ขอปรบมือดังๆ ให้กับความสามารถในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 3 หัวข้อหลังการบรรยายของผมเรื่อง Personal & Social Factors of Sprituality & Health ซึ่งพบว่านักศึกษามีความคิดนอกกรอบและเกิดแรงบันดาลใจในการช่วยเหลือสังคม
Knowledge Management
26 พฤศจิกายน 2552
นักศึกษากิจกรรมบำบัด รุ่นที่ 1 มหาวิทยาลัยมหิดล
1. ทำอย่างไรจึงจะเกิดการทำงานร่วมกันของทีมสหวิชาชีพอย่างแท้จริง
- สื่อสารและปรับทัศนคติให้มีเป้าหมายร่วมกัน
- ผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง
- เลือกจุดเด่นของแต่ละวิชาชีพ เพื่อรักษาให้ได้ผลสำเร็จ
- แลกเปลี่ยนความรู้ แบ่งปันวิธีการรักษาของแต่ละสายอาชีพ
- เปิดใจรับความรู้และรับฟังประสบการณ์จากนักสหวิชาชีพรุ่นใหม่ๆ ไม่ยึดติดกับระบบอาวุโส
- ทำกิจกรรมร่วมกันในโรงพยาบาลหรือสถานบำบัด
- ให้เกียรติวิชาชีพอื่น
- จัดประชุมอย่างสม่ำเสมอเพื่อสรุปผลและวางแผนการรักษา
- เปิดเผยข้อมูลแก่สมาชิกในทีมรักษา เพื่อเป็นผลดีกับผู้รับบริการ และสมาชิกในทีมคนอื่นจะได้ต่อยอดความคิด และนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ทางวิชาชีพของตน
- สำคัญ!! มีเป้าหมายร่วมกัน
2. ทักษะชีวิตคืออะไรในมุมมองของคุณ
- ความสามารถ ความถนัดในการทำกิจกรรมและการดำเนินชีวิต
มีความแตกต่างกันในแต่ละบุคคล
- รวมถึงการแก้ปัญหาต่างๆ ในชีวิต
- เกิดจากการฝึกฝน และเรียนรู้, เกิดจากประสบการณ์ และจะทำให้ดำรงชีวิตอย่างมีความสุข ß ต้องเกิดประโยชน์กับตนเองและผู้อื่น
- ทักษะชีวิตเกิดจากการเลี้ยงดู (รับมา) และสร้างเอง
- สิ่งแวดล้อม (สังคม, อายุ) ก็มีผลต่อการสร้างทักษะชีวิต
- ทัศนคติ, ค่านิยมและความเชื่อส่งผลต่อการพัฒนาทักษะชีวิต (อ้างอิงจาก 3เหลี่ยม spiritual)
- purposeful meaning การมีเป้าหมายจะทำให้เรามีแรงจูงใจจะสร้างทักษะชีวิต
- ทักษะชีวิตของคนๆ หนึ่งสามารถช่วยเหลืออีกคนที่มีความบกพร่องด้านทักษะชีวิต เช่น การอ่านหนังสือให้คนตาบอดฟัง
3. ทักษะชีวิตของเด็กพิเศษและเด็กปกติ มีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร
- เด็กพิเศษจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือจากบุคคลรอบข้าง
- ต่างกันตรงที่การได้รับการเลี้ยงดูไม่เหมือนกัน เพราะเด็กพิเศษจะขาดทักษะในเรื่องที่เขามีความบกพร่อง ไม่ว่าจะทางด้านร่างกายหรือสติปัญญา
- เด็กปกติ หลังจากมีพัฒนาการทางร่างกายที่ปกติ ก็จะเริ่มมีพัฒนาการในการทำเป้าหมายให้สำเร็จ และเกิดความภาคภูมิใจ
- ทั้งสองสามารถเหมือนกันได้ ขึ้นกับความคาดหมายและการสนับสนุนของผู้ปกครองหรือผู้เลี้ยงดู
- เด็กพิเศษ เพียงแค่มีความต้องการที่พิเศษกว่าและเยอะกว่าเด็กปกติ
- ความผิดปกติอาจเป็นเพราะเด็กขาดโอกาสในการพัฒนาทักษะ จริงๆ แล้วเขาอาจจะสามารถพัฒนาให้เท่าเด็กปกติได้
- ครูและเพื่อนมีมุมมองว่าเด็กพิเศษนั้นไม่ปกติ ต้องปรับ
- แม้แต่เด็กปกติด้วยกันเอง ยังมีทักษะชีวิตที่ไม่เท่ากันเลย ขึ้นกับประสบการณ์การเรียนรู้
ขออนุญาตแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม ในกรณีของด็กพิเศษและเด็กปกติค่ะ บางครั้ง การจะมองว่า
มีความเหมือนหรือต่างกันอย่างไร ควรมองให้ลึกถึงระดับความบกพร่องทางร่างกาย ความพร้อม
สภาพจิตใจของเด็กพิเศษ เพื่อการวิเคราะห์จะได้ง่ายขึ้น อย่างเช่น เด็กดาวน์ซินโดรม กับเด็กปกติ
ก็ควรดูว่า เค้ามีความบกพร่องระดับไหน และจะเทียกับเด็กปกติได้อย่างไร ......ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณครับสำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จาคุณ JJYL