กฎหมายคืออะไร

กฎหมาย 

                แค่ได้ยินคำว่า “กฎหมาย” หลายคนคงส่ายหน้าไปมาด้วยความรู้สึกต่างๆ กัน บ้างก็เบื่อหน่าย บ้างก็ไม่ปรารถนาจะเกี่ยวข้องให้วุ่นวาย บ้างไม่มีเหตุผลแต่ส่ายหน้าตามคนอื่นๆ เพราะความไม่รู้ ว่ายากเกินจะเข้าใจก็มีมาก แต่หากเราหยุดคิดอย่างปราศจากอคติ กฎหมายต้องเกี่ยวข้องกับมนุษย์ตั้งแต่เกิดไปจนตาย ไม่ว่าจะหมายใจต้องการเกี่ยวข้องหรือไม่

พระมนูสาราจารย์

                กฎหมายเป็นกฎเกณฑ์ของรัฐหรือของประเทศกำหนดเพื่อใช้บังคับกับบุคคลโดยทั่วไป หากไม่ปฏิบัติตามย่อมถูกบังคับให้กระทำหรือถูกลงโทษ จากความหมายนี้ทำให้อาจจำแนกลักษณะองค์ประกอบของกฎหมายได้ว่า

                ประการแรก กฎหมายเป็นคำสั่งแก่บุคคล ไม่ใช่คำขอร้อง อ้อนวอนให้กระทำตาม หรือเป็นเพียงการโฆษณาว่าควรจะกระทำ แต่เป็นสิ่ง “ต้อง” ปฏิบัติตาม ผู้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง คือ “บุคคล” บุคคลแบ่งได้เป็น ๒ ประเภท คือ บุคคลธรรมดา และนิติบุคคล

                บุคคลธรรมดา หรือ มนุษย์ เกี่ยวข้องต้องปฏิบัติตามกฎหมายตั้งแต่คลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก ภาษากฎหมายเรียกว่า “เริ่มสภาพบุคคล” หากคลอดออกมาแล้วปรากฏว่าเสียชีวิตตั้งแต่ในครรภ์ หรือผู้เป็นแม่ “แท้ง” เสียก่อน สภาพบุคคลย่อมไม่มี แต่ถ้าคลอดแล้วทารกคนนั้นร้องให้รู้ว่ามีสัญญาณชีวิต สภาพบุคคลก็ถือว่าเริ่ม ดังนั้น การตบก้นทารกที่คลอดใหม่ให้ร้องไห้ นอกจากจะเป็นวิธีทางการแพทย์เพื่อกระตุ้นให้ทารกหายใจโดยปกติยังมีผลทางกฎหมายเนื่องจากเป็นหนึ่งในข้อสันนิษฐานว่าสภาพบุคคลได้เกิดขึ้นแล้ว  

                การสิ้นสุดสภาพบุคคลธรรมดา มี ๒ ประเภท คือ การเสียชีวิต ถึงแก่กรรม ถึงแก่อนิจกรรม ถึงแก่อสัญกรรม แล้วแต่จะเรียกตามยศถาบรรดาศักดิ์ของแต่ละบุคคล ประเภทหนึ่ง อีกประเภทหนึ่ง คือ การสาบสูญ

                ข้อบ่งชี้การตายหรือเสียชีวิตผิดแผกแตกต่างกันไปในแต่ละยุคเวลา สมัยโบราณถือเอาลมหายใจเป็นตัวกำหนด หากไม่หายใจอีกต่อไป ถือว่าตาย ยุคต่อมาถือว่าหากหัวใจหยุดเต้นย่อมถือว่าตายแน่นอนกว่าใช้ลมหายใจเป็นเกณฑ์ เมื่อวิทยาการก้าวหน้า มนุษย์สามารถปลูกถ่ายอวัยวะ เช่น ตับ ไต ดวงตา แม้แต่หัวใจให้แก่กันและกันได้ เกณฑ์การตายจึงเปลี่ยนมาถือเอาการทำงานของก้านสมอง เพราะทางการแพทย์ถือว่า ถ้าก้านสมองของมนุษย์ผู้ใดไม่ทำงาน มนุษย์ผู้นั้นทั้งที่มีลมหายใจหรือหัวใจเต้นอยู่ก็ไม่สามารถจะฟื้นคืนมาทำสิ่งใดได้อย่างปกติ ไม่ว่าจะทำหนทางใดก็ตาม  

                การสาบสูญ ทำให้สภาพบุคคลของมนุษย์สิ้นสุดลง แต่ต้องระลึกไว้ว่า การสาบสูญที่กำลังพูดถึง ต้องเป็นไปโดยศาลสั่งเท่านั้น จะบอกแต่ว่านายนั้นนางนี้สาบสูญยังไม่พอต่อผลทางกฎหมาย ศาลจะสั่งให้ใครสาบสูญได้ก็ต้องพิจารณาเกณฑ์ตามกฎหมายกำหนด จะสั่งตามอำเภอใจไม่ได้

                โดยทั่วไป ผู้จะสาบสูญได้ต้องหายไปจากที่อยู่ ไม่มีใครพบเห็นหรือทราบข่าวว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไรเป็นเวลาติดต่อกัน ๕ ปี ทายาท ลูก หลาน ขอให้ศาลสั่งให้สาบสูญได้ ผู้ร้องขอนี้จะเป็นเจ้าหนี้หรือ ลูกหนี้ก็ได้เพราะถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย อีกกรณีหนึ่งเรียกว่าการสาบสูญเนื่องจาก “พฤติการณ์พิเศษ” ได้แก่ อยู่ในสนามรบ เรืออับปาง หรือเกิดภัยธรรมชาติ เช่นโคลนถล่ม คลื่นยักษ์ซึนามิ ระยะเวลาการหายไปที่จะขอให้ศาลสั่งสาบสูญจะย่นเหลือเพียง ๒ ปีนับแต่สงครามสิ้นสุด หรือภยันตรายผ่านพ้นไป

                การเกิด และการตาย การสาบสูญจึงเป็นสิ่งกำหนดให้สภาพบุคคลเริ่มต้น หรือสิ้นสุดลง

                บุคคลอีกประเภทหนึ่งซึ่งต้องอยู่ภายใต้และเกี่ยวพันกับกฎหมาย คือ “นิติบุคคล”

                “นิติบุคคล” เป็น คณะบุคคลมารวมตัวเพื่อกระทำกิจการใด กิจการหนึ่ง จะแสวงหากำไรหรือไม่ก็ได้ แต่เมื่อบุคคลหลายๆ คนมีเจตนาร่วมกันก็มีสิทธิจะสร้างบุคคลสมมติอีกคนหนึ่งขึ้นมา การเกิดของนิติบุคคลมีกฎหมายหลายฉบับกำหนดไว้ จำแนกได้หลายประเภท ได้แก่ ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม มูลนิธิ หรือแม้แต่วัดวาอารามก็ถือเป็นนิติบุคคลประเภทหนึ่ง

                นิติบุคคลมีสิทธิ หน้าที่ตามกฎหมายเสมอบุคคลธรรมดา ยกเว้นสิทธิ หน้าที่บางอย่างที่เป็นสิ่งเฉพาะบุคคลธรรมดา เช่น การสมรส การรับบุตรบุญธรรม โดยสภาพแล้วนิติบุคคลย่อมไม่สามารถทำได้

                กฎหมายเป็นกฎเกณฑ์บังคับกับบุคคล จึงหมายถึงทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล

                เมื่อไม่นานมานี้ คนข้างบ้านผู้เขียนสมมติว่าชื่อนางเขียว มีเหตุให้วิวาทกันกับเพื่อนบ้านอาศัยอยู่ตรงข้ามกันสมมติว่าชื่อนายขาว เรื่องมีอยู่ว่า นายขาวเลี้ยงสุนัขพันธุ์ฝรั่งตัวโตอยู่ตัวหนึ่ง ตามตำราว่าสุนัขพันธุ์นี้เชื่องเป็นมิตรกับมนุษย์ ส่วนนางเขียวมีลูกชายอายุประมาณห้าหรือหกปี สมมติว่าชื่อหนูแดง ปรากฎว่านางเขียวไปพบสุนัขใจดีตัวนั้นกำลังกัดต้นแขนหนูแดงอยู่ แม้ไม่รู้ว่าการกัดนั้น สุนัขจะหยอกหรือกัดจริง แต่จิตใจของแม่ย่อมต้องตกใจและไล่เจ้าสุนัขนั้นไป หนูแดงตกใจเสียงแม่หรือจะเจ็บไม่ทราบได้ก็ร้องไห้จ้า นางเขียวอารามโกรธจึงมาหาข้าพเจ้าว่าจะฟ้องร้องสุนัขตัวนั้นฐานทำร้ายลูกชายตน  

                ถ้าจะพิจารณาตามที่กล่าวมาตั้งแต่ต้นจะเห็นได้ว่า สุนัขไม่ใช่ทั้งบุคคลธรรมดา หรือนิตบุคคล ดังนั้นกฎหมายไปบังคับไม่ได้ แต่ถ้าจะฟ้องร้องจริงๆ ต้องฟ้องร้องบุคคลที่เป็นเจ้าของ ตามกรณีนี้คือ นายขาว

                เรื่องนี้จบลงที่ว่า หนูแดงไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ เพราะสุนัขตัวนั้นกัดเพียงหยอก ด้วยอาจเห็นว่าเป็นเด็กเดินอยู่บนถนนในหมู่บ้านคนเดียว เรื่องราวจึงเลิกรากันไป

                ประการถัดมา กฎหมายที่เราถูกสั่งให้ปฏิบัติต้องเป็นคำสั่งจากผู้มีอำนาจออกกฎหมายของประเทศ ผู้มีอำนาจออกกฎหมายของประเทศจะเป็นใครขึ้นอยู่กับว่าประเทศนั้นปกครองในระบอบใด รัฐธรรมนูญกำหนดไว้อย่างไร ประเทศไทยปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข อำนาจการออกกฎหมายย่อมเป็นของปวงชนชาวไทย โดยพระมหากษัตริย์เป็นผู้ใช้ รัฐธรรมนูญกำหนดว่าให้คณะรัฐมนตรี และรัฐสภามีอำนาจเสนอ พิจารณาร่างกฎหมายต่างๆ ได้แก่ พระราชกำหนด พระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎีกา เป็นต้น นอกเหนือจากนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำพวกเทศบาล อบต. อบจ.ยังได้รับมอบอำนาจจากส่วนกลางให้ออกกฎเกณฑ์เกี่ยวกับสุขอนามัย หรือความสงบของชุมชนในบางอย่างได้อีกด้วย

                ประการสุดท้าย กฎหมายต้องเป็นกฎเกณฑ์อันมี “สภาพบังคับ” หมายถึง มีโทษ หรือมีการกำหนดกำกับไว้ว่าต้องกระทำ หรืองดการกระทำ หรือชดใช้ค่าเสียหายที่เรียกว่า “ค่าสินไหมทดแทน”

         สภาพบังคับของกฎหมายไทย แบ่งเป็น ๓ ประเภท คือ

๑.      สภาพบังคับทางอาญา ได้แก่ โทษ ๕ ประการ คือ ปรับ ริบทรัพย์ กักขัง จำคุก ประหารชีวิต

๒.    สภาพบังคับทางแพ่ง ได้แก่ การกระทำหรืองดกระทำ การจ่ายค่าสินไหมทดแทน

๓.     สภาพบังคับทางมหาชน ได้แก่ การงดเว้นการกระทำทางการเมือง การเยียวยาความเสียหาย

      ก่อนปีพ.ศ.๒๕๔๐ สภาพบังคับทางมหาชนยังไม่เป็นที่ชัดเจนนัก จวบจนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๔๐ เปลี่ยนแปลงระบบศาลของประเทศไทยตามอย่างฝรั่งเศส จากระบบศาลเดี่ยวเป็นระบบศาลคู่

      ระบบศาลคู่ มีศาลอยู่ ๒ ประเภท คือ ศาลยุติธรรม แบ่งเป็น ๓ ชั้นได้แก่ ศาลชั้นต้น คือ ศาลจังหวัด ศาลแขวง ศาลแพ่ง ศาลอาญา, ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา อีกประเภทหนึ่งเป็นศาลทางมหาชน ได้แก่ ศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญ

ใครยังนึกสภาพบังคับทางมหาชนไม่ออก ขอให้นึกถึงคดียุบพรรคและตัดสิทธิการประกอบกิจกรรมทางการเมืองของคณะกรรมการบริหารพรรคคงเข้าใจมากยิ่งขึ้น

 

       เมื่อครั้งศึกษาอยู่ผู้เขียนเคยตั้งคำถามเอากับตัวเองว่า “กฎหมายเริ่มมีขึ้นในโลกได้อย่างไร” โดยทฤษฎีว่าทุกอย่างย่อมมีจุดกำเนิด นักนิติศาสตร์ก็สามารถเป็นนักวิทยาศาสตร์ได้ ไม่ใช่ไปทดลองกับสารเคมีในห้องแลป แต่ทดสอบว่ากฎหมายสอดคล้องกับสังคมหรือไม่ อะไรก็ตามที่ต้องอาศัยหลักตรรกะถือเป็นวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้น

       สุภาษิตละตินกล่าวไว้ว่า ubi societas, ibi jus ถอดความเป็นภาษาไทยได้ว่า ที่ใดมีสังคมย่อมมีกฎหมาย เห็นจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะหากมนุษย์อยู่ตัวคนเดียวไม่เกี่ยวข้องกัน ย่อมไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายไว้ใช้ อยากกิน อยากนอนล้วนแล้วแต่ความรู้สึก อารมณ์ของอัตตาตนตราบเท่าที่ไม่เกี่ยวข้องกับผู้อื่น แต่เมื่อต้องไปเกี่ยวพันเข้าไม่ว่าจะจงใจหรือบังเอิญก็ตาม กฎเกณฑ์ต่างๆ เริ่มก่อร่างสร้างตัวขึ้น ใครชอบดูหนังจีนแนวย้อนยุคคงมักได้ยินคำพูดว่า “บ้านมีกฎบ้าน เมืองมีกฎเมือง”  

        นักวิชาการทางกฎหมายเคยถกเถียงกันว่า กฎหมายเกิดขึ้นจากสังคมมนุษย์ก็จริงอยู่ ฝ่ายหนึ่งเห็นว่ากฎหมายเกิดจากความจงใจของมนุษย์ให้มีกฎเกณฑ์ไว้ใช้สำหรับหมู่ตน แต่อีกฝ่ายหนึ่งก็ว่าไม่น่าเป็นเช่นนั้น กฎหมายน่าจะเกิดจากวิวัฒนาการทางสังคมจากคำสั่งสอน เป็นกฎเกณฑ์ แล้วจึงค่อยกำหนดสภาพบังคับให้กฎเกณฑ์นั้นเป็นกฎหมายอีกทอดหนึ่ง ไม่ใช่ความจงใจเพราะออกจะดูข้ามขั้นตอนไปสักหน่อย ซึ่งผู้เขียนเห็นคล้อยตามกับฝ่ายหลัง

       ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี เกษมทรัพย์ ปราชญ์ทางกฎหมาย และเป็นอาจารย์นิติศาสตร์บุคคลแรกๆ ที่เขียนตำรา นิติปรัชญา ให้นิสิต นักศึกษาได้อ่านอย่างสบายไม่ต้องไปแปลภาษาฝรั่งให้ยุ่งยาก ท่านเสนอทฤษฎีกฎหมายสามชั้น ไว้อธิบายการกำเนิดกฎหมายในเชิงประวัติศาสตร์ว่า กฎหมายในโลกนี้แบ่งออกเป็น ๓ ระดับ จำแนกตามพัฒนาการและความซับซ้อนของกฎหมาย

       เมื่อมนุษย์รวมกันเป็นกลุ่มชน ชุมชน มีวิถีชีวิตร่วมกันย่อมเกิดขนบธรรมเนียมประเพณีของแต่ละชุมชน สัตว์สังคมอย่างมนุษย์มีจิตสำนึกร่วมกันของชุมชน กาลเวลาช่วยสั่งสมจิตสำนึกว่าสิ่งใดเป็นสิ่งถูกหรือผิด ความผิดซึ่งรู้ได้โดยสำนึกของมนุษย์ทั่วๆ ไปฝรั่งเรียกว่า mala in se แต่ละสังคมมีความผิดชนิดนี้อาจเหมือนกันหรือแตกต่างกันไปตามสภาพ เมื่อทุกคนคิดได้ว่าสิ่งใดเป็นสิ่งผิด กฎหมายในระดับชั้นนี้จึงเรียกว่า “กฎหมายชาวบ้าน” เนื่องจากทุกคนรับรู้ได้ถึงเหตุผล โดยส่วนมากกฎหมายชาวบ้านมาจากศีลธรรมของชุมชนนั้นเอง เมื่อจะนำมาเป็นกฎหมายก็กำหนดโทษลงไปเสียเพื่อให้มีสภาพบังคับ

        ผู้บังคับใช้กฎหมายชาวบ้าน แต่เดิมคือผู้อาวุโสเพราะย่อมซึมซับขนบธรรมเนียมประเพณี อีกทั้งยังเป็นที่เคารพยอมรับในสังคมนั้นพอที่จะว่ากล่าวตักเตือน หรือลงโทษผู้กระทำผิดได้ แต่สาระสำคัญของกฎหมายต่างๆ คนในสังคมย่อมรู้ทั่วกัน

        ต่อมาเมื่อคดีมากขึ้น ผู้อาวุโสในชุมชนไม่สามารถตัดสินว่ากล่าวคดีต่างๆ ได้อย่างทั่วถึงจำต้องมีตัวแทนหรือผู้ช่วยทำแทน แต่ตัวแทนหรือผู้ช่วยนั้นต้องมีความรู้เรื่องกฎหมาย การพิจารณาตัดสินและการลงโทษ ผนวกกับได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจตัดสินแทนจึงจะมีความชอบธรรมตัดสินข้อพิพาทต่างๆ ได้  นานวันเข้ากฎเกณฑ์ด้านกฎหมายและการตัดสินคดีถูกรวบรวมเข้าเป็นหมวดหมู่โดยผู้รู้กฎหมายกลุ่มนี้ อันเราเรียกว่านักกฎหมาย

        เมื่อนักกฎหมายมาชุมนุมกันประมวลกฎเกณฑ์ต่างๆ ขึ้นส่วนหนึ่ง หน้าที่อีกส่วนหนึ่งคือสร้างหลักการทางกฎหมาย เช่น ระยะเวลาการฟ้องร้องคดีเพื่อสะดวกต่อการหาพยานหลักฐานมาฟ้องร้องเกี่ยวกับคดีที่เกิดขึ้นแต่ละประเภท ต่อมาเรียกว่า อายุความ บ้างก็สร้างหลักความจำเป็นต้องกระทำผิดกฎหมาย เช่น การป้องกันตัวเมื่อเกิดเหตุอันตราย หรือกระทำความผิดเพราะบันดาลโทสะเพื่อเป็นเหตุบรรเทาโทษเพราะมิได้ตั้งใจกระทำผิด สิ่งเหล่านี้ชาวบ้านทั่วไปไม่สามารถทราบได้ถ้าไม่เรียนรู้ จึงเกิดสำนักศึกษากฎหมายเพื่อผลิตนักกฎหมายสนองต่อสังคม

        กฎหมายในยุคนี้จึงเรียกว่า “หลักกฎหมาย” หรือ “กฎหมายของนักกฎหมาย” เพราะกฎเกณฑ์ต่างๆ ถูกประมวลและพัฒนาขึ้นจนเป็นหลักเกณฑ์เหนือปัญญาชาวบ้านจะรับรู้ได้ ต้องเป็นนักกฎหมายที่ผ่านการศึกษามาโดยเฉพาะเท่านั้น อย่างไรก็ดี กฎหมายชาวบ้าน และกฎหมายของนักกฎหมาย เป็นสิ่งพัฒนาต่อเนื่องกันมา หากไม่เกิดกฎหมายชาวบ้าน ย่อมไม่มีกฎเกณฑ์ให้ประมวลเป็นหลักกฎหมายในยุคต่อมา

        เมื่อโลกเจริญมีเทคโนโลยีพัฒนาการอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะการคมนาคม หรือโทรคมนาคมล้วนแล้วแต่เร็วปานลัดนิ้วมือ แต่ก่อนคนไทยอยากรับประทานน้ำแข็งต้องสั่งใส่เรือมาจากสิงคโปร์ใช้เวลาเป็นสัปดาห์ มาทุกวันนี้หากจะไปช้อปปิ้งย่านถนนออร์ชาร์ดหรือถนนสวนผลไม้ของสิงคโปร์ซึ่งทุกวันนี้ไม่มีสวนที่ว่าอีกแล้วมีแต่ตึกรามสูงใหญ่ เพียงแต่นั่งเครื่องบินไม่กี่ชั่วโมงก็ถึง ไปเช้าเย็นกลับยังได้ เมื่อพูดถึงถนนสวนผลไม้ในสิงคโปร์แล้ว อดนึกเลยไปถึงสถานเอกอัครราชทูตไทยที่นั่นไม่ได้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ทางราชการซื้อที่ดินผืนหนึ่งที่ถนนนั้นเพื่อสร้างเป็นสถานทูต คงชะรอยมีพระราชดำริว่าสักวันหนึ่งถนนสายนี้จะต้องเจริญขึ้น ไม่ว่าคนไทยหรือคนต่างชาติไปติดต่อราชการได้สะดวก

         สมัยหนึ่งเมื่อยังเด็ก ผู้เขียนจำได้ว่าหากจะเขียนจดหมายไปต่างประเทศต้องใช้เวลาประมาณสองหรือสามสัปดาห์กว่าจดหมายนั้นไปถึงปลายทาง จะโทรศัพท์ค่าบริการก็แสนแพง ทุกวันนี้เพียงพิมพ์ตัวอักษรไม่กี่ตัวลงไปในคอมพิวเตอร์ คลิกเคาะคำว่าส่ง จดหมายสมัยใหม่อันเรียกว่า จดหมายอิเลกทรอนิก หรือ email ก็ไปถึงผู้รับไม่ว่าจะอยู่มุมใดในโลกก็ล้วนแต่รับและอ่านได้

         เทคโนโลยีเช่นนี้เองทำให้กฎหมายที่มีอยู่ไม่สามารถตอบสนองพื้นฐานของมนุษย์ได้ การจะรอให้เกิดแนวปฏิบัติอย่างกฎหมายชาวบ้านและพัฒนาเป็นหลักกฎหมายเห็นจะล่าช้ากว่าการกระทำและความเสียหายอันอาจเกิดจากความฉ้อฉลของมนุษย์ซึ่งหาช่องว่างจากกฎหมายเพื่อประโยชน์ส่วนตนตลอดเวลา ทำให้ผู้มีอำนาจต้องสร้างหลักกฎหมายสำหรับตอบสนองพัฒนาการทางเทคโนโลยีของมนุษย์ นักกฎหมายต่างๆ มาประชุมกันเพื่อสร้างมาตรการป้องกันและเยียวยาความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น เช่น ควรกำหนดให้ขับรถชิดด้านไหน การซื้อขายสินค้าผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ควรมีหลักการปฏิบัติอย่างไร กฎหมายชนิดนี้เรียกว่า “กฎหมายเทคนิค” อันเป็นข้อห้ามของสังคมซึ่งไม่ได้มีพื้นฐานจากศีลธรรมแต่อย่างใด ศีลธรรมไม่มีบอกไว้ว่าควรขับรถชิดซ้าย หรือขวา ประเทศไทยกำหนดให้ขับชิดด้านซ้าย จะไปขับด้านขวาถือว่าผิดกฎหมาย ตรงข้ามในสหรัฐอเมริกาต้องขับรถชิดขวาเท่านั้น จะเอากฎหมายประเทศไทยไปกำหนดไม่ได้ ความผิดเช่นนี้เรียกเป็นละตินว่า mala prohibita หมายถึงความผิดอันเกิดจากผู้มีอำนาจห้ามไว้

         ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายชาวบ้าน กฎหมายของนักกฎหมาย หรือกฎหมายเทคนิค ล้วนแล้วแต่เป็นกฎเกณฑ์ของสังคมซึ่งถูกสร้างเพื่อกำหนดให้สังคมมีความสงบเรียบร้อย เป็นกลไกระงับข้อพิพาทและเป็นมาตรฐานการกระทำของสังคม มนุษย์ตั้งแต่เกิดไปจนตาย ย่อมเกี่ยวพันกับกฎหมายอย่างหลีกเลี่ยไปไม่ได้ตราบที่ต้องอยู่ร่วมในสังคม ดังนั้นคำกล่าวว่า “ที่ใดมีสังคม ที่นั่นมีกฎหมาย” ไม่ใช่คำกล่าวอันเลื่อนลอยเลย