ท่านผู้อ่านหลายท่านคงคิดว่า ภาษาอังกฤษของผู้เขียนคงจะดีมากถึงได้เข้าไปช่วยสอนเด็กในโรงเรียนได้ แต่ต้องขอสารภาพตามตรงค่ะ ว่าแย่กว่าที่คิดมาก สามเดือนแรกที่เข้ามาอยู่ สื่อสารกับคนอื่นไม่เข้าใจทั้งผู้เขียนและผู้ที่ผู้เขียนพูดด้วย เพราะผู้เขียนไม่เข้าใจว่าเขาพูดอะไรเนื่องจากเขาพูดเร็วคำบางคำเราไม่เคยได้ยินหรือได้ไช้ส่วนผู้ฟังก็ไม่เข้าใจว่าเราพูดอะไรเนื่องจากสำเนียงและการออกเสียงที่ไม่ชัดเจน ก็จะสื่อสารได้กับสามีและลูกๆของสามี ซึ่งเขาพยายามเข้าใจเราเพราะคุ้นเคยกับสำเนียงและการออกเสียงของเรา แต่บางครั้งก็เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน กว่าจะอธิบายให้เข้าใจกันได้ ผู้เขียนถึงขนาดโกรธสามีเพราะพูดไปแล้วสามีไม่เข้าใจ ผู้เขียนก็ว่า ทำไมยูไม่เข้าใจ ก็ฉันพูดออกชัดเจนขนาดนี้แล้ว โกรธเขา ไม่โกรธตัวเองค่ะ 555... ปัญหาอาจเป็นเพราะว่าผู้เขียนเข้ามาอยู่ที่นี่เมื่ออายุมากแล้ว การเรียนรู้การพัฒนาไม่ไวเหมือนเด็ก สำเนียงไม่ไปเพราะลิ้นแข็งน่าจะแก่เกินแกงไปล่ะค่ะ เวลาผู้เขียนพูด การออกเสียงและสำเนียงจะติดสำเนียงบ้านเราคือไม่ลงหรือเน้นเสียงท้ายคำ เนื่องจากภาษาไทยเราไม่เน้นหรือลงเสียงท้ายคำ แต่ในการพูดภาษาอังกฤษต้องเน้นหรือลงเสียงท้ายคำให้ชัดเจน ไม่เช่นนั้นความหมายของคำก็จะผิดไป ทำให้ผู้ฟังไม่เข้าใจเรา เช่นคำว่า oil ต้องออกเสียง ออยเอล ไม่ใช่ ออย คำว่า old ต้องออกเสียง โอลด ไม่ใช่ โอล ต้องลงเสียงตัว d ให้ชัดเจน
การออกเสียงที่ยากและมีปัญหามากสำหรับผู้เขียน คือ เสียง L กับ R พยายามอย่างไรก็ไม่ชัด ทำให้นึกถึงสมัยที่ผู้เขียนสอนเด็กในโรงเรียนบ้านเรา สิบเจ็ดปีของการสอน สอนผิดมาตลอด โดยสอนเด็กว่า การออกเสียง L เทียบกับ ล เสียง R เทียบกับ ร เวลาออกเสียง R ผู้เขียนจะรัวลิ้นเหมือน ตัว ร เช่น rat ผู้เขียนจะรัวลิ้นว่า แรท ซึ่งเป็นการสอนที่ผิดค่ะ จริงๆแล้วเสียง Rนั้นไม่มีในภาษาไทย เพียงแต่ออกเสียงคล้าย เสียง ร การออกเสียง R ต้องลากลิ้นไปแตะที่เพดานปากบนส่วนหลัง เสียงออกมาคือ เออร การออกเสียง L ต้องกระดกปลายลิ้นไปแตะที่เพดานปากส่วนบนหลังฟันหน้า ออกว่า แอล ตัวอย่างคำที่ผู้เขียนออกเสียงผิดบ่อยๆ ก็คำว่า fire ต้องออกเสียงว่าไฟเออร์ ไม่ใช่ ไฟร์ คำว่า file ต้องออกเสียงว่า ไฟเอล ไม่ใช่ ไฟล์ และยิ่งคำที่มีอักษร L กับ R ประสมอยู่ในคำเดียวกันแล้วยิ่งยากมากสำหรับผู้เขียนในการออกเสียง เช่นคำว่า grill กริล ต้องลากลิ้นไปแตะเพดานส่วนหลังก่อนท้ายคำปลายลิ้นต้องแตะที่เพดานบนหลังฟันหน้า เหมือนจะง่าย แต่สำหรับผู้เขียนแล้วยากมาก พยายามออกเสียงอย่างไรก็ยังไม่ชัดเจนค่ะ
ผู้เขียนก็ได้คุณครูและ Dictionary (เรียกว่า two in one)ที่ดีที่สุดก็คือสามีนั่นแหละค่ะ หากว่าท่านผู้อ่านท่านใดมีโครงการจะมาอยู่หรือมาเที่ยว ขอแนะนำว่าควรมี Talking-Dict ติดมาด้วยจะช่วยได้มาก ผู้เขียนก็ใช้ตลอดสี่ปีที่นี่เหมือนกัน ขนาดใช้ตัวช่วยหลายๆอย่างแล้ว ภาษาอังกฤษของผู้เขียนยังพัฒนาได้แค่ 50-60% เท่านั้นคงต้องใช้เวลาอีกนานค่ะกว่าจะทำได้ 100%
คนนี้ค่ะ Dictionary ของผู้เขียน
นี่ก็อีกหนึ่งตัวช่วยค่ะ Talking-Dict
จากที่เห็นในภาพคงบอกได้ค่ะว่าผู้เขียนใช้งานหนักขนาดไหน ใช้เกือบทุกวันค่ะ
สวัสดีค่ะ มาเรียนภาษาด้วยคนค่ะ
สวัสดีปีใหม่ค่ะ ขอบคุณค่ะที่เข้ามาให้กำลังใจกัน หวังว่าเกร็ดเล็กๆน้อยๆอย่างนี้คงเป็นประโยชย์แก่ท่านผู้อ่านบ้างไม่มากก็น้อย ขอบคุณอีกครั้งค่ะ