ผมได้ไปร่วมประชุมใหญ่ของราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ ท่านนายกรัฐมนตรีมาบรรยายพิเศษ น่าสนใจมาก

การประชุมใหญ่กุมารเวชศาสตร์ ครั้งที่ ๖๘

Theme: High-Performaing System foe Children’s Health Care

ณ โรงแรม Centara Grand at Central World ปทุมวัน กรุงเทพมหานคร

 

การบรรยายพิเศษของนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  วันที่  ๒๙  ตุลาคม  ๒๕๕๒

 

สังคมในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงเร็วมาก แต่การเตรียมรับการเปลี่ยนแปลงของเราเร็วไม่ทัน    ทำให้เกิดปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเด็กคือ

-  เด็กเล็กในชนบท ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ ซึ่งจำเป็นต้องเข้าไปทำมาหากินในเมืองใหญ่   ชนบทขาดคนหนุ่มสาว มีแต่เด็กและคนแก่

-  ชุมชนยากจนในเมืองมีปัญหาในการเลี้ยงเด็ก สถานเลี้ยงเด็กมีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน  และเด็กมีปัญหาในการเข้าโรงเรียน

-  คนมีเงินดูแลลูกไม่ถูกต้อง  มีการ push เด็กมากจนเกินไป  และการเลี้ยงดูอื่นๆ ที่ไม่ถูกต้อง

-  ปัญหาด้านสาธารณสุขของเด็กเปลี่ยนแปลงไป  จากเดิมเป็นปัญหาการเจ็บป่วยกลายเป็นปัญหาด้านพฤติกรรมและสังคม

 

ความเห็นของนายกรัฐมนตรี

๑.      การจะแก้ปัญหาต้องพยายามลงไปแก้ไขที่ปัญหาพื้นฐานให้ถูกจุดปัญหา  ซึ่งกุมารแพทย์จะมีบทบาทในการให้ความรู้ที่ถูกต้องเหมาะสม และการป้องกัน Overflow of information

๒.     การให้ความรู้ที่ตรงจุดจะต้องวิเคราะห์ก่อนว่า จะให้แก่ใคร เป็นกลุ่มอายุใด ระดับการศึกษาเพียงใด มีความพร้อมในการรับข้อมูลเพียงใด  เช่นการจะให้ความรู้แก่ปู่ย่าตายายที่ดูแลเด็กเล็ก ก็จะไม่เหมือนกับการให้ความรู้แก่ อบต ต้องทำสื่อประกอบการสอนให้เหมาะ

๓.     การแก้ปัญหาต้องเจาะไปที่รากของปัญหา  ไม่ใช่แก้ไปเรื่อยๆ ซึ่งกลับจะทำให้ปัญหาหลากหลายและแก้ไขไม่ได้    ต้องเน้นให้ตรงจุด เช่นปัญหาโภชนาการจะต้องเน้นตรงไหน

๔.     การจะทำให้เด็กไทยเรียนได้ดี ต้องมองตลอดช่วงอายุของคน  ตั้งแต่ระยะก่อนคลอด ระยะเด็กเล็ก ระยะประถม มัธยม และระดับอุดมศึกษา  ที่ผ่านมาผู้รับผิดชอบการศึกษาไม่เคยมองถึงเด็กก่อนเกิดเลย

๕.     การให้ท้องถิ่นดูแลหญิงตั้งครรภ์และเด็กเล็ก จะทำได้ดีเพียงใดก็ขึ้นกับความรู้ด้วย  ดังนั้นกุมารแพทย์จึงน่าจะมีบทบาทในส่วนนี้

๖.      จะรณรงค์ให้การอ่านหนังสือเป็นวาระแห่งชาติ   จะมีการอ่านหนังสือให้เด็กฟัง ซึ่งเป็นการสร้างความอบอุ่น สมาธิ จินตนาการ และปลูกฝังการรักการอ่านหนังสือเมื่อเขาโตขึ้น

๗.     ระบบการดูแลเด็กเล็ก  รัฐบาลจะลงทุนสถานรับเลี้ยงเด็กมากขึ้น ในงบไทยเข้มแข็ง ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องคือ มหาดไทย สาธารณสุข ศึกษา แรงงาน และท้องถิ่น   จะดึงให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในการสร้างศูนย์เด็กเล็กเพิ่มขึ้น เช่นในนิคมอุตสาหกรรม การให้แรงจูงใจด้านภาษี     ปัญหาของศูนย์เด็กเล็กคือการขาดคนดูแลและการดูแลขาดคุณภาพ เนื่องจากมีกับดักคือการกำหนดให้ต้องเป็นผู้จบปริญญาตรี จึงหาคนได้ยาก ที่จริงควรจะเลือกคนในพื้นที่ที่มีความรู้พอมาเป็นผู้ดูแลเด็ก และให้สถานศึกษาหรือสาธารณสุขมาดูแลสถานรับเลี้ยงเด็กอีกที

 

การปฏิรูปการศึกษาของประเทศเริ่มมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๒  มีเจตนารมณ์และหลักการดี  มีบางเรื่องที่ทำสำเร็จ แต่บางเรื่องทำไม่สำเร็จ หรือทำได้ช้าเกินไป   

 

เรื่องที่ทำได้สำเร็จคือ

-          การขยายโอกาสทางการศึกษา การเรียนฟรี ที่ทำเป็นรูปธรรม

-          โครงสร้าง และระบบประเมินสถานศึกษา ซึ่งได้มีการวางรากฐานและฐานข้อมูลไว้แล้ว  แม้ว่าจะยังทำได้ไม่ดีนัก และขาดการนำข้อมูลมาใช้  แต่ก็ถือว่าเป็นพื้นฐานที่จะทำต่อให้ดีขึ้นได้

 

สิ่งที่ทำไม่สำเร็จคือ

-          ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา   เด็กไทยที่เรียนจบมามีคุณภาพไม่ดี ทั้งนี้โดยการเทียบกับประเทศอื่นๆ

-          มาตรฐานการศึกษาของเราต่ำ  เด็กสอบตกยากกว่าสอบได้    ตรงนี้จะต้องทำความเข้าใจกันถึงมาตรฐาน ไม่ใช่อ้างสิทธิที่จะมีโอกาสเรียน   ต้องรับรู้กันทั้งครู เด็กและผู้ปกครอง ว่าต่อไปหากไม่ถึงมาตรฐานก็จะต้องสอบตก

 

การปรับปรุงคุณภาพการศึกษา

-          จะต้องยอมรับความหลากหลายของเด็ก  ต้องมีระบบที่หลากหลายสอดคล้องกับความต้องการของเด็ก ผู้ปกครอง ชุมชน  เช่นต้องมีโครงการสำหรับเด็กอัจฉริยะด้วย

-          การผลิตผลงานเพื่อความก้าวหน้าของวิชาชีพครู (เหมือนสาธารณสุขทำ อวช) ยังเป็นภาระแก่ครูและไม่เกิดประโยชน์ต่อการเรียนการสอน  เป็นสิ่งที่ต้องปรับปรุงต่อไป

-          ระบบการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย เป็นระบบกรองและคัดเลือกที่ไม่ดี  กำลังหาทางแก้ไข จะได้ข้อสรุปในเดือนตุลาคม ๒๕๕๒ นี้   แต่การเปลี่ยนแปลงใหญ่จะมีผลใน ๓-๕ ปีข้างหน้า เพื่อไม่ให้กระทบต่อเด็กที่อยู่ ม๔ ในปัจจุบัน

-          ต้องทำให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต  ปัจจุบันต้องยอมรับว่าสื่อต่างๆ เป็นสิ่งหล่อหลอมและมีอิทธิพลต่อเด็กมากกว่าพ่อแม่ ครู เพื่อน   จึงจะต้องปรับปรุงคุณภาพของสื่อที่ส่งถึงเด็กให้รอบด้าน ตั้งแต่โทรทัศน์ วิทยุ โทรศัพท์  sms คอมพิวเตอร์ อินเทอเนท     ต้องให้รายการเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมมาแย่งพื้นที่ที่ไม่ดีในสื่อให้มากขึ้น  ทั้งพื้นที่จริงและพื้นที่เสมือน   ทั้งนี้รัฐบาลจะต้องสนับสนุนด้วยการกำหนดทิศทาง เจตนารมณ์ ทรัพยากร และช่วยประสานงานต่างๆ