เปรียบลูกๆเป็นเรือพ่วง
ฉันมีลูก 2 คน เข้าเรื่องแบบเนี่ยหลายคนก็คงรู้สึกโล่งใจไปกับฉันด้วยเป็นแน่เพราะมีนามแฝงว่า ป้า แล้วจะมาโสดซิงๆ ก็คงอยู่ในสภาพสาวเฒ่า ล่ะซิ (อิอิ) ด้วยความสัตย์จริง ฉันไม่อยากจะแต่งงานสักเท่าไร (มองซ้าย มองขวา แล้วก็เขียน ) เพราะจากนิสัยส่วนตัว(นิสัยเสีย) หากเป็นชาย ท่านว่าเป็นพวกไม่สนโลก สนุกไปวันๆ เพลย์บอย ..อะไรประมาณนั้น...(แก้ไขได้บ้าง บางส่วน)
แต่เพราะฉันกลัวการเป็นนางสาวเมื่อถึงอายุ มากๆ เพราะตัวเองเวลาอ่านชื่อใครๆ แล้วเจอชื่อเขาเพราะๆ แล้วยังใช้นางสาว ...ฉันก็จินตนาการล่วงหน้าแล้ว ว่าคงต้อง ยังสาว สวย อยากเห็นหน้า แต่พอได้เห็นตัวเป็นๆ ฉันมักนึกเสียความรู้สึก.ซะเรื่อย ....(แค่เนี่ยละมันจึงเป็นเหตุผลหลักให้ต้องแต่งงาน ...ง่ายดีนะ)
แต่ที่ตั้งใจแน่วแน่คือเมื่อแต่งงานแล้วต้องมีลูกเป็นของตัวเองให้ได้ ฉันอยากสระผม อยากอาบน้ำให้เด็กๆ สนุกดี...(คิดแค่เนี่ยจริงๆ.. เลยอยากมีลูก...ง่ายดีนะ)
ฉันเป็นคนมักง่ายๆๆ อย่างเนี่ยล่ะ ไม่ได้วางแผนอะไรเลยในชีวิต อยากเรียนเกษตรเพราะตามเพื่อน สนุกดี ..ก็เลยเรียน หลายท่านอาจคิดว่าทำไมพ่อแม่ไปอยู่ที่ไหนไม่ช่วยฉันวางแผนอนาคตว่าจะเป็นไปแนวไหน ฉันถนัดอะไร ความสามารถด้านไหนเด่น
ไม่มีเลย พ่อแม่ฉันไม่รู้หรอกว่า ฉันมีความสามารถอะไร ความสามารถของฉันมักสร้างความรำคาญให้พ่อแม่พี่น้อง เพราะฉันพูดมาก ชอบตะโกนร้องเพลงเสียงดัง ชอบแสดงออกต่อหน้าฝูงชนให้ได้อับอาย
พ่อแม่บอกว่ามึงอยากเรียนอะไรก็เรียนไปเถอะ จบมาทำงานก็แล้วกันห้ามอยู่บ้านเฉยๆ ท่านพูดอย่างเนี่ยจริงๆ ไม่ใช่พูดไม่เพราะ แต่เป็นภาษาบ้านนอกเค้าพูดกับลูกๆอันเป็นที่รัก
พอฉันจบมาฉันก็ทำงานจริงๆตอนแรกที่จบมาใหม่ๆ ยังไม่มีสอบเข้ารับราชการฉันก็ไปเป็นลูกจ้างกรมประมงก่อน แต่ตัวเองสอบเข้าทำงานในกรมประมงไม่ได้เพราะไม่ได้เรียนประมงมา ฉันรู้สึกเสียดายมากเพราะฉันชอบทำงานที่นี่
สุดท้ายเมื่อมีการเปิดสอบ ก.พ. ฉันก็ไปสอบและก็สอบภาค ก.ผ่าน เหลือภาค ข. โธ่ ฉันต้องสอบวิชาเศรษฐศาสตร์ เป็นวิชาที่ฉันไม่ชอบสุดๆ ฉันตั้งใจว่าปีแรกฉันจะดูแนวข้อสอบก่อน ถ้าสอบไม่ได้ แล้วฉันก็จะไปติวเข้มแถวๆราม เพราะเพื่อนที่เรียนรามคนหนึ่งเค้าก็มาชวนไว้
แต่พอดีหัวหน้าให้ไปช่วยงานที่เชียงใหม่ฉันเลยไม่ได้ไปสอบ หลังจากนั้นไม่นานก็ได้เปลี่ยนนามสกุล ..เป็นอันว่าความตั้งใจว่าจะสอบเข้ารับราชการเป็นอันล้มเลิก..
มาถึงเวลานี้เมื่อฉันมีลูก เป็นของตัวเองถึง 2 คน พวกเขาช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คนพี่มันก็เก่งซะทุกเรื่อง เป็นนักเรียน (คือเรียนดี) นักดนตรี (โควต้าที่1 นักดนตรี) นักพูด (ตัวแทนระดับจังหวัด) ไปแข่งโครงงานวิทยาศาสตร์ โครงงานคณิตศาสตร์ นักเขียน (มีนักเขียนมาคัดเลือกให้ประกวดเรียงความ) และก็ชอบเต้น ชอบร้อง สารพัดที่เธอทำ
ส่วนคนน้อง ไม่ได้อะไรเลย.......มันมีโลกส่วนตัว จับแมลง เดินป่า ปีนเขาไปเรื่อย ไม่ชอบพูดเป็นเรื่องเป็นราว ไม่กล้าแสดงออก ดนตรีไม่เป็น กีฬาไม่เล่น
เริ่มแรกฉันรู้สึกเครียด โกรธลูก เขาไม่ใช่เด็กโง่ แถมฉลาด ชอบอ่านหนังสือด้วย ฉันเลยต้องมาดูตัวเองว่าเกิดอะไรขึ้น เราเลี้ยงดูลูกๆอย่างไง หรือฉันต้องค่อยๆสังเกตเขาไป ส่งเสริมในส่วนที่เขาชอบ ให้เขาเป็นตัวเอง ไม่ต้องเป็นอย่างที่เรา หรือสังคมต้องการ ฉันคิดได้อย่างเนี่ยฉันจึงเริ่มต้น เอาใจใส่เจ้าคนน้องมากกว่าเดิม ตอนเนี่ยเค้าออกจากโรงเรียน เพราะเค้าไม่อยากเรียน ฉันจึงไปขอเขตการศึกษาที่จะมาจัดการเรียนการสอนเอง เป็นโฮมสกูล และได้ไปลงชื่อไว้ที่ซัมเมอร์ฮิลล์ ฉันยังไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร แต่ฉันรักลูกของฉัน ฉันต้องช่วยเค้าให้มีความสุขกับชีวิตอย่างเต็มที่และให้เค้าได้พัฒนาความชอบและบุคลิกภาพให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและสังคมในอนาคตให้ได้...
หากอยู่ที่ค้นพบว่าตนเองชอบอะไร แล้วเดินไปบนเส้นทางที่ชอบมากกว่าค่ะ...
ป้าเหมียวจ๋า..
คุณธรรมทิพย์ค่ะ
คุณครูตุ๊ก..แก ...จ๋า