แนวคิดใหม่ จุดประกายความคิด ไม่ปิดกั้นการแสดงออก

           การศึกษาจากสวีเดนพบ ผู้ชายที่เก็บกดความโกรธไว้ ไม่แสดง (express) ออกมาเลย แม้จะได้รับการปฏิบัติอย่างไม่ดีในที่ทำงาน เช่น มีเจ้านายหน้าเนื้อใจเสือ ฯลฯ เพิ่มเสี่ยงโรคหัวใจ 2 เท่า

           การศึกษาทำในลูกจ้าง (employees) ผู้ชายอายุเฉลี่ย 41 ปี 2,755 คนในสตอคโฮล์ม ติดตามไป 6 ปีจนถึงอายุเฉลี่ย 47 ปี

           ผลการศึกษาพบว่า ผู้ชายที่ตอบสนองต่อความโกรธด้วยการเดินหนี (walk away), ปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่บ่นสักคำ (let things pass without saying anything) มีความเสี่ยงโรคหัวใจกำเริบ (heart attack) หรือตายจากโรคหัวใจเพิ่มเป็น 2 เท่าส่วนคนที่มีอาการทางกายออกมา เช่น ปวดหัว (headache), ปวดท้อง (stomachache) ฯลฯ หรือไปหงุดหงิดที่บ้าน (bad temper at home) ไม่เพิ่มเสี่ยงอาการเจ็บหน้าอกจากโรคหัวใจ (heart ache) หรือโรคหัวใจ

            กลไกที่เป็นไปได้ คือ ความโกรธ (anger) ที่ไม่ถูกปลดปล่อย หรือไม่มีทางระบาย มีแนวโน้มจะทำให้เกิดความตึงเครียด (tensions) ทางกายไปนาน เช่น ทำให้เกิดความเครียดเรื้อรัง นอนไม่หลับ นอนหลับๆ ตื่นๆ ฯลฯ

           หรือทำให้ความดันเลือดสูง ทั้งแบบชั่วคราวและเรื้อรัง ซึ่งทำให้ระบบหัวใจ-หลอดเลือดเสื่อมสภาพเร็วขึ้น

          อ.ดร.คอนชทานซ์ ลายน์เวเบอร์ กล่าวว่า ผู้ชายมีจุดอ่อนในการแสดงออกมากกว่าผู้หญิงหลายอย่าง เช่น ร้องไห้ ฯลฯ ได้ยากกว่า ทำให้ความโกรธส่งผลกระทบต่อผู้ชายค่อนข้างมาก โดยเฉพาะคนที่มีเจ้านาย หรือหัวหน้าร้ายๆ

          ทางออกที่พอจะช่วยได้ คือ การหาทางระบายออกไป เช่น กล้าที่จะระบายความรู้สึกกับเพื่อนๆ, คนที่บ้าน, สัตว์เลี้ยง (เช่น น้องหมา น้องแมว ฯลฯ) อย่างสร้างสรรค์ เช่น ไม่ไปหงุดหงิด ทว่า... กล้าที่จะเล่าสถานการณ์ และบอกว่า สถานการณ์แบบนี้เรารู้สึกเครียด

         การกล้าพูดว่า เราเครียดในสถานการณ์ใดมีส่วนช่วยลดความเครียดด้วย ช่วยให้เราได้เปิดใจออกมา ไม่เก็บกดมากจนเกินไป (ควรพูดกับคนที่ไว้ใจได้หรือพูดกับสัตว์เลี้ยง ไม่ใช่พูดไปเรื่อยกับคนที่ไม่ควรไว้วางใจ)

         การออกแรง-ออกกำลังเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็น "แบบเหนื่อยๆ" เช่น วิ่ง เดินเร็ว ขึ้นลงบันได ฯลฯ หรือแบบตะวันออก เช่น โยคะ ไทเกก-ไทชิ รำกระบองชีวจิต ฯลฯ มีส่วนช่วยลดความเครียดได้

         และถ้าเป็นไปได้... การฝึกเจริญสติมีส่วนช่วยให้คนเรา "รู้จัก" และ "จัดการ" กับความเครียดได้ดีขึ้นมาก ดังมีการใช้วิธีนี้ไปใช้ในการรักษาโรคซึมเศร้าที่อังกฤษ

        ถึงตรงนี้... ขอให้พวกเรามีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ

ที่มา : บ้านหมอ