ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บางครั้งบางคราวมีสมัยที่โลกนี้พินาศ โดยล่วงไปช้านานเมื่อโลกกำลังพินาศอยู่ เหล่าสัตว์โดยมากย่อมเกิดในชั้นอาภัสสรพรม. สัตว์เหล่านั้นได้สำเร็จทางใจ มีปีติเป็นอาหารมีรัศมีในตัวเอง เที่ยวไปในอากาศ อยู่ในสถานที่สวยงาม ดำรงอยู่ในภพนั้นตลอดกาลช้านาน.....
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ๓
เรื่อง เอกัจจสัสสตทิฏฐิ ๔
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีวาทะว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ด้วยวัตถุ ๔ ก็สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้นอาศัยอะไร ปรารภอะไร จึงมีวาทะว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ด้วยวัตถุ ๔
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บางครั้งบางคราวมีสมัยที่โลกนี้พินาศ โดยล่วงไปช้านานเมื่อโลกกำลังพินาศอยู่ เหล่าสัตว์โดยมากย่อมเกิดในชั้นอาภัสสรพรม. สัตว์เหล่านั้นได้สำเร็จทางใจ มีปีติเป็นอาหารมีรัศมีในตัวเอง เที่ยวไปในอากาศ อยู่ในสถานที่สวยงาม ดำรงอยู่ในภพนั้นตลอดกาลช้านาน.....
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บางครังบางคราวมีสมัยที่โลกนี้กลับเจริญโดยล่วงไปช้านาน เมื่อโลกกำลังเจริญอยู่ ปรากฏว่าวิมานพรหมว่างเปล่า. ครั้งนั้น สัตว์ผู้ใดผู้หนึ่งจุติจากชั้นอาภัสสรพรหมเพราะสิ้นอายุหรือเพราะสิ้นบุญ ย่อมเข้าถึงวิมานพรหมที่ว่างเปล่า. แม้สัตว์ผู้นั้นก็ได้สำเร็จทางใจ มีปีติเป็นอาหาร มีรัศมีในตัวเอง เที่ยวไปในอากาศได้ อยู่ในสถานที่สวยงาม ดำรงอยู่ในภพนั้นตลอดชั่วกาลช้านาน เพราะสัตว์ผู้นั้นอยู่ในภพนั้นแต่ผู้เดียวเป็นเวลานาน จึงเกิดความกระสันดิ้นรนขึ้นว่า โอหนอ แม้สัตว์เหล่าอื่นก็พึงมาเป็นอย่างนี้บ้าง.....
ต่อมาสัตว์เหล่าอื่นก็จุติจากชั้นอาภัสสรพรหม เพราะสิ้นอายุหรือเพราะสิ้นบุญ ย่อมเข้าถึงพรหมวิมาน อันเป็นสหายของสัตว์ผู้นั้น. แม้สัตว์เหล่านั้นก็ได้สำเร็จทางใจ มีปีติเป็นอาหาร มีรัศมีในตัวเอง เที่ยวไปในอากาศได้ อยู่ในสถานที่สวยงาม ดำรงอยู่ในภพนั้นตลอดกาลช้านาน......
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาสัตว์เหล่านั้น สัตว์ที่เกิดก่อนมีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า เราเป็นพรหม เป็นมหาพรหม เป็นใหญ่ ไม่มีใครข่มได้ เห็นถ่องแท้ เป็นผู้ใช้อำนาจ เป็นอิสระ เป็นผู้สร้างเป็นผู้เนรมิต เป็นผู้ประเสริฐ เป็นผู้บงการ เป็นผู้มีอำนาจ เป็นบิดาของหมู่สัตว์ผู้เป็นแล้ว และกำลังเป็น(เกิดความคิดว่าตัวเองเป็นใหญ่เพราะเกิดก่อนครับ) สัตว์เหล่านี้เราเนรมิตขึ้น.
ข้อนั้นเพราะเหตุไร? เพราะเราได้มีความคิดอย่างนี้มาก่อนว่า โอหนอ แม้สัตว์เหล่าอื่นพึงมาเป็นอย่างนี้บ้าง. ความตั้งใจของเราเป็นเช่นนี้ และสัตว์เหล่านี้ก็ได้มาเป็นแล้วอย่างนี้....
แม้พวกสัตว์ที่เกิด(มาร่วม)ภายหลัง ก็มีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญนี้แลเป็นพรหม(เห็นตามเพราะเกิดมาเห็นท่านอยู่ก่อนท่านคงเป็นผู้สร้างเราให้เกิด)เป็นมหาพรหม เป็นใหญ่ ไม่มีใครข่มได้ เห็นถ่องแท้ เป็นผู้ใช้อำนาจ เป็นอิสระ เป็นผู้สร้าง เป็นผู้เนรมิต เป็นผู้ประเสริฐ เป็นผู้บงการ เป็นผู้มีอำนาจ เป็นบิดาของหมู่สัตว์ผู้เป็นแล้ว และกำลังเป็นพวกเราอันพระพรหมผู้เจริญองค์นี้เนรมิตแล้ว. ข้อนั้นเพราะเหตุไร?
เพราะพวกเราได้เห็นพระพรหมผู้เจริญองค์นี้ เกิดในที่นี้ก่อน ส่วนพวกเราเกิดมาภายหลัง(เหมือนอาวุโส-ภันเตเลยครับ)...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาสัตว์ที่เกิดก่อน มีอายุยืนกว่า มีผิวพรรณงามกว่า มีศักดิ์ใหญ่กว่า ส่วนสัตว์ที่เกิดภายหลังมีอายุน้อยกว่า มีผิวพรรณทรามกว่า มีศักดิ์น้อยกว่า.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เป็นฐานะที่จะมีได้ ที่สัตว์ผู้ใดผู้หนึ่ง จุติจากหมู่(พรหม) นั้นแล้วมาเป็น(มนุษย์)อย่างนี้ เมื่อมาเป็นอย่างนี้แล้ว ก็ออกจากเรือนบวชเป็นบรรชิต เมื่อออกจากเรือนบวชเป็นบรรชิตแล้ว อาศัยความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยการประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบแล้วสัมผัสเจโตสมาธิ อันเป็นเครื่องให้จิตตั้งมั่น ตามระลึกถึงขันธ์(ตัวเอง)ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้ เกินกว่านั้นระลึกไม่ได้...
เขากล่าวอย่างนี้ว่า ผู้ใดแลเป็นพรหมผู้เจริญ เป็นมหาพรหม เป็นใหญ่ ไม่มีใครข่มได้ เห็นถ่องแท้ เป็นผู้ใช้อำนาจ เป็นอิสระ เป็นผู้สร้าง เป็นผู้เนรมิต เป็นผู้ประเสริฐ เป็นผู้บงการ เป็นผู้มีอำนาจ เป็นบิดาของหมู่สัตว์ผู้เป็นแล้วและกำลังเป็น พระพรหมผู้เจริญใดเนรมิตพวกเรา พระพรหมผู้เจริญนั้น เป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน คงทน มีความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา จักตั้งอยู่เที่ยงเสมอไปอย่างนั้นทีเดียว.
ส่วนพวกเราที่พระพรหมผู้เจริญเนรมิตแล้วนั้น เป็นผู้ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน มีอายุน้อย มีความเคลื่อนเป็นธรรมดาจึงมา(เกิด)เป็นอย่างนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นฐานะที่ ๑ ที่สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง อาศัยแล้ว ปรารภแล้ว จึงมีวาทะว่าบางอย่างไม่เที่ยง บางอย่างเที่ยง.......
3. ไกรษร
เมื่อ ศ. 20 พ.ย. 2552 @ 11:00
#1686274 [ ลบ ]
ผมขอแซวหน่อยนะครับ ผมว่ากุหลาบไม่เท่าไหร่ ผมอยากดูรูปคุณณัฐว่าจะวาดยากสักเพียงไร
....................................
อิอิ
การวาดภาพสตรีมีอายุน่าจะยากอยู่นะคะ
ขอบคุณมากค่ะที่แวะไปเยี่ยมกัน
รู้สึกบล็อคนี้จะเปิดใหม่ใช่มั๊ยคะ ขอ add หน่อยค่ะ
คุณณัฐนี่ร้าย ลึกล้ำ คัมภีรา ธรรมะของคุณณัฐ ผมก็ติดตามอยู่เหมือนกันครับ แต่บางทีเฝ้าแต่หน้าจอก็ไม่ไหว วันไหนอากาศดีดีจึงจะมา บล๊อคใหม่ครับแต่เนื้อความเก๋ากึ๊ก กึ๊ก เลยขอบคุณครับที่ช่วยเผยแผ่
สวัสดีค่ะคุณไกรสร
มาเยี่ยมธรรมสวัสดีค่ะ
ศึกษาพระพรหมและพราหม
แต่ถือขันธ์อะไรก็ไม่ยิ่งใหญ่เท่าถือขันธ์ 5
มาเรียนรู้ ครับ ระหว่างให้นักศึกษา Self Study ครูคอยช่วยเหลือเกื้อกูลครับ
ขอบพระคุณครับคุณ pepra ความจริงคือเราศึกษาศาสนาเพื่อให้เข้าถึงเหตุผล-ความจริงแท้ เพื่อแก้ปัญหาความยึดถือตัวตน หรือความไม่รู้-รู้ไม่ชัด โมหะนะครับ เมื่อรู้จริงแล้วเราก็จะไม่มีความหลง อคติต่อกันเพราะต่างคนต่างก็เห็นแจ้งเหมือนกัน ผมหวังว่าไม่ว่าท่านผู้อ่านจะนับถือศาสนาใด คงแสดงความคิดเห็นที่ต่างๆได้ แต่เหนืออื่นใดคือความคิดที่อยู่ในเหตุผลมากที่สุด เราเคารพซึ่งกันและกัน เรามีเมตตาต่อกันได้ไม่มีขอบเขตกั้นแม้แต่ขอบเขตของคำสอนครับ
ขอบพระคุณท่านอาจารย์ jj ครับ ที่สละเวลาอันมีค่ามาเยี่ยม นานๆผมถึงจะไปเยี่ยมตอบคงไม่ว่ากันนะครับ เวลาที่คุยกับคุณครูแล้วผมนึกถึงกลอน ที่เปรียบเทียบว่าครูเหมือนเรือจ้าง มันช่างเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่เหลือเกิน.....