น้องหญิง...ฉันคือ “ลูกเล” แห่งทับตะวัน
พลาเดช ณ ป้อมเพชร[1] / ปิ่นแก้ว อุ่นแก้ว[2]
วันที่ 4 กันยายน 2552

นับเป็นเวลาเกือบ 5 ปี จากเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิพัดเข้าถล่มชายฝั่งทะเลอันดามัน ส่งผลให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก เหตุการณ์ดังกล่าวยังคงตราตรึงอยู่ในจิตใจของเธอเป็นอย่างดี เหมือนว่าเพิ่งผ่านช่วงเวลานั้นมาไม่นาน แต่ทว่า...เหตุการณ์ดังกล่าวกลับช่วยหล่อหลอมให้เด็กผู้หญิงคนหนึ่งเติบโตขึ้นเป็นเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่เปี่ยมล้นด้วยพลังกระตือรือร้นในการต่อสู้เพื่อปกป้องวัฒนธรรมประเพณีของบรรพบุรุษ
“อรวรรณ หาญทะเล” หรือ น้องหญิง วัย 24 ปี เยาวชนชาวมอแกลน จากหมู่บ้านทับตะวัน อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา สะท้อนเรื่องราวกลุ่มชาติพันธุ์ของเธอผ่านประเพณีวัฒนธรรมดั้งเดิมที่เป็นเอกลักษณ์ แม้ทุกวันนี้ต้องเผชิญกับ “ความเสี่ยง” ของการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม แต่หลายกิจกรรมยังคงปฏิบัติสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน
น้องหญิงเล่าให้ฟังถึงความรู้พื้นบ้านด้านช่างฝีมือที่สอดแทรกในชีวิตประจำวันของชาวมอแกลน ว่า
“แต่ดั้งเดิมบ้านของพวกเราสร้างโดยไม่ใช้ตะปูสักตัว ส่วนฝาก็ใช้ไม้ไผ่ขัดแตะ วัสดุส่วนใหญ่หาได้ง่ายในท้องถิ่น นอกจากนี้ยังมีเครื่องดนตรีหลายชนิด อาทิ เครื่องดนตรีประเภทสี เรียกว่า “ก่าติ้ง” ส่วนในด้านความเชื่อ ชาวมอแกลนมีพิธีไหว้พ่อตาสามพัน พิธีดังกล่าวจะเป็นงานรวมญาติเพื่อทำบุญสะเดาะเคราะห์”
หากแต่ในอดีต แม้ว่าน้องหญิงจะมีสัญชาติไทยแต่ชีวิตของเธอต้องฝ่าฟันอคติเชิงชาติพันธุ์จากคนที่ไม่มีความเข้าใจในวัฒนธรรมชาวเล วันนั้นเธอเดินเท้าไปโรงเรียนกับเพื่อนๆ แต่เมื่อมีรถวิ่งผ่านไป เธอและเพื่อนๆกลับถูกเด็กบนรถขว้างปาด้วยก้อนหิน และน้ำแข็งปาใส่พวกเธอ พร้อมเสียงหัวเราะและคำเย้ยหยันว่า “ไอ้ลูกชาวเล” น้องหญิงเล่าว่า
“วันนั้นรู้สึกเสียใจมากจนร้องไห้ ไม่อยากไปโรงเรียนอีกต่อไปแล้ว เราเป็นลูกชาวเลแล้วผิดอะไร เราก็เป็นคนเหมือนกัน” แต่สุดท้ายเธอตระหนักได้ว่า การศึกษาจะเป็นตัวช่วยในชีวิตของเธอสามารถผ่านปัญหาและอุปสรรคต่างๆเหล่านั้นไปได้
ณ วันนี้ น้องหญิงจบจากการศึกษานอกโรงเรียน ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และกำลังวางแผนจะเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย พร้อมกับสานต่องาน“เครือข่ายเยาวชนรักและฟื้นฟูชายฝั่งอันดามัน จังหวัดพังงา”ต่อไป
ทั้งนี้เมื่อเธอย้อนภาพไปในช่วงหลังเหตุการณ์สึนามิในปี พ.ศ.2547 หมู่บ้านทับตะวันต้องประสบชะตากรรมจาก “คลื่นยักษ์ลูกที่สอง” ที่ถาโถมเข้าใส่พวกเขาอีกครั้ง แต่ภัยครั้งนี้ มิได้เกิดจากธรรมชาติ หากเป็นการบุกรุกที่ดินของกลุ่มนายทุน และกลุ่มผู้ที่ต้องการเข้ามายึดครองที่ดินที่ชาวบ้านทับตะวันอยู่อาศัยมาตั้งแต่บรรพบุรุษกว่าร้อยปี ปัญหาดังกล่าวทำให้น้องหญิงและพี่น้องแห่งบ้านทับตะวันต้องลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อรักษาไว้ซึ่งสิทธิในที่ดินของตนเอง รวมถึงการปกป้องและเร่งฟื้นฟูวิถีวัฒนธรรมชาวเลให้คงอยู่ น้องหญิงเล่าย้อนถึงที่มาของเครือข่ายเยาวชนฯให้ฟังว่า
“ปี 2550 ตอนที่ผู้ใหญ่เขาคุยปัญหาต่างๆกัน เราก็อยู่ด้วย ทำให้เริ่มคิดกันว่าเยาวชนก็น่าจะทำอะไรได้เหมือนกัน เลยมีการชักชวนเยาวชนชาวเล จาก 6 จังหวัดที่ประสบภัยสึนามิ มี พังงา ภูเก็ต กระบี่ สตูล ระนอง และตรัง ไปจัดค่ายกันที่เกาะลันตา กระบี่ แต่มาจริงแค่ 3 จังหวัด พังงา ภูเก็ต กระบี่ เพราะบางกลุ่มมีปัญหาเรื่องการเดินทางมาลำบากเพราะอยู่ที่เกาะ ก็เลยเกิดเครือข่ายเยาวชนรักและฟื้นฟูชายฝั่งอันดามันขึ้น”
ช่วงแรกๆ น้องหญิงและเพื่อนๆถูกท้าทายด้วยความเห็นต่างของผู้ใหญ่ทั้งจากในชุมชน และ NGOs ว่าพวกเธอไม่น่าจะสร้างเครือข่ายได้ แต่สุดท้ายน้องหญิงในบทบาทของ “ผู้ประสานงาน” ก็พยายามพิสูจน์ให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่เยาวชนอย่างพวกเธอก็สามารถช่วยแบ่งเบาปัญหาของผู้ใหญ่ได้ และได้รับการยอมรับในที่สุด แต่ในปัจจุบันเนื่องจากเครือข่ายฯทั้ง 6 จังหวัดยังไม่ชัดเจนนัก เธอจึงสานต่อกิจกรรมต่างๆในนาม “เครือข่ายเยาวชนรักและฟื้นฟูชายฝั่งอันดามัน จังหวัดพังงา” โดยมีสมาชิกชุมชนละประมาณ 12 คน จาก 23 ชุมชน
กิจกรรมของเครือข่ายฯที่ผ่านมา คือพยายามสื่อสารปัญหาต่างๆของชาวบ้านผ่านช่องทางนักข่าวพลเมือง ช่อง ThaiPBS ไปจนถึงพื้นที่อื่นๆ เช่น ช่อง 9 นอกจากนี้ยังมีความพยายามที่จะสร้างสรรค์กิจกรรมการจัดตั้งธนาคารขยะ การเปิดร้านค้าชุมชน และสอนการสกรีนเสื้อให้กับเด็กๆ เพื่อส่งเสริมให้น้องๆ ได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ รวมทั้งสร้างรายได้เล็กๆ น้อยๆ ให้กับเยาวชนอีกด้วย
ปัญหาที่เธอและน้องๆกำลังเผชิญตอนนี้ คือ เงินทุนที่จะมาดำเนินการกิจกรรมต่างๆนั้นยังต้องรอการสนับสนุนจากองค์กรต่างๆ สิ่งที่น้องหญิงสื่อสารกับเพื่อนๆและน้องๆคือ คอยให้กำลังใจในการสานต่อกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งสร้างแนวคิดใหม่ที่ให้ตั้งต้นจากการออมของเครือข่าย สะสมทุนเองพร้อมๆกันการสร้างสรรค์กิจกรรมไปทีละเล็กละน้อย ซึ่งเธอมองว่านี่คือสิ่งที่ยั่งยืนกว่า

ทุกวันนี้ น้องหญิงและเพื่อนๆ พี่น้องในเครือข่ายยังคงพยายามสร้างความภาคภูมิใจให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ที่นับวันจะพากันละทิ้งรากเหง้าของตนเอง เนื่องจากอคติในสังคม เนื่องจากที่ผ่านมา น้องหญิงและเพื่อนๆมีการรวมกลุ่มเพื่อฟื้นฟูวัฒนธรรม เริ่มจากการเก็บข้อมูลประวัติชุมชน ประเพณี วัฒนธรรมและความรู้พื้นบ้าน และนับเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสำเร็จของชุมชนบ้านทับตะวัน เพราะทุกวันนี้เกิด “ศูนย์วัฒนธรรมมอแกลน” ขึ้น คอยทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับชาวมอแกลนให้กับคนภายนอกได้รับรู้ แต่ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด วันนี้ศูนย์วัฒนธรรมฯดังกล่าวยังทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้ชีวิตให้กับเยาวชนมอแกลนรุ่นใหม่ให้เข้าใจในรากเหง้าของพวกเขาได้เป็นอย่างดีที่สุด
ความตั้งใจล่าสุด น้องหญิงและเพื่อนๆกำลังสืบค้นและรวบรวมประวัติและข้อมูลของชุมชนชาวเล ภูมิปัญญา ตลอดจนภาษาวัฒนธรรม มีการรวบรวมเรื่องเล่าจากผู้เฒ่าผู้แก่ โดยระหว่างเก็บข้อมูลน้องหญิงและเพื่อนๆก็ได้พบข้อเท็จจริงที่ว่าในชุมชนกว่า 200 ครอบครัวนั้น มีเพียง 50 กว่าครอบครัวที่ยังพูดภาษามอแกลนได้ คือสิ่งที่ทำให้น้องหญิงยิ่งเห็นความสำคัญต่อการสืบสานรากเหง้าของตนเองก่อนที่จะสูญหายไป ด้วยความมุ่งมั่นว่าข้อมูลที่ได้ทุ่มเทครั้งนี้จะสร้างความเข้าใจต่อชุมชนชาวเล ยอมรับการมีอยู่ของพวกเขา และมากไปกว่านั้นข้อมูลชุมนี้อาจจะได้ส่งมอบให้รัฐบาลหรือผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาชาวเลต่อไปเพื่อสนับสนุนให้การแก้ไขปัญหาต่างๆเกิดขึ้นจริง
อย่างไรก็ตามภายใต้การก้าวเดินอย่างต่อเนื่อง เครือข่ายฯมีผู้ใหญ่ใจดีที่คอยสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็น โครงการนำร่องอันดามัน แห่งสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการเป็นพี่เลี้ยงคอยให้คำแนะนำและคำปรึกษาต่อการทำงานเก็บรวมรวมข้อมูล ไปจนถึงการทำงานของเครือข่าย นอกจากนี้ยังมีพี่ๆจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนที่ช่วยสนับสนุนในด้านงบประมาณ ตลอดจนให้คำแนะนำต่อการหางบประมาณมาดำเนินกิจกรรมต่างๆ
เรื่องราวต่างๆ ทั้งที่เป็นปัญหาสาธารณะ วัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่ดีงามของพี่น้องชาวมอแกลน แห่งบ้านทับตะวัน อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา บัดนี้ถูกถ่ายทอดผ่านเรื่องราวของ “น้องหญิง” และพี่ๆ น้องๆ ในเครือข่าย ส่งผลให้ทุกวันนี้ สังคมภายนอกได้มีโอกาสรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นกับชุมชนชาวเลแห่งนี้อย่างที่ไม่เคยรู้มาก่อน
“ทุกวันนี้พวกเราสามารถพูดได้เต็มปากแล้วว่า พวกเราเป็นชาวเล เป็นมอแกลน” น้องหญิงกล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างภูมิใจในรากเหง้าของตัวเธอเอง
[1] นักวิจัย โครงการนำร่องอันดามัน สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
[2] ผู้จัดการ สถาบันวิจัยและพัฒนาเพื่อเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ(SWIT)
ขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องมอแกลนอีกหนึ่งแรง
ขอขอบคุณทุกคนที่คอยเป็นกำลังใจให้หญิงและพี่น้องชาวเล ที่พวกเราลุกขึ้นมาได้ เพราะได้ทุกคนคอยเป็นกระบอกเสียงให้หญิงลุกขึ้นมาสู้ สู้ มันเป็นเสียงที่มาจากหัวใจจริงๆ ขอบคุณนะค่ะ