คนดูแลคนไข้เบาหวาน ความดันเลือดสูงที่ดีที่สุด คือ คนไข้และคนในครอบครัวค่ะ

เรื่องเล่าเรื่องนี้มาจากคนดังคนหนึ่งใน G2K แห่งนี้ เล่ากันไว้เมื่อครั้งที่เขาพาตัวเองมาช่วยฉันในกิจกรรมตลาดนัดภาคใต้ฯ หลังครั้งแรกที่เราได้เจอหน้ากันแบบตัวเป็นๆในครั้งที่เกิดงานเฮฮาศาสตร์ ๘ ที่กระบี่ในเดือนเมษายน

ก่อนเริ่มต้นของการเล่าเรื่อง บังวอญ่าของเราได้รับการติวเข้มก่อนเพื่อนจากครูใหญ่ (อาจารย์วัลลา) การติวเข้มนี้มิได้เกิดจากความเห็นว่าบังเล่าเรื่องไม่ได้เรื่องหรอกนะคะ แต่เป็นติวเข้มที่มีบังทำหน้าที่เป็นครูสอนพวกเราทีมงานในบทเรียนการฝึกถอดบทเรียนรู้ค่ะ

คนทั่วไปมักจะเข้าใจว่าการดูแลคนไข้เบาหวาน-ความดันโลหิตสูงนั้น มีแต่หมอ พยาบาลเท่านั้นที่เป็นทีมงานดูแลได้  วิธีคิดอย่างนี้เป็นเรื่องของการด่วนสรุปตามความคุ้นชินซะมากกว่านะคะ บัดเดี๋ยวนี้ถ้าจะไม่ให้เชย ควรคิดใหม่และทำใหม่กันได้แล้ว ฝืนความคุ้นชินเกี่ยวกับความเชื่อข้างบนนั้นซะก่อนค่ะ

คนดูแลคนไข้เบาหวาน ความดันเลือดสูงที่ดีที่สุด คือ คนไข้และคนในครอบครัวค่ะ

หมอที่เก่งที่สุด คือ ตัวคนไข้เอง  คนรอบตัวคนไข้คือหมอที่เก่งรองลงมา

งานนี้หมอ พยาบาล หรือเจ้าหน้าที่ภาคสาธารณสุขอย่างพวกฉัน เป็นแค่ "ผู้ช่วยเหลือคนไข้" เท่านั้นเอง ไม่ใช่หมอหลักแต่อย่างใดเลย

ที่กล่าวอย่างนี้ก็เพราะว่า เบาหวาน ความดันสูงนั้น มีฐานของการเกิดโรคจากฐานสังคม มิใช่โรคที่เกิดเองตามธรรมชาติค่ะ

ชักจะออกนอกเรื่องไปหน่อยแล้ว ขอเลี้ยวกลับมาที่เรื่องเล่าของบังวอญ่าดีกว่านะคะ

มาเร็วๆมานั่งล้อมวงร่วมกันอ่าน เรื่องราวจากร.พ.ปากพะยูนค่ะ นำเสนอโดยบังวอญ่า หน้าตาดีค่ะ

"ปกติเวลาทำงานของผมจะเป็นช่วงเวลาที่คนอื่นเขายังอยู่บนที่นอนกัน วันหนึ่งในตอนเช้ามืด ผมเข้างานเวรดึกที่ห้องทำบัตร รุ่งเช้าของวันนั้นจะมีคลินิกเบาหวาน-ความดันโลหิตสูง แล้วก็มีผู้หญิงคนหนึ่ง มายื่นบัตรขอประวัติไปตรวจ

ผมจำได้ว่าเธอคนนี้ มาตรวจบ่อยมากทีเดียว  ก็ทักทายซักถามเธอไปว่า.....เป็นอะไรหรือจึงมาตรวจบ่อยๆ จึงได้รู้ว่าเธอเป็นความดันโลหิตสูง มารับยาจากร.พ.และกินตามที่สั่งมาตลอด แต่ความดันก็ไม่ลดลงสักที

ผมนึกไปว่าอาจจะมีเรื่องอื่นซ่อนอยู่ก็ได้ เลยถามออกไปว่า.......มีเรื่องอะไรทุกข์ร้อน...ไม่สบายใจหรือเปล่า....ผางเลยด้วยคำตอบที่เธอตอบกลับมา...เธอบอกว่า....นอนไม่หลับ จึงมาให้หมอหาสาเหตุให้

ผมได้คุยกับเธอบ่อยครั้งมาก แล้ววันหนึ่งเธอก็เล่าบางเรื่องให้ผมฟัง.....ฉันกลุ้มใจนิ มีที่ดินของฉันกำลังจะถูกยึด.....ผมสอบถามว่า....เรื่องราวเป็นยังไง..เธอบอกว่า...ที่ดินของเธอกำลังจะถูกแบ๊งค์ยึดไปขายทอดตลาด...เธอกลุ้มใจและเสียดายที่ดินมาก...แต่ก็ไม่มีเงินที่จะไปส่งหนี้ให้ธนาคาร....ถามไปคุยไป...ผมก็ฉุกคิดถึงทางออกของเธอขึ้นมาได้...ติดหนี้จำนวนสูง ที่ดินน่าจะมีราคาแพงนิ ถ้าหากว่าตัดขายบางส่วน น่าที่จะมีเงินเคลียร์หนี้ได้...แล้วยังได้ที่ดินคืนกลับมาทำกินด้วย....คิดได้ก็แนะนำเธอไปว่า...ให้แบ่งที่ดินออกขายบางส่วนซิ...ได้เงินแล้วก็เอาไปไถ่หนี้....

2-3 เดือนต่อมา เธอหายหน้าหายตาไป...แล้วจู่ๆวันหนึ่งเธอก็เดินเข้ามาในร.พ.อีกครั้ง...เธอแวะมาหาผม..ในมือหิ้วลองกองถุงใหญ่ติดมาด้วย.....เธอยื่นลองกองให้ผมและบอกผมว่า...ตั้งใจเอาลองกองมาฝาก....ตอนนี้ไปทำสวนอยู่....ที่ไม่มาร.พ.บ่อยๆแล้วนั้นเพราะว่า...เมื่อได้คำแนะนำจากผมแล้วเธอก็กลับไปทำตาม...ได้เงินมาแล้วก็เปลี่ยนอาชีพ...เดี๋ยวนี้นอนหลับได้แล้ว...ความดันเลือดก็ลดลงแล้ว...."

ลองถอดความรู้จากเรื่องของบังดูนะคะ ว่าได้เรียนอะไรจากเรื่องเล่าของบังบ้าง

ครูใหญ่ได้ถอดมุมมองเรียนรู้จากเรื่องของบังมาเรื่องหนึ่งว่า หากใส่ใจให้ความสังเกตแล้วละก็ ไม่ว่าใครที่ทำงานในร.พ.หรือที่ไหน สามารถช่วยให้คนไข้ดีขึ้นได้ทั้งนั้นเลย

นำเรื่องนี้มาเล่าแล้วคิดถึงบังวอญ่าขึ้นมาทันควัน เสียดายจริงที่เมื่อวานไม่เจอกันที่เมืองกรุงสักหน่อย คลาดกันได้ไม่น่าเลยนะคะ 

บังวอญ่าเป็นผู้เฒ่าที่ยังมีแรงแข็งแกร่งนัก ทั้งแรงกายและแรงใจเชียวนะขอบอก

21 พ.ย.2552