ออกจากบ้านสันติชล เรากลับมาที่วัดน้ำฮู คณะของผมเข้าไปในวิหารกราบพระไม่นาน ก็ออกมาเลือกซื้อของ (อีกแล้ว...) สินค้า OTOP ที่นี่เสื้อยืดลายปายราคาถูกและเนื้อดี เพียงตัวละ 100 บาท พวกเราซื้อกันหลายตัว จนมีการแซวกันว่า "มาแต่ตัวก็ได้ ไม่เห็นต้องเอาเสื้อผ้ามาจากบ้าน" (เออ...ผมก็ว่าจริงนะ)

        

วัดน้ำฮู

         เรากลับมาทานข้าวเช้าที่รีสอร์ท แล้วเดินทางจุดหมายที่ถ้ำลอด ปางมะผ้า แต่..เพียงสามสิบนาทีจากที่พัก รถตู้ VIP ก็พาเรามาถึงจุดสูงสุดของเขากิ่วลม

        พอลงจากรถ กายเราก็ปะทะกับลมหนาวยะเยือก หลายคนอุทานเสียงดัง  "อา.... สุดยอดจริงๆ"

        สองฟากฝั่งของถนนโล่ง ไกลออกไปเป็นทิวเขาสลับซับซ้อนที่โอบล้อมด้วยหมอกบาง บนยอดเขาใกล้ตัวเรามองเห็นหมอกยาวเป็นสายลอยผ่านไปตามลมช้าๆ

         

                   ทีมงาน "เทียนไฮเทค"       กระเหรี่ยงคอยาวพลัดถิ่นหน้าคุ้นๆ

        พวกเราไปถึงถ้ำลอดบ่ายโมง หลังจากทานข้าวเที่ยงที่ตัวเมืองปางมะผ้า ขอเอ่ยชื่อร้านหน่อยนะครับ เพราะเจ้าของร้านอยู่ในวงการศึกษา อาหารก็อร่อย เติมได้จนพวกเราอิ่มเต็มที่ ชื่อร้าน เลม่อน ฮิลล์ คุณป้าเจ้าของร้านมีสามีเป็นอดีตศึกษาธิการอำเภอปางมะผ้า ซึ่งตอนนี้อายุแปดสิบเศษแล้ว 

  

         ถ้ำลอดยิ่งใหญ่มาก แพชาวบ้านทั้งหมด 115 แพ ไม่ว่างเลย คณะเราได้นั่งแพที่ 80 - 85 โดยนั่งได้แพละไม่เกิน 4 คน รวมคนถือตะเกียงกับคนถ่อแพ ก็ไม่เกิน 6 คนตอนขากลับผมสังเกตเห็นว่า แพที่สวนเราเข้าไปในถ้ำเป็นแพที่ 7 นั่นหมายถึงรอบที่สองของแพนั้น

       

     ลูกสาวและหลานชายผมท่าทางมีความสุขมาก โดยเฉพาะเดวิด ถึงกับลงไปช่วยเข็นแพ ซึ่งได้ทั้งความสนุกและได้แสดงน้ำใจดี (น่าจะประการแรกมากกว่า...)

        มีบางคนบอกว่า น่าจะติดไฟสปอร์ตไลท์สีสวยๆ ในถ้ำ จะทำให้เพิ่มความงามของถ้ำมากขึ้น เหมือนที่ประเทศเพื่อนบ้านของเราตกแต่ง แต่..ก็คนเดิมนั่นแหละบอกว่า เออ..หากติดไฟ เดี๋ยวไปรบกวนค้างคาว มันไม่อยู่จะเดือดร้อนปลาหลวงหินที่มีมากมายในถ้ำ ไม่ได้กินมูลค้างคาว ระบบนิเวศจะเสีย (เออ...พูดเองตอบเอง ก็ดีเหมือนกัน)

        สำหรับผมคิดว่า ทำอย่างนี้ดีแล้ว ชาวบ้านก็ได้เงินในการหิ้วตะเกียง หากมีไฟฟ้าเกิดไฟรั่วขึ้นมา โอ้ย...ไม่อยากคิดต่อ