การวิจัย(research) เป็นกระบวนการศึกษาค้นคว้าหาข้อความจริงหรือปรากฏการณ์ตามธรรมชาติตามระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์และมีจุดมุ่งหมายที่แน่นอน เพื่อให้ได้มาถึงความรู้ที่เชื่อถือได้ โดยนำผลการวิจัยมาเป็นหลักการ ทฤษฎีและกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ดังนั้น กระบวนการวิจัยจึงเป็นวิธีแสวงหาความรู้เพื่อสร้างองค์ความรู้ขึ้นมาใหม่ ซึ่งผลการวิจัย สามารถเสนอในรูปรายงานผลการวิจัย วิทยานิพนธ์ ภาคนิพนธ์หรือการค้นคว้าอิสระ(Independent Study : IS) ฯลฯ
1.1 การศึกษาค้นคว้าเพื่อหาความรู้ใหม่
การแสวงหาความรู้ของมนุษย์ ได้วิวัฒนาการด้วยวิธีการต่าง ๆ มาโดยลำดับ ทั้งนี้ เพื่อ
พัฒนาการดำรงชีวิตตนได้ดีขึ้น จึงทำให้มนุษย์สนใจที่จะศึกษาค้นคว้าหาความรู้หรือความจริงของมนุษย์ที่เป็นอยู่ในสังคม ซึ่งแสวงหาความรู้ได้หลายวิธีด้วยกัน โดยแต่ละวิธีที่ได้มาซึ่งความรู้นั้น ก็เป็นไปตามยุคและสมัยนั้น ๆ ดังเช่น
1) การได้ความรู้มาโดยบังเอิญ (By Chance) เป็นการได้รับความรู้และความจริงมาโดยไม่ได้ตั้งใจ
2) การได้รับความรู้มาโดยลองผิดลองถูก (By Trial Error) ซึ่งเป็นการเรียนรู้โดยวิธีการทดลองหลายๆวิธี หากวิธีได้ผลก็จดจำไว้ในโอกาสต่อไป
3) การได้รับความรู้มาโดยผู้นำกลุ่มโดยสังคม เป็นการได้รับความรู้มาจากผู้นำในชุมชน เช่น ผู้มีชื่อเสียงหรือนักบวช หรือเจ้าเข้าทรง
4) การได้รับความรู้มาโดยผู้เชี่ยวชาญ (By Expert) ซึ่งเป็นการได้รับความรู้มาจากผู้ เชี่ยวชาญหรือนักปราชญ์ เช่น
(1) อริสโตเติล (Aristotle) เป็นผู้คิดแสวงหาความรู้ โดยอาศัยหลักของเหตุผล (Syllogistic Reasoning) ซึ่งเป็นวิธีอนุมาน (Deductive Method) เพราะเป็นวิธีหาความรู้เชิงเหตุผลระหว่างข้อเท็จจริงใหญ่ กับข้อเท็จจริงย่อยแล้วสรุปผลแต่การสรุปดังกล่าวหากข้อเท็จจริงใหญ่ผิดก็จะทำให้ข้อสรุปคลาดเครื่อนไปด้วย
(2) ฟรานซิส เบคอน (Francis Bacon) เป็นผู้คิดแสวงหาความรู้โดยวิธีอุปมาน (Inductive Method) ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนคือ
- ขั้นเก็บรวบรวมข้อมูล หรือข้อเท็จจริงย่อย
- ขั้นวิเคราะห์ข้อมูลโดยทดลองความสำคัญระหว่างข้อเท็จจริงย่อยเหล่านั้น
- ขั้นการสรุปผลการวิเคราะห์
5) การได้มาซึ่งความรู้ในปัจจุบัน เป็นการแสวงหาความรู้ โดยวิธีอนุมานและอุปมาน ( Deductive and Inductive ) กล่าวคือ ใช้วิธีอนุมานในการคาดคะเนคำตอบหรือการตั้งสมมุติฐาน จากนั้นนำวิธีอุปมานใช้ในการรวบรวมข้อมูล เพื่อทดสอบสมมุติฐาน ว่าเป็นไปตามที่คาดคะเนไว้หรือไม่จากนั้นก็สรุปผลที่ได้ ดังนั้น การแสวงหาความรู้ดังกล่าว สามารถจำแนกออกได้เป็น 5 ขั้นตอน คือ
(1) ขั้นการกำหนดปัญหา (Problem)
(2) ขั้นการตั้งสมมติฐาน (Hypothesis)
(3) ขั้นการรวมรวมข้อมูล (Data Collection)
(4) ขั้นการวิเคราะห์ข้อมูล (Analysis)
(5) ขั้นการสรุปผล (Conclusion)
โดยขั้นตอนทั้ง 5 เรียกว่าเป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์และเป็นหลักในการวิจัย ซึ่งเป็นวิธีที่
สามารถช่วยให้ได้ความรู่และความจริงที่เชื่อถือได้ ดังนั้น การวิจัยในยุคปัจจุบันจึงเป็นที่นิยมใช้ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ดังนั้น ผลการวิจัย จึงนำมาใช้เป็นหลักการ ทฤษฎี และ กฎ ตามความเข้มข้น
1.2 การนำผลการวิจัยมาใช้ในการค้นคว้าอิสระ
การค้นคว้าอิสระ(Independent Study) เป็นการเลือกศึกษาค้นคว้าจากเอกสาร หน่วยงานหรือองค์กรต่าง ๆ หรือการค้นคว้าวิจัยในเรื่อง/ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ที่เลือกเรียน แผน ข. โดยการศึกษาค้นคว้าหรือการวิจัย จะต้องเป็นหัวเรื่องที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารหลักสูตรและดำเนินการจนกระทั่งได้ผลครบถ้วนตามกระบวนการ และเสร็จสิ้นสมบูรณ์ตามข้อกำหนด เพื่อขออนุมัติรับปริญญาระดับมหาบัณฑิต
การเลือกเรียนแผน ข. ที่กำหนดไว้ในหลักสูตรระดับบัณฑิตฯศึกษา(ปริญญาโท) โดยให้นักศึกษาทำ”การค้นคว้าอิสระ” ซึ่งขั้นตอนและกระบวนการทำการศึกษาค้นคว้าอิสระ หากเป็นการทำวิจัยจะมีลักษณะเหมือนกับการทำวิทยานิพนธ์ทุกขั้นตอน แต่ความเข้มข้นในการสอบปกป้อง(Defense) และความลุ่มลึกในเนื้อหาจะลดลงตามจำนวนหน่วยกิตที่กำหนดไว้ ทั้งนี้เพราะการค้นคว้าอิสระ มี 6 หน่วยกิต ส่วนวิทยานิพนธ์ มี 12 หน่วยกิต และหน่วยกิตของดุษฎีนิพนธ์ระดับปริญญาเอก มี 36 หน่วยกิต จึงทำให้ความเข้มข้นและลักษณะการลุ่มลึกเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่า ดังนั้น การทำ”การค้นคว้าอิสระ” จึงต่างจากวิทยานิพนธ์ ดังนี้
1) ขนาดของตัวอย่าง(Sample Size) อาจมีขนาดหรือจำนวนน้อยกว่าการทำวิทยานิพนธ์
2) การใช้สถิติวิเคราะห์ข้อมูล มีความซับซ้อนหรือมีระดับไม่เท่ากับการทำวิทยานิพนธ์
3) การทบทวนเอกสาร เช่น แนวคิด/ทฤษฎีและผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องไม่ลึกซื้อมากนัก
4) ที่ปรึกษาและกรรมการสอบปกป้องฯ มีจำนวนน้อยกว่ากรรมการของวิทยานิพนธ์
ฉะนั้นการทำ”การค้นคว้าอิสระ”ระดับบัณฑิตศึกษาจึงเหมาะสำหรับนักศึกษาที่ทำงาน
ในสถานประกอบการที่ไม่ใหญ่โตหรือมีประชากรไม่มากนักและสถานประกอบการธุรกิจบางแห่งไม่สามารถจะเปิดเผยข้อมูลได้ทั้งหมดเพราะหากข้อมูลถูกเปิดออกไปยังคู่แข่งขันอาจเสียเปรียบในเชิงกลยุทธ์การแข่งขันทางธุรกิจ
1.3 ความสำคัญของการค้นคว้าอิสระ
1) การค้นคว้าอิสระ เป็นผลงานที่เป็นรูปธรรมในระดับบัณฑิตศึกษาเพราะการค้นคว้าอิสระ ถ้าทำเป็นรายบุคคลแล้วจะเป็นเครื่องชี้ให้เห็นถึงความวิริยะอุตสาหะและความรอบรู้ เป็นเครื่องยืนยัน
และตรวจสอบความเป็นมหาบัณฑิตได้อย่างภาคภูมิของผู้ที่ลงมือทำด้วยตนเองอย่างแท้จริง
2) การค้นคว้าอิสระ เป็นเครื่องบ่งชี้คุณสมบัติและคุณภาพของผู้สำเร็จการศึกษาระดับบัณฑิต
ศึกษาของมหาวิทยาลัยฯ การค้นคว้าอิสระ ด้วยความเข้าใจอย่างถ่องแท้และลึกซึ้ง เป็นการแสดง
ถึงความสามารถในการทำเอง จึงนับว่ามีความสำคัญไม่น้อยของความเป็นมหาบัณฑิต
3) การค้นคว้าอิสระเป็นสิ่งสำคัญในการเสริมสร้างความรู้และความสามารถอันเป็นคุณสมบัติ
ที่พึงประสงค์ของคณะและมหาวิทยาลัยฯ โดยผ่านกระบวนการทำวิจัย ซึ่งมีองค์ประกอบและขั้นตอนการปฏิบัติที่ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์และกระบวนการวิจัยได้สร้างเสริมความสามารถ
หลายประการ เช่น ทำให้นักศึกษามีความสนใจใฝ่รู้และติดตามความเคลื่อนไหวทางวิชาการอย่าง
ต่อเนื่อง การศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง และสามารถในการวิเคราะห์และวิภาษณ์ วิจารณ์ เป็นต้น
1.4 การค้นคว้าอิสระที่มีคุณภาพ
คุณภาพและมาตรฐานของการค้นคว้าอิสระ เป็นสิ่งที่แสดงความเข้มแข็งทางวิชาการของคณะกรรมการบริหารหลักสูตรฯ ที่จัดการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ซึ่งแสดงให้เห็นความสามารถและความประณีตของนักศึกษาผู้จัดทำ โดยลักษณะของการค้นคว้าอิสระที่มีคุณภาพ ประกอบด้วย
1) เป็นงานวิจัยที่มีคุณภาพ กล่าวคือ ควรเป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน โดยใช้
ระเบียบวิธีวิจัยที่เหมาะสมและเชื่อถือได้ โดยเครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลมีคุณภาพสูง กลุ่มตัวอย่างเป็นตัวแทนที่ดีของประชากร การเก็บรวบรวมข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูลการดำเนินการอย่างถูกต้องเหมาะสม ผลการวิจัยสามารถตอบคำถามได้อย่างครบถ้วนครอบคลุมทุกประเด็น นอกจากนี้ผลการวิจัยต้องมีประโยชน์และทำการพัฒนาเชิงวิชาการหรือพัฒนาหน่วยงานของตน
2) รูปเล่มของการค้นคว้าอิสระ ควรมีรูปเล่มที่ได้มาตรฐานคงทน ประณีต ซึ่งจะเห็นได้
จากการพิมพ์ที่ประณีตเป็นระเบียบถูกต้องตามข้อกำหนด และสะอาด เนื้อในและปก กระดาษที่ใช้พิมพ์มีคุณภาพดีตรงตามข้อกำหนด หรือดีกว่าข้อที่กำหนดไว้ การเข้าเล่ม พิถีพิถัน ไม่หลุดง่าย การตัดขอบเรียบไม่ขรุขระและไม่มีส่วนขอบของหน้าใด ๆ ในเล่มยื่นล้ำออกมา เป็นต้น
3) ความยาวของการค้นคว้าอิสระ ที่ดีควรมีความยาวที่เหมาะสมไม่ยาวหรือสั้นเกินไป
ข้อความทั้งหมดในการค้นคว้าอิสระที่แสดงความสามารถของผู้เขียนที่ใช้ภาษา กะทัดรัดและทำให้
ผู้อ่านเข้าใจได้ดี โดยส่วนประกอบต่าง ๆ ของการค้นคว้าอิสระที่มีคุณภาพควรมีความสมดุลกัน ปรกติ ส่วนเนื้อความควรเป็นส่วนที่มีความยาวมากที่สุด บทต่าง ๆ เป็นส่วนประกอบของเนื้อความต้องมีความยาวที่สมดุลกัน เช่น บทนำ ไม่ควรยาวกว่าตัวเรื่อง ขณะที่บทสรุปควรสั้น กะทัดรัด สมกับเป็นการสรุปบทที่กล่าวถึง”เอกสารและผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง” ไม่ควรคัดลอกกันยาวเกินไป ควรมีการสังเคราะห์และสรุปสาระให้สั้น กระชับ แต่ยังคงใจความสำคัญไว้ และภาคผนวก ควรนำเฉพาะที่สำคัญ เช่น แบบสอบถาม ตัวอย่างผลการวิเคราะห์ และประวัติผู้วิจัย เป็นต้น
4) การเขียนรายงานฯ แม้ว่าจะมีความเข้มข้นและลุ่มลึกน้อยกว่าวิทยานิพนธ์ แต่ก็ไม่ได้
หมายความว่า ข้อความต่าง ๆ จะปล่อยประละเลยความสำคัญไป ทั้งนี้ เพราะการค้นคว้าอิสระ เป็นเอกสารทางวิชาการ ภาษาที่ใช้เขียนในเล่มการค้นคว้าอิสระ ต้องเป็นภาษาเขียน ไม่ใช่ภาษาพูด ภาษาแสลง หรือสำนวนโวหาร ยกเว้นเมื่อต้องการนำข้อความอ้างอิงเท่านั้นการสื่อความหมายที่ถูกต้อง ชัดเจน เป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้น คำ วลี ประโยค ที่ใช้เขียนต้องมั่นใจในความถูกต้อง ทั้งความหมาย และสะกดการันต์ ผู้เขียนภาคนิพนธ์จึงควรมีพจนานุกรมทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษไว้ตรวจสอบความถูกต้อง ในระหว่างการเขียนและพิมพ์ของการค้นคว้าอิสระอยู่เสมอ นอกจากนั้นประโยคและข้อความที่เรียบเรียงในการค้นคว้าอิสระ จะต้องมีความต่อเนื่องราบรื่นและอ่านง่าย แต่มีข้อความกะทัดรัด ขณะที่ยังคงความสมบูรณ์ของเนื้อหาและความหมายอย่างครบถ้วนสมบูรณ์
1.5 จรรยาบรรณของนักวิจัย
กระบวนการทำวิจัย ที่นำมาใช้ในทุกประเภทของการวิจัย ซึ่งบางเรื่องบางระดับจะมีความลุ่มลึกมาก เช่น การวิจัยที่ใช้ในระดับปริญญาเอก หรือการทำวิจัยเพื่อใช้ในการค้นคว้าอิสระหรือวิทยานิพนธ์ โดยผู้ทำวิจัยจะต้องมีจรรยาบรรณของการเป็นนักวิจัยอยู่เสมอ ทั้งนี้เพื่อเป็นหลักเกณฑ์สร้างความน่าเชื่อถือในขั้นตอนต่าง ๆ หรือการปฏิบัติตามระเบียบ เพราะการทำวิจัยเป็นวิชาการฯ จึงจำเป็นจะต้องคำนึงถึงคุณธรรมจริยธรรมและ”จรรยาบรรณ”ในการทำตามกระบวนการวิจัยฯ
จากเหตุผลดังกล่าว ทางสภาวิจัยแห่งชาติจึงกำหนดจรรยาบรรณนักวิจัยไว้เป็นแนวทางสำหรับนักวิจัยให้ยึดถือปฏิบัติ 9 ประการ ดังนี้
- 1. นักวิจัยต้องซื่อสัตย์และมีคุณธรรมในการวิชาการและการจัดการ นักวิจัยต้องมีความ
ซื่อสัตย์ต่อตนเองไม่นำผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตน ไม่ลอกเลียนงานของผู้อื่น ต้องให้เกียรติ
และมีความเป็นธรรมเกี่ยวกับผลประโยชน์ที่ได้จากการวิจัย
2. นักวิจัยต้องตระหนักถึงพันธกรณีในการทำวิจัย ตามข้อตกลงที่ทำไว้กับหน่วยงานที่สนับสนุนการวิจัย และต่อหน่วยงานที่ตนสังกัด นักวิจัยต้องปฏิบัติตามพันธกรณีและข้อตกลงการวิจัยที่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันอุทิศเวลาทำงานวิจัยให้ได้ผลดีที่สุดและเป็นไปตามกำหนดเวลา มีความรับผิดชอบไม่ละทิ้งงานระหว่างดำเนินการ
3. นักวิจัยต้องมีพื้นฐานความรู้ในสาขาวิชาการที่ทำวิจัย นักวิจัยต้องมีพื้นฐานความรู้ในสาขาวิชากากรที่ทำวิจัยอย่างเพียงพอ และมีความรู้ความชำนาญ หรือมีประสบการเกี่ยวเนื่องกับเรื่องที่ทำวิจัย เพื่อนำไปสู่งานวิจัยที่มีคุณภาพ และเพื่อป้องกันปัญหาการวิเคราะห์ การตีความหรือการสรุปที่ผิดพลาด อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่องานวิจัย
4. นักวิจัยมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ศึกษาวิจัย ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่มีชีวิต นักวิจัยต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบระมัดระวัง และเที่ยงตรงในการทำวิจัยที่เกี่ยวข้องกับคน สัตว์ พืช ศิลปวัฒนธรรม ทรัพยากร และสิ่งแวดล้อม มีจิตสำนึกและมีปณิธานที่จะอนุรักษ์สิลปวัฒนธรรม ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
5. นักวิจัยต้องเคารพศักดิ์ศรี และสิทธิของมนุษย์ที่ใช้เป็นตัวอย่างในการวิจัย นักวิจัยต้องไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ทางวิชาการจนละเลยและขาดความเคารพในศักดิ์ศรีของเพื่อนมนุษย์ต้องถือเป้นภาระหน้าที่ที่จะอธิบายจุดมุ่งหมายของการวิจัยแก่บุคคลที่เป็นกลุ่มตัวอย่างโดยไม่หลอกลวง หรือบีบบังคับ และไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล
6. นักวิจัยต้องมีอิสระทางความคิด โดยปราศจากอคติในทุกขั้นตอนของการทำวิจัย นักวิจัยต้องมีอิสระทางความคิดต้องตระหนักว่า อคติส่วนตน หรือความลำเอียงทางวิชาการ อาจส่งผลให้มีการบิดเบือนข้อมูลและข้อค้นพบทางวิชาการ อันเป็นเหตุให้เกิดผลเสียหายต่องานวิจัย
7. นักวิจัยพึงนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในทางที่ชอบ นักวิจัยพึงเผยแพร่ผลงานวิจัยเพื่อประโยชน์ทางวิชาการและสังคม ไม่ขยายผลข้อค้นพบจนเกินความเป็นจริง และไม่ใช้ผลงานวิจัยไปในทางที่มิชอบ
8. นักวิจัยพึงเคารพความคิดเห็นทางวิชาการของผู้อื่น นักวิจัยพึงมีใจกว้าง พร้อมที่จะเปิดเผยข้อมูลและขั้นตอนการวิจัย ยอมรับฟังความคิดเห็นและเหตุผลทางวิชาการของผู้อื่นและพร้อมที่จะปรับปรุงแก้ไขงานวิจัยของตนให้ถูกต้อง
- 9. นักวิจัยพึงมีความรับผิดชอบต่อสังคมทุกระดับ นักวิจัยพึงมีจิตสำนึกที่จะอุทิศกำลัง
สติปัญญาในการทำวิจัย เพื่อความก้าวหน้าทางวิชาการ เพื่อความเจริญและประโยชน์สุขของสังคม
และมวลมนุษยชาติ
งานนิพนธ์ กับการค้นคว้าอิสระ มีความเหมือน หรือต่างกัน อย่างไรบ้างครับ
ขออนุญาตถามอาจารย์วารุณีก่อนนะครับ
คิดว่า ถ้าเรากินน้ำพริกแล้วติดใจ ก็เลยอยากรู้ว่าน้ำพริกมีส่วนประกอบอะไรบ้าง ก็ไปศึกษาส่วนประกอบของน้ำพริก ...เป็นการค้นคว้าอิสระ แต่ถ้าลึกกว่านั้น เราต้องไปศึกษาว่าส่วนประกอบแต่ละส่วนต้องใส่ในอัตราส่วนเท่าไหร่ ต้องใส่ตอนไหน ต้องตำน้ำพริกโดยใช้ความเร็วรอบในการตำเท่าไหร่เป็นระยะเวลานานเท่าไหร่ .... เป็นงานนิพนธ์ (งงกว่าเดิมหรือเปล่า ???)
ยิ่งอ่านของน้องทิตแล้วยิ่งงงงงงงงง.... แต่ยังงัยก็ฝากความระลึกถึงท่าน อ.วารุณี ด้วยครับ จากใจจริง
คความหมายของงานนิพนธ์และวิทยานิพนธ์
โดยทั่วไปงานนิพนธ์และวิทยานิพนธ์มีลักษณะใกล้เคียง และมีความหมายด้านเอกสารทางวิชาการที่เรียบเรียงขึ้นจากการศึกษาค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเองอย่างกว้างขวางและลึกซึ้ง เพื่อฝึกให้ใช้ความคิดอย่างมีเหตุผล กอร์ปกับฝึกความสามารถในการใช้ภาษาในการรวบรวมเรียบเรียบความรู้อย่างมีระบบ ซึ่งทำให้ผู้ศึกษาได้รับความรู้ ความคิด การสร้างสรรค์และมีความสามารถสูงกว่าการได้รับการศึกษาจากตำราเล่มเดียว หรือจากผู้สอนเพียงท่านเดียวหรือบางท่านด้วยเหตุนี้วิทยาลัยพาณิชยศาสตร์จึงตระหนักถึงความสำคัญนี้
การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองของผู้เรียนนั้นแบ่งออกเป็น 3 ประเภททั่วไปได้แก่ รายงาน งานนิพนธ์และวิทยานิพนธ์
1. รายงาน (Report) คือ เอกสารทางวิชาการที่เรียบเรียงและรวบรวมขึ้นจากการศึกษาค้นคว้าเรื่องใดโดยเฉพาะเพื่อใช้ในการเสริมความรู้ ทักษะและความรอบรู้เฉพาะเจาะจงในรายวิชาที่กำลังศึกษาอยู่ ซึ่งผู้บรรยายอาจกำหนดหัวข้อให้ทำรายงานเป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่มตามความเหมาะสมกับสถานการณ์ภายในเวลาการบรรยาย
2. งานนิพนธ์ (Baby-thesis) คือ เอกสารหรือรายงานทางวิชาการที่เป็นกิจกรรมหนึ่ง ในการศึกษาและการประเมินผลการศึกษา หรืออาจหมายถึงรายงานทางวิชาการที่ครอบคลุมสัมพันธ์กับเนื้อหาทั้งหมดของวิชาที่เรียน เกี่ยวข้องกับปัญหาสำคัญด้านใดด้านหนึ่งที่ยังมิได้ศึกษาพิจารณาอย่างละเอียดลึกซึ้ง และผู้สอนมอบหมายให้นักศึกษาทำการค้นคว้าเพิ่มเติม โดยมุ่งหวังให้ผู้ศึกษาสามารถค้นคว้าหาข้อมูลจากแหล่งวิชาการต่างๆ และแสดงความคิดเป็นของตนเองที่ได้ศึกษาค้นคว้ามาอย่างชัดเจน ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ งานนิพนธ์อาจไม่จำเป็นต้องแสดงความคิดริเริ่มในการค้นคว้าวิจัย ซึ่งต่างจากลักษณะของวิทยานิพนธ์
จากคำจำกัดความดังกล่าว อาจสรุปลักษณะสำคัญของงานนิพนธ์ให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้นดังนี้
(1) เป็นเอกสารรายงานผลการศึกษาประเด็นปัญหาใดปัญหาหนึ่งที่มีความชัดเจน มีขอบเขตการศึกษาที่แน่นอน
(2) มีการกำหนดกรอบแนวคิด ทฤษฎีและ/หรือผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ซึ่งนำมาสู่รูปแบบการวิเคราะห์ปัญหา
(3) มีการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบ เพื่อสนับสนุนหรือโต้แย้งประเด็นที่กำหนดขึ้น (ผู้ศึกษาอาจนำมา
วิเคราะห์โดยวิธีการทางสถิติหรือทางตรรกศาสตร์ ข้อมูลดังกล่าวอาจเป็นข้อมูลปฐมภูมิหรือทุติยภูมิ)
(4) มีข้อสรุปและข้อเสนอแนะที่ชัดเจนแต่ละประเด็นของปัญหาและวัตถุประสงค์ในการศึกษา
(5) มีเอกสารอ้างอิงประกอบอย่างหนักแน่นต่อการศึกษาค้นคว้าตามรูปแบบการอ้างอิงทางวิชาการ ที่จะต้องใช้รูปแบบเดียวกันตลอดเล่ม
(6) มีบทคัดย่อ
3. วิทยานิพนธ์ (Thesis) คือ เอกสารทางวิชาการที่เรียบเรียงจากการศึกษาค้นคว้าวิจัยข้อ
เท็จจริงอย่างละเอียด ลึกซึ้ง รอบคอบ ตามลำดับขั้นตอนของการวิจัย ประกอบด้วยข้อสมมติฐาน (ถ้ามี) ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถของผู้ศึกษาในการรวบรวม เพื่อนำมาใช้ประโยชน์เกี่ยวข้องกับหัวข้อการค้นคว้าวิจัย ความสามารถในการเลือกใช้ข้อมูลอย่างมีคุณค่าและความสามารถในการจัดระบบข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลและเรียบเรียบข้อมูลเป็นรายงานอย่างถูกต้องชัดเจน โดยเน้นที่ผู้ศึกษาจะต้องแสดงความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ประกอบในรายงาน มุ่งฝึกฝนให้นักศึกษารู้จักวิธีการศึกษาค้นคว้าด้วยเหตุผล มีระเบียบ สามารถใช้ภาษาไทยได้รัดกุมและถูกต้อง
ลักษณะสำคัญของวิทยานิพนธ์ นอกจากมีลักษณะใกล้เคียงกับงานนิพนธ์แล้ว วิทยานิพนธ์ยังมีลักษณะพิเศษเพิ่มขึ้นอีก ดังนี้คือ
(1) มีการกำหนดกรอบแนวความคิด ทฤษฎี และ/หรือผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ซึ่งนำมาสู่รูปแบบการวิเคราะห์ปัญหาต้องมีการทบทวนวิเคราะห์และสังเคราะห์วรรณกรรมหรือแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย
(2) มีการกำหนดสมมติฐานหรือต้นแบบหรือข้อเสนอแนะ ที่สามารถใช้เป็นเครื่องกำหนดแนวในการศึกษาค้นคว้าเพื่อนำข้อมูลที่จัดเก็บรวบรวมอย่างเป็นระบบมาพิสูจน์การสนับสนุนหรือโต้แย้งทฤษฎีที่ใช้เป็นกรอบความคิดในการศึกษาสำหรับกรณีที่มีการโต้แย้งควรจะมีการนำเสนอแนวคิดหรือตัวแปรใหม่ๆ ที่น่าจะเกี่ยวข้องเพื่อการศึกษาวิจัยต่อไป ทั้งนี้เพื่อการเผยแพร่เป็นความรู้ในเชิงวิชาการและควรจะเป็นเรื่องที่ศึกษาขึ้นใหม่ หรือต่อเติมในส่วนที่ยังมิได้มีการศึกษาให้กระจ่างแล้ว
(3) การสร้างเครื่องมือเครื่องใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลสามารถสร้างความแม่นตรง (validity) และความเชื่อถือได้ (reliability) สำหรับข้อมูลในกรณีที่เป็นการใช้ข้อมูลจากแหล่งทุติยภูมิต้องเป็นข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ การเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นที่ยอมรับและน่าเชื่อถือเป็นข้อมูลที่เลือกสรรตรงประเด็นศึกษา (verify) สมมติฐานหรือข้อเสนอในลักษณะการวิเคราะห์อย่างมีระเบียบ
พี่เคยบอกแล้วว่าพี่สวยตั้งแต่เกิด