อาสาสมัคร

สวัสดีเพื่อน ๆ ชาวชุมชนแห่งการเรียนรู้

ผมเป็นข้าราชการคนหนึ่งที่นอกจากการทำงานประจำแล้ว ยังทำงานทางด้านการพัฒนาชุมชนด้วย ซึ่งได้ทำมาก่อนที่จะได้มาเป็นข้าราชการ โดยเป็นผู้นำอาสาสมัครพัฒนาชุมชนระดับตำบล (ผู้นำ อช. ตำบล) มีบทบาทหน้าที่หลักในการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาและการแก้ไขปัญหาในหมู่บ้านของตน สาเหตุที่ทำก็เพราะว่าการพัฒนาชุมชนเป็นสิ่งที่ตนเองสนใจมาตั้งแต่สมัยเรียนปริญญาตรี เพราะตอนนั้นได้มีโอกาสทำกิจกรรมการออกค่ายอาสาพัฒนาในพื้นที่ชนบท และต่อมาได้มีโอกาสเป็นผู้ช่วยนักวิจัย ซึ่งทำการวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาและการแก้ไขปัญหาของชุมชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัญหาการจัดการป่ากับชุมชน การทำการเกษตรแบบชีวภาพ และการศึกษาการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทางภาคเหนือ ทำให้รู้จักและมีความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาชุมชนพอสมควร และคิดไว้ว่าหากมีโอกาสจะนำประสบการณ์ที่ได้มานั้น นำมาใช้ในการพัฒนาหมู่บ้านและชุมชนของตนเอง แต่ด้วยความจำเป็นจึงต้องไปทำงานบริษัทเอกชนและต้องย้ายออกไปอยู่นอกชุมชน จึงทำให้ต้องเว้นระยะเวลาไปหลายปี

ต่อมาเมื่อปลายปี 2549 ก็ได้มีโอกาสกลับมาอยู่ในชุมชนของตนเองอีกครั้ง แต่ก็ยังคงทำงานกับบริษัทเอกชนอยู่ แต่ด้วยความสนใจจึงค่อย ๆ ริเริ่มทำในสิ่งที่เคยตั้งใจไว้ โดยเริ่มจากการเข้าไปมีส่วนร่วมกับกิจกรรมของชุมชนต่าง ๆ และเข้าเป็นสมาชิกและเป็นคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้าน จึงมีโอกาสพูดคุยกับคนในชุมชนเป็นประจำ อีกทั้งได้คำแนะนำที่ดีจากคุณแม่ เพราะท่านก็เป็นผู้นำ นำ อช. อยู่ในขณะนั้น จึงทำให้ได้ความรู้เกี่ยวกับหมู่บ้านตนเองขึ้นมาก จนต่อมาคุณแม่ดำรงตำแหน่งจนหมดวาระ ผมจึงได้สืบทอดงานต่อจากท่านและทำต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

เมื่อผมมีโอกาสเป็นผู้นำอาสาสมัครพัฒนาชุมชนนั้น ผมคิดว่าสิ่งสำคัญของการพัฒนาชุมชนคือการเรียนรู้ เพราะการเรียนรู้จะทำให้คนค้นพบความสุขในแบบฉบับของตน หากคนไม่มีความรู้ ซึ่งต่อให้มีเงินทองมากมายขนาดไหนก็อาจไม่มีความสุขได้ หรือหากจะมีความสุขก็อาจเป็นเพราะวัตถุภายนอกเท่านั้น ซึ่งสิ่งเหล่านั้นผมคิดว่าเป็นความสุขที่ไม่ยั่งยืน ทำให้ผมพยายามที่จะศึกษา ค้นหาวิธีการ กระบวนการที่จะส่งเสริมให้ชุมชนเกิดการเรียนรู้ขึ้น ทำให้คิดถึงเรื่องของการวิจัยท้องถิ่น ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.)ฝ่ายท้องถิ่น ได้ริเริ่มส่งเสริมและสนับสนุนชาวบ้านให้วิจัย เพื่อให้ชาวบ้านได้ประโยชน์จากการวิจัยจริง ๆ เพราะเมื่อหลาย ๆ คนได้ยินคำว่า "วิจัย" ผู้คนส่วนใหญ่จะนึกถึงความเป็นวิชาการ และคิดกันว่าการวิจัยเป็นเรื่องของนักศึกษา อาจารย์ หรือมหาวิทยาลัย ซึ่งก็คงไม่ผิด แต่การวิจัยโดยเฉพาะเรื่องของการพัฒนาชุมชนนั้นส่วนใหญ่ไม่ได้นำมาใช้ในทางปฏิบัตินัก ทำให้ชาวบ้านไม่ได้รับประโยชน์จากการวิจัยอย่างที่ควรจะเป็น ด้วยเหตุนี้ สกว. ได้เห็นปัญหาดังกล่าวจึงได้ริเริ่มสนับสนุนชาวบ้านในชุมชนต่าง ๆ ให้ได้เรียนรู้และทำวิจัย โดยเฉพาะการวิจัยเกี่ยวกับชุมชนของตนเอง โดยเริ่มต้นตั้งแต่ประมาณปี 2542 ซึ่งผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ได้มีโอกาสรู้จักและเรียนรู้กระบวนการดังกล่าวมาตั้งแต่ช่วงแรก เพราะได้รับคำแนะนำจากเพื้อน ๆ ที่สนใจงานพัฒนาชุมชนด้วยกันและปัจจุบันเพื้อน ๆ ดังกล่าวก็ได้ทำงานกับทาง สกว. ด้วย จากความคิดดังกล่าว ผมจึงได้ค่อย ๆ เริ่มต้น ด้วยการศึกษาและทบทวนแนวคิดการวิจัยท้องถิ่นอีกครั้ง และได้สอบถามจากผู้รู้ผู้ที่มีประสบการณ์จากการทำการวิจัยท้องถิ่น จนกระทั่งตนเองมีความมั่นใจจึงได้เริ่มต้นพูดคุยกับชาวบ้าน และได้รับการตอบรับค่อนข้างดี จึงได้รวมตัวกันเป็นทีมวิจัยขึ้นมาโดยมีสมาชิกจำนวน 7 คน และได้นำเสนอโครงการไปที่ สกว. จากนั้น สกว. ก็มีพี่เลี้ยงมาให้คำแนะนำและคำปรึกษาต่าง ๆ จนกระทั่งปัจจุบันโครงการวิจัยท้องถิ่นของเราได้ผ่านการอนุมัติและได้รับงบประมาณมาดำเนินการ โดยขณะนี้อยู่ในช่วงดำเนินงานตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ ซึ่งการจัดทำโครงการนี้มีรายละเอียดจำนวนมากคงเล่าในคราวเดียวคงไม่หมด ไว้โอกาสต่อไปจะนำมาเล่าอีกครั้งหนึ่ง

จากที่เรื่องที่เล่ามานี้ มิได้ต้องการโอ้อวดแต่ประการใด หากแต่ต้องการที่จะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนบ้าง ๆ อาจจะอ่านแล้วทำให้มีข้อสงสัยบ้างก็ต้องขออภัยไว้ ณ โอกาสนี้ เพราะยังเขียนได้ไม่เก่งนัก ผมเพียงแต่ผมคิดว่าการทำงานอาสาสมัครนั้นเป็นประสบการณ์ที่ดีที่ทำให้ตนเองได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ มากมาย และจากการทำงานดังกล่าวต่อมาเมื่อมีโอกาสจึงได้ปรับเปลี่ยนสายงานจากเอกชนมาเป็นข้าราชการได้ เพราะการทำงานชุมชนนั้นทำให้เราได้มีโอกาสพบปะผู้คนหลากหลาย ทั้งชาวบ้าน ผู้นำทางการและไม่เป็นทางการ และข้าราชการระดับต่าง ๆ ซึ่งได้พบทั้งคนทีดีและคนที่ไม่ดี จึงคิดว่าหากมีโอกาสก็อยากเป็นข้าราชการ แม้ก่อนหน้านี้จะไม่อยากเป็นสักเท่าไหร่ แต่อาจเป็นเพราะตนเองก็เรียนจบมาทางด้านนี้ด้วยจึงทำให้ได้เป็นข้าราชการในที่สุด

ท่ายที่สุดนี้ ผมคิดว่าการทำงานอาสาสมัครไม่ว่าจะด้านใดก็ตามเป็นสิ่งที่ดี เพราะทำให้เราได้เป็นทั้งผู้ให้และผู้รับในคราวเดียวกัน การเป็นผู้ให้คือการให้ในสิ่งที่เรามีไม่ว่าจะเป็นการลงแรง หรือเวลา หรือสิ่งของต่าง ๆ ทำให้เรารู้จักการให้ทานและการแบ่งปันกัน ส่วนการเป็นผู้รับนั้น คือ การเป็นอาสาสมัครทำให้เราได้พบปะผู้คน ได้รับรู้สิ่งต่าง ๆทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ มากมายอย่างที่เราคาดไม่ถึง ซึ่งผมคิดว่าเป็นประโยชน์มากเพราะทำให้เราได้พัฒนาตนเอง และสำหรับผมการทำงานอาสาสมัครยังทำให้ผมได้มีโอกาสไปดูงานต่างประเทศมาด้วย (รายละเอียดจะเล่าในโอกาสต่อไป) ดังนั้นจึงอยากชักชวนเพื่อน ๆ เป็นอาสาสมัครกันเยอะ ๆ นะครับ