หนังสือ Boards that make a difference : A new design for leadership in nonprofit and public organization เป็นประโยชน์ต่อผู้ที่เป็นกรรมการกำกับดูแลองค์กรมาก
Boards that make a difference
ผมกำลังเตรียม PowerPoint สำหรับประกอบการเป็น facilitator ในหลักสูตร ธรรมาภิบาลเพื่อพัฒนาอุดมศึกษา ซึ่งจัดโดยสถาบันธรรมาภิบาลอุดมศึกษา เพื่อพัฒนาความรู้ความเข้าใจของกรรมการสภามหาวิทยาลัย
ผมประทับใจหนังสือ Boards that make a difference : A new design for leadership in nonprofit and public organization มาก ว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่เป็นกรรมการกำกับดูแลองค์กรมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรไม่ค้ากำไร จึงรวบรวมบันทึกที่ผมเขียนไว้ใน บล็อก ที่มาจากหนังสือ มา ลิ้งค์ไว้ที่นี่
- http://gotoknow.org/blog/council/233462
- http://gotoknow.org/blog/council/234148
- http://gotoknow.org/blog/council/234318
- http://gotoknow.org/blog/council/234323
- http://gotoknow.org/blog/council/234984
ที่จริงยังมีประเด็นดีๆ ในหนังสือเล่มนี้อีกมาก แต่ที่ผมได้นำมาบันทึกไว้ มีเพียง ๕ ตอนเท่านี้
วิจารณ์ พานิช
๖ พ.ย. ๕๒
สวัสดีครับ โปรเฟสเซอร์ วิจารณ์
ผมชื่นชมบลอกของคุณ ที่ให้ข่าวคราวความเคลื่อนไหวของอุดมศึกษาในประเทศไทย ทำให้ผมเห็นหลายเรื่องที่ยังต้องการพัฒนาอีกมาก เรื่องนึงที่ผมชื่นชมความเห็นของอาจารย์
1 ก็คือการลดจำนวนมหาลัยที่ผุดขึ้นมาเกินความต้องการ ทำให้งบประมาณเพื่อการพัฒนากระจายไปอย่างไม่มีจุดมุ่งหมาย สะท้อนถึงนโยบายการบริหารการศึกษาของเมืองไทยที่ยึดโยงกับระบบราชการมากเกินไป
(แฟลตเรททุกอย่าง ไม่มีจุดเน้น ไม่มีจุดมุ่งหมายเพื่อความเป็นเลิศ มีเพียงแค่่คำพูดสวยหรู แต่ไม่มีความจริงใจในการทำให้เิกิดจริง)
2 ระบบค่าตอบแทน และอินเซนทีฟ สำหรับการจ้างอาจารย์
ยกตัวอย่างเช่นที่เยอรมันที่ผมศึกษาอยุ่ มหาิลัยแบ่งเป็นหลายระดับ ทำงานสอดคล้องกัน ไม่แย่งงานกัน
- มหาลัยวิจัย (รับเฉพาะนักเรียนที่ดีที่สุดเข้าศึกษา) มีแค่แคว้นละประมาณหนึ่งถึงสองแห่ง สามารถประสาท ปริญญาเอกได้ (เยอรมัน มี ประมาณ 16 แคว้น ) ซึ่งรัฐบาลแต่ละแคว้นจะสนับสนุนเรื่อง การเิงินจนถึงการจ้างโปรเฟสเซอร์
คนที่จะสอนในมหาลัยได้ ต้องเป็นโปรเฟสเซอร์เท่่านั้น และค่าตอบแทนและเงินอุดหนุนเพื่อการวิจัยของโปรเฟสเซอร์แต่ละท่านสูง ระดับเดียวกับเอกชนเพื่อดึงดูดคนเก่งเข้ามาทำงาน สมกับตำแหน่งของคนที่จะสอนมันสมองของประเทศ ทำให้เกิดการแข่งขันของคนที่จะเข้ามาเป็นโปรเฟสเซอร์ แต่ละคนที่สมัครเข้าแข่งขันล้วนมีปริญญาเอก และประสบการณ์วิจัยหลังปริญญาเอก ไม่น้อยกว่า 3-4 ปี การคัดเลือกเข้มขันมากเพื่อให้ได้คนที่มีความสามารถจริงๆ มหาลัยไม่จ้างคนเยอะแต่จ้างคนที่ดีที่สุดจริงๆ เพราะเชื่อว่า ถ้าได้คนจำนวนน้อยที่มีความสามรถจริงๆ เข้ามาทำงานจะสามารถสร้างผลงานหางบวิจัยและดึงดูดนักเรียนที่เก่งเข้ามาทำงานด้วยในอนาคต ซื่งมหาลัยชั้นนำของโลกทุกแห่งล้วนแต่ใช้แนวทางนี้ ดีกว่าการจ้างคนที่ กลางๆ(mediocre)ไม่ได้ดีโดดเด่น ด้วยจำนวนเิงินถูกๆ เข้ามาเป็นจำนวนมากๆ เหมือนที่มหาลัยไทยทำ เหมือนซื้อหวยเป็นจำนวนมากๆแล้วหวังฟลุคจะถูกรางวัลใหญ่ (ของดีราีคาถูกไม่มีในโลก)
หรือในอเมริกา ตำแหน่งโปรเฟสเซอร์ มีค่าตอบแทนสูง แต่จะเิริมต้นจาก tenure-track assistant professor
เมื่อครบ 4-6 ปีจะมีการประเมินผลงาน ซึ่งมีผลแค่สองอย่าง ว่าจะไ้ด้โปรโมทเป็น หรือ ตกงาน ทำให้ทุกคนทำงานอย่างหนักมากเพื่อให้ได้ tenure (แล้วประเทศไทยทำอย่างไร)
ตรงจุดนี้ประเทศไทยน่าจะคิดว่า แนวทางการจ้างคนของเรากลับเป็นการทำลายตัวเอง จะหวังสูงให้เป็นมหาลัยระดับโลกด้วยแนวความคิดเช่นนี้ มันไม่มีทางเป็นไปได้ หลายต่อหลายครั้งที่ผมเจอคนไทยที่มีการศึกษาสูง พูดว่า ถ้าหางานทำไม่ได้จะไปสมัครเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยไทย จะไปทำงานมหาวิทยาลัยก็ต่อเมื่อไมมีทางไปแล้ว ผมว่ามันสะท้อนอะไรหลายอย่าง เหมือนการบริหารการศึกษาของไทยไม่มีประสิทธิภาพ
- มหาลัยทั่วไป ตามเมืองใหญ่ของแต่ละแคว้น
- มหาลัยเพื่อเน้นการปฏิบัติ (fachhochschule) (university of applied science) สูงสุดระัดับปริญญาโท มีอยู่ตามเมืองใหญ่
(นักเรียนระดับปานกลางส่วนใหญ่จะเรียนในมหาลัยแบบนี้)
- วิทยาลัยเพื่อชุมชน (volkshochschule) เน้นหลักสุตรวิชาชีพ ระดับล่าง
มหาวิทยาลัยแต่ละระดับจะทำงานสอดคล้องกัน
ถ้าเราต้องการเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำเราจำต้องปฏรูประบบอุดมศึกษาอย่างจริงจัง