะไปยุยงเขาได้อย่างไร อีกประการหนึ่ง การขาดประชุมสงฆ์ในครั้งพุทธกาล ห็ไม่ปรากฎว่าพระพุทธองค์ทรงเอาผิด ในมหาปรินิพพานสูตร พระพุทธองค์ก็ทรงยกย่องสรรเสริญการปฏิบัติบูชา ข้าพเจ้าก็ปฏิบัติตามคำแห่งพระสัพพัญญูเจ้า"
ท่านต้องเสียเวลาอยู่กับเจ้าคณะจังหวัด เป็นเวลา 1 เดือน คณะกรรมการที่ทำการสอบสวนสังเกตพฤติกรรมของท่านแล้ว ก็เชื่อว่าท่านคงปฏิบัติอย่างที่พูดมาจริง ๆ ไม่พบเห็นข้อพิรุธผิดจากครองธรรม เรื่องที่กล่าวหาก็เป็นเรื่องหยุมหยิมเกินไป หาสาระมิได้ จึงปล่อยตัวไป
การถูกจับกุมในระยะที่สอง พ.ศ. 2454 - 2464 |
ในการต้องอธิกรณ์ครั้งที่สอง มีความเข้มข้นและรุนแรงมากยิ่งขึ้น อันเนื่องมาจากการต้องอธิกรณ์ในช่วงแรกถึงสามครั้งสามครา และยังส่งผลเพิ่มความเลื่อมใสศรัทธาของชาวบ้านที่มีต่อครูบาเจ้าศรีวิชัยมากยิ่งขึ้น มีการเล่าถึงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ต่าง ๆ นานาต่อกันไป ทำให้ความนับถือเลื่อมใสในตัวของครูบาเจ้าศรีวิชัยแพร่ขยายออกไปอย่างไม่หยุดยั้ง เมื่อคำเล่าลือทราบถึงเจ้าคณะแขวงลี้และนายอำเภอแขวงลี้ จึงได้เข้าแจ้งต่อพระครูญาณมงคล เจ้าคณะจังหวัดลำพูน โดยตั้งข้อกล่าวหาว่า ท่านซ่องสุมคนคฤหัสถ์ นักบวช เป็นก๊กเหล่า และใช้เวทย์มนต์โหงพราย ดังนั้นในวันที่ 12 มากราคม พ.ศ.2462 พระครูญาณมงคงได้ออกหนังสือฉบับหนึ่งถึงครูบาเจ้าศรีวิชัย เพื่อแจ้งให้ท่านออกจากพื้นที่จังหวัดลำพูนภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันประกาศ
ครูบาเจ้าศรีวิชัยได้กล่าวอ้างถึงพระวินัยแห่งพุทธบัญญัติขึ้นมาว่า ท่านได้กระทำผิดพุทธบัญญัติข้อใดไปบ้าง เจ้าคณะแขวงไม่สามารถเอาผิดได้ จึงเลิกราไปพักหนึ่ง แต่ในเวลาต่อมา เจ้าจักรคำขจรศักดิ์ เรียกครูบาเจ้าศรีวิชัยพร้อมลูกวัดเข้าเมืองลำพูน เหตุการณ์ครั้งนี้ ชี้ให้เห็นสถานะตนบุญของท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยชัดเจนมากขึ้น เพราะมีการจัดขบวนแห่แหนท่านเข้าสู่เมืองลำพูนของบรรดาภิกษุสามเณรและคฤหัสถ์อย่างใหญ่โต
เมื่อทางบ้านเมืองได้เห็นว่ามีผู้ติดตามท่านมากเช่นนี้ คงตกใจมิใช่น้อย อปราชมณฑลพายัพได้สั่งย้ายท่านไปยังเชียงใหม่ โดยให้พักอยู่ที่วัดเชตวัน แล้วจึงมอบให้พระครูสุคันธศีล รองเจ้าคณะเชียงใหม่ที่วัดปลากกล้วย(ศรีดอนไชย)
ในช่วงที่ถูกจับกุมที่วัดนี้ ได้มีพ่อค้าใหญ่เข้ามาเป็นอุปัฏฐาก ตลอดจนผู้คนในจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียงก็เดินทางมานมัสการเป็นจำนวนมาก ทางฝ่ายที่ทำการดูแลเกรงว่าเรื่องลุกลามใหญ่โต เนื่องจากศรัทธาของชาวบ้านชาวเมือง เจ้าคณะเชียงใหม่และเจ้าคณะมณฑลพายัพได้ดำเนินการส่งท่านไปรับการไต่สวนพิจารณาคดีที่กรุงเทพฯ โดยตั้งข้อหาไว้ 8 ข้อ เนื้อหารวมของข้อกล่าวหา อาทิ ตั้งตัวเป็นพระอุปัชฌาย์ทั้งที่ไม่มีใบอนุญาต กระด้างกระเดื่องต่อพระราชบัญญัติสงฆ์ และใช้คำกล่าวอ้างของชาวบ้านที่ว่า ท่านมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ทำให้ฝ่ายส่วนกลางหวาดระแวงว่าท่านจะประพฤติตัวเป็น ผีบุญ
โดยรวมแล้วท่านหลุดพ้นจากข้อกล่าวหาทุกกระทง และได้มีโอกาสเข้าเฝ้าสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เป็นการส่วนตัวครั้งหนึ่ง จากการเข้าเฝ้าครั้งนี้ สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ได้ส่งสาส์นไปยังกรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จเจ้าคณะใหญ่หนกลาง มีใจความว่า
“...วันนี้ฉันได้พบตัวพระศรีวิชัย (14 ก.ค. 2463) ได้ไต่สวนเห็นว่า เป็นพระที่อ่อนโยน ไม่ใช้ผู้ถือกระด้าง ไม่ใช่เจ้าเล่ห์เจ้ากล ไม่ค่อยธรรมวินัย แต่มีสมณสัญญา พอจะประพฤติอยู่ได้อย่างพระที่ห่างเหินจากสมาคม การตั้งตัวเป็นพระอุปัชฌาย์เองนั้น ด้วยไม่รู้ความหมาย ไม่รู้ประกาศ ทำตามธรรมเนียมคืออุปัชฌายะของเธอ ชื่อสุมนะ เมื่อจะถึงมรณภาพ ได้ตั้งเธอให้ปกครองวัดและบริษัทแทน จนถือว่าได้ตั้งมาจากอุปัชฌายะ เพราะการที่ไม่รู้จักระเบียบแบบแผน ถูกเอาตัวมาลงโทษกักไว้ เกือบไม่รู้ว่าเพราะความผิดอะไร พระอย่างนี้ต้องการอธิบายให้รู้จักผิดชอบ ดีกว่าจะลงโทษ...”
การที่ปล่อยครูบาเจ้าศรีวิชัยกลับภูมิลำเนาเดิม และสามารถจะอาศัยอยู่ในวัดใดก็ได้ นับเป็นการลดความไม่พอใจของประชาชนที่นับถือท่านเป็นอย่างมาก
อธิกรณ์ในช่วงระยะที่สองนี้ เหมือนเป็นการทำให้ครูบาเจ้าศรีวิชัยเป็นที่รู้จักในสังคมเมืองมากขึ้น ช่วยส่งให้บทบาทของท่านโดดเด่นและชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะในสายตาชาวเมือง มองเห็นว่ากลุ่มพระและชาวบ้านที่ติดตามครูบาเจ้าศรีวิชัยมีจำนวนมาก และมีความหลากหลายทางชนชาติด้วยกัน จากการที่คณะสงฆ์ยอมปล่อยให้กลับภูมิลำเนา ในสายตาของคนท้องถิ่นล้านนาแล้ว กลับเห็นว่า ไม่มีใครสามารถทำอันตรายต่อท่าน ซึ่งเปรียบเสมือนตนบุญแห่งล้านนาได้
จากการกลับภูมิลำเนา สถานะและบารมีของครูบาเจ้าศรีวิชัย เป็นที่ศรัทธาสูงสุดในทุกกลุ่มชนของสังคมล้านนา ต่างก็ให้ความเคารพยกย่อง และให้การช่วยเหลือสนับสนุนในด้านการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดวาอารามต่าง ๆ เป็นอย่างดี
เป็นที่น่าสังเกต ครูบาศรีวิชัยยังตั้งอยู่ในปณิธานเดิม คือมุ่งที่จะดำรงรักษาเอกลักษณ์ความเป็นล้านนาแบบดั้งเดิมอยู่ แม้จะเป็นในเฉพาะด้านธรรมวินัยของพุทธศาสนาเท่านั้น แม้ท่านจะต้องอธิกรณ์หลายครั้งจากการตีความตามวินัยสงฆ์ของภาคกลาง และถึงแม้ว่าอิทธิพลของส่วนกลางจะเข้ามามีอำนาจควบคุมสงฆ์ในล้านนา จนเกิดการแบ่งก๊กแบ่งเหล่าในหมู่สงฆ์ล้านนา ก็ไม่ทำให้ท่านสะทกสะท้านต่ออำนาจรัฐจากส่วนกลาง
การต้องอธิกรณ์ในช่วงแรกจนถึงช่วงที่สอง แทนที่ปวงชนจะเสื่อมความศรัทธาในตัวครูบาเจ้าศรีวิชัย กลับเป็นว่า ความศรัทธาเพิ่มขึ้นกว่าเดิมตามแรงบีบคั้นจากส่วนกลาง สาเหตุน่าจะเป็นเพราะว่าท่านมุ่งมั่น กอปรกับท่านมีจริยวัตรที่น่าเลื่อมใส กระทั่งพระมหาสมณเจ้า กรมพระวชิรญาณวโรรส ยังทรงชื่นชม ทั้งที่ท่านเองเป็นประมุขส่วนกลาง มีอำนาจที่จะตัดสินหรือจัดการอย่างใดอย่างหนึ่งต่อการยึดมั่นในแนวทางของท่านครูบาศรีวิชัย
เพราะฉะนั้น จึงไม่แปลกอะไรที่รากฐานแห่งความศรัทธาของท่านจะมีพลังมากขึ้น และที่น่าสังเกตอีกประการหนึ่ง ชาวล้านนามองว่าท่านเป็นพระอริยสงฆ์ มิได้ประพฤติผิดในธรรมข้อใด แต่ทางส่วนกลางถือว่าท่านต้องอธิกรณ์ ถือได้ว่าเป็นการตีความที่ต่างกันระหว่างชาวล้านนากับผู้ปกครองและคณะสงฆ์จากส่วนกลาง
การถูกจับกุมในระยะที่สาม พ.ศ. 2478 - 2479 |
เกิดขึ้นในช่วงที่ครูบาศรีวิชัยได้สร้างถนนขึ้นสู่พระธาตุดอยสุเทพ ขณะก่อสร้างทางอยู่นั้นเอง ปรากฏว่า มีพระสงฆ์ในจังหวัดเชียงใหม่รวม 10 แขวง 50 วัด ขอลาออกจากการปกครองคณะสงฆ์ ไปขึ้นอยู่ในปกครองของครูบาศรีวิชัยแทน เหตุการณ์ครั้งนี้ได้ลุกลามไปทั่วทุกหัวเมือง รวมวัดต่าง ๆ ที่แยกตัวออกไปถึง 90 วัด พระสงฆ์ในจังหวัดต่าง ๆ ก็เริ่มที่จะเคลื่อนไหวที่จะขอแยกตัว ทำให้ครูบาเจ้าศรีวิชัยถูกส่งตัวไปยังกรุงเทพฯ เพื่อระงับเหตุที่จะบานปลาย ขณะเดียวกันนั้น กลุ่มพระสงฆ์วัดที่ขอแยกตัว ถูกสั่งให้มอบตัวและพระที่ถูกบวชโดยครูบาเจ้าศรีวิชัยก็โดยคำสั่งให้สึก
เมื่อครูบาเจ้าศรีวิชัยถูกควบคุมตัวอยู่ที่กรุงเทพฯ ก่อให้เกิดความไม่พอใจเป็นอย่างยิ่งในหมู่พระสงฆ์และฆราวาสในหมู่หัวเมืองที่รักและเคารพในตัวท่าน ประเด็นปัญหาเกี่ยวกับครูบาเจ้าศรีวิชัย จึงถูกโยงเข้าไปสู่ปัญหาการเมืองในขณะนั้นไปด้วย
ในการจับกุมช่วงที่สามนั้น ได้ดำเนินเรื่อยมาจนถึงพุทธศักราช 2479 เมื่อหลวงศรีประกาศได้พูดคุยกับครูบาเจ้าศรีวิชัยในวันที่ 21 เมษายน ครูบาเจ้าศรีวิชัยจึงได้ให้คำรับรองต่อคณะสงฆ์ว่าจะปฏิบัติตามพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองคณะสงฆ์ทุกประการ และได้เดินทางกลับลำพูนเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ปีเดียวกัน
สืบเนื่องจากรากฐานแห่งความศรัทธาจากฆราวาสและคฤหัสถ์ที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว เมื่อเกิดเหตุการณ์การจับกุม ครูบาเจ้าศรีวิชัยมีภาพลักษณ์เป็นตนบุญ นักบุญ แห่งล้านนา ย่อมเป็นธรรมดาที่ศรัทธาฆราวาสหรือคฤหัสถ์จะยอมรับไม่ได้ ที่ใครหรือกลุ่มคนใดจะมาลบหลู่บุคคลอันเป็นศูนย์รวมจิตใจ การจับกุมท่านหรือส่งตัวท่านไปสอบสวนที่กรุงเทพฯ ไม่ต่างจากการกระทำที่ย่ำยีความศรัทธาและสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ และอาจนำไปสู่ความโกรธแค้น ก่อให้เกิดความวุ่นวาย การใช้กำลังในการยุติปัญหา
จากที่กล่าวมาโดยสังเขป พอจะวิเคราะห์ให้เห็นได้ว่า
-
ในขณะนั้น ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ได้แปรสภาพจากปัญหาเล็ก ๆ ระหว่างสงฆ์ล้านนารูปหนึ่งกับคณะสงฆ์ในส่วนกลาง มาเป็นปัญหาระหว่างชาวล้านนากับอำนาจจากส่วนกลาง
-
เมื่อขอบเขตของปัญหาเปลี่ยนจากเล็กเป็นใหญ่ อาจเป็นไปได้ว่า ท่านมองว่าประเด็นปัญหาส่วนตัวของท่านที่มีกับระเบียบของคณะสงฆ์ส่วนกลาง กลายเป็นเรื่องเล็กไปแล้ว กอปรกับความที่ครูบาเจ้าศรีวิชัย เป็นสงฆ์สายอรัญวาสี เคร่งครัดสูงในเรื่องธรรมวินัย เพราะฉะนั้นการจะยอมตาม จึงเป็นเรื่องไม่เหนือวิสัยสำหรับสงฆ์ในสายอรัญวาสี และความที่ท่านเป็นที่นับถือของพระสงฆ์ในล้านนาด้วยกันเอง การจะเปลี่ยนมาถือตามระเบียบสงฆ์ของทางส่วนกลาง ท่านย่อมสามารถอธิบายและโน้มน้าวให้เห็นตามได้ไม่ยาก
-
จากการที่ครูบาเจ้าศรีวิชัย ยังคงปฏิบัติตามจารีตของล้านนาโดยไม่โอนอ่อนผ่อนตามนโยบายของส่วนกลาง เป็นเหมือนการปลุกจิตสำนึกของชาวล้านนา สะท้อนให้เห็นว่า ถึงแม้ว่าท่านจะยอมรับระเบียบธรรมเนียมสงฆ์ของส่วนกลางในตอนท้ายที่สุด ก็ไม่ได้หมายความว่าจิตวิญญาณของล้านนานั้นได้ถูกทำลายไปด้วย กลับทว่าจิตวิญญาณของล้านนาได้แสดงให้เห็นปรากฏชัดต่อชาวล้านนาและคนทั่วไป จากที่มีอยู่แล้วยิ่งชัดเจนเพิ่มมากขึ้น
-
จากความขัดแย้งของท่านครูบาเจ้าศรีวิชัย กับรัฐ ในขณะนั้นการตั้งอยู่บนพื้นฐานความพยายามที่จะสลายจิตวิญญาณล้านนา เพื่อที่จะรวมแว่นแคว้นต่าง ๆ ให้เป็นปึกแผ่นเป็นเอกภาพกับส่วนกลาง เพื่อที่จะต่อสู้กับลัทธิล่าอาณานิคม แต่ในปัจจุบัน รัฐให้การสนับสนุนทุกวิถีทางที่จะปลุกกระแสความเป็นล้านนา เพื่อใช้เป็นแหล่งอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแหล่งหนึ่ง เมื่อเทียบกับครั้งที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยปลุกกระแสการสืบสานจิตวิญญาณล้านนา ไม่อาจนำมาเทียบได้เลย อีกทั้งจิตวิญญาณของพระสังฆราช ทรงร่างพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ไทยทางมณฑลพายัพ ทรงมีพระบัญชา ให้พระธรรมโรดม พระศรีสมโพธิ เป็นที่ปรึกษา รับพระราชกระแสราชดำรัสโองการขึ้นมาเชียงใหม่เมื่อปีพ.ศ.2450 เข้าทำการปรึกษากับเจ้าอินทรวโรรส เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ พร้อมเจ้าพระยาศรีวิศิษฐ์ศักดิ์ ข้าหลวงมณฑลพายัพ จัดการคัดหาตัวพระมหาเถระ ผู้แตกฉานธรรมวินัย เพื่อแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะเมือง เจ้าคณะรอง เจ้าคณะจังหวัด และเจ้าคณะแขวง มีหน้าที่บังคับบัญชาคณะสงฆ์ให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติปกครองคณะสงฆ์ การเข้ามามีบทบาทของส่วนกลาง ส่งผลกระทบต่อวงการสงฆ์ล้านนาอย่างมาก ล้านนามีจารีตการปกครองสงฆ์ค่อนข้างเป็นอิสระในทาง ปฏิบัติ แม้ว่าในแต่ละเมือง จะมีตำแหน่งสังฆราชา และมีครูบาอีก 7 รูป คอยปกครองดูแบ แต่ระเบียบการปกครองสงฆ์ตามจารีตเดิมของล้านนา ให้ความสำคัญแก่ “ระบบหมวดอุโบสถ” หรือ “ระบบหัวหมวดวัด” มากกว่า และการปกครองก็เป็นในในระบบพระอุปัชฌาย์ อาจารย์กับศิษย์ ซึ่งมีอิทธิพลค่อนข้างมาก และล้านนาเองก็มีแนวปฏิบัติที่หลากหลาย เนื่องจากมีการจำแนกถึง 18 นิกาย และในแต่ละนิกาย ก็น่าจะหมายถึงกลุ่มพระที่เป็นสายพระอุปัชฌาย์ในแต่ละท้องที่ ซึ่งมีอำนาจปกครองในล้านนายังคงอยู่ และมีการสืบทอดจากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง โดยคนล้านนาเอง เพราะล้านนามีจิตวิญญาณดั้งเดิมอันแท้จริงที่สืบสานต่อกันมา ไม่มีทางที่คนกลุ่มใดจะสร้างขึ้นมาหรือทำให้แปรเปลี่ยนเป็นอื่นได้ เว้นแต่ชาวล้านนาเองจะพร้อมใจที่จะปรับเปลี่ยนจิตวิญญาณล้านนาเพื่อให้ทันต่อกระแสความเปลี่ยนแปลงของสังคม
ครูบาเจ้าศรีวิชัยมรณภาพเมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ.2481 ที่วัดบ้างปางขณะมี อายุได้ 60 ปี ตั้งศพไว้ที่วัดบ้านปางนั้นเวลา 1 ปี จึงได้เคลื่อนศพมาตั้งไว้ ณ วัดจามเทวี จนถึงวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ.2489 จึงได้รับพระราชทานเพลิงศพ เมื่องานพระราชทานเพลิงศพเสร็จสิ้น มีการแบ่งอัฐิของท่านไปบรรจุไว้ในที่ต่าง ๆ เช่น วัดจามเทวีในจังหวัดลำพูน วัดสวนดอกในจังหวัดเชียงใหม่
