พี่อยากทำงานที่มีคนพูดถึง งานที่ผู้คนสัมผัสได้ด้วยใจ และถึงแม้ว่างานของพี่จะดูหยาบๆ พี่ก็อยากให้ผู้คนมองซึ้งไปถึงความอ่อนโยนเบื้องหลัง พี่พูดแบบนี้ในตอนนี้อาจจะดูเกินจริง แต่ก็ตั้งใจไว้ว่าจะไปในทางนี้

คนที่ทำงานศิลปะต้องให้เวลากับงานให้มาก และก็ต้องมุ่งมั่นอย่างที่สุด เพื่อให้เข้าถึงแก่น  พูดอย่างนี้อาจจะดูยากอยู่ซักหน่อย พี่หวังว่าคงจะไม่ยากเกินไปที่จะทำความเข้าใจ  

พี่อยากวาดภาพที่กินใจ ภาพของความเศร้า  รูปทิวทัศน์ของพี่อย่าง  "Laan van Meerdervoort"  "Rijswijk Meadows" แล้วก็รูป "Fish Drying Barn"  พี่เขียนจากความรู้สึกในใจทีเดียว และถึงจะเป็นรูปทิวทัศน์พี่ก็ตั้งใจเขียนถึงความเศร้า ไม่ใช่แค่ให้ดูขมุกขมัวเท่านั้น

 พี่อยากทำงานที่มีคนพูดถึง งานที่ผู้คนสัมผัสได้ด้วยใจ และถึงแม้ว่างานของพี่จะดูหยาบๆ พี่ก็อยากให้ผู้คนมองซึ้งไปถึงความอ่อนโยนเบื้องหลัง  พี่พูดแบบนี้ในตอนนี้อาจจะดูเกินจริง แต่ก็ตั้งใจไว้ว่าจะไปในทางนี้ 

 พี่คงเป็นคนที่ไม่มีตัวตนในสายตาคนอื่น เป็นคนแปลกประหลาดแล้วก็หยาบคาย เป็นคนที่ไม่มีที่ทางอะไรในหมู่ชน ว่าง่ายๆ ก็คงเป็นคนที่อยู่ล่างสุดของชนชั้นต่ำ  แต่เป็นอย่างนี้ก็ดีแล้ว พี่อยากให้งานของพี่ ได้สะท้อนภาพในหัวใจของคนที่ไม่ได้เป็นอะไรในสังคมนี้   

 นี่เป็นความตั้งใจของพี่ ที่เกิดจากความรัก มากกว่าเกลียดชัง  เป็นความตั้งใจที่อยู่บนความสงบเย็น ไม่ใช่ความโกรธ  พี่อาจจะดูเป็นคนอมทุกข์ แต่ใจของพี่สงบ และเต็มไปด้วยเสียงดนตรี

Van Gogh ย้ายไปปารีส เมืองหลวงของโลกศิลปะเมื่ออายุได้ 33 ปี และเริ่มพบแนวการใช้สีในแบบของตัวเอง สองปีต่อมา เขาได้ย้ายลงไปทางใต้และสร้างผลงานขึ้นเป็นจำนวนมาก และแม้จะเริ่มมีอาการทางประสาทเขาก็ไม่หยุดทำงานจนกระทั่งฆ่าตัวตายเมื่ออายุเพียง 37 ปี  ตลอดห้าปีที่ Van Gogh สร้างผลงานขึ้นมาอย่างมากมายนั้น เขาทำเงินจากการขายงานของเขาได้เพียงชิ้นเดียว   

คนบางคน อาจมีวันแห่งความสำเร็จที่มาถึงอย่างรวดเร็ว  แต่สำหรับบางคน การรอคอยอาจจะนานกว่าชั่วชีวิต  ถึงอย่างนั้น คนที่โชคดีที่สุดก็น่าจะเป็นคนที่ได้พบทาง และได้เดินตามทางที่รัก...มิใช่หรือ   

 

 

Aunty Magenta 

หาแรงบันดาลใจ หรืออยากอ่านข้อมูลเพิ่มเติม àwww.webexhibits.org/vangogh/