เปรียบเทียบทัศนคติและความรู้ในการใช้กระบวนการพยาบาลก่อนและหลัง  พัฒนาการเขียนบันทึกทางการพยาบาล ของพยาบาล โรงพยาบาลหนองจิก จังหวัดปัตตานี
 บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการนำกระบวนการพยาบาลไปใช้ในการเขียนบันทึกทางการพยาบาล  และเพื่อศึกษาเปรียบเทียบทัศนคติและความรู้ในการใช้กระบวนการพยาบาล ก่อนและหลังพัฒนาการเขียนบันทึกทางการพยาบาลของพยาบาล โรงพยาบาลหนองจิก ประชากรกลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลที่ปฏิบัติงานในตึกผู้ป่วยใน โรงพยาบาลหนองจิก จังหวัดปัตตานี จำนวน 14 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 2 ประเภท คือ 
1.เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งเป็นแบบสอบถามเปรียบเทียบทัศนคติและความรู้ในการใช้กระบวนการพยาบาล ก่อนและหลังพัฒนาการเขียนบันทึกทางการพยาบาล โดยผ่านการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน หลังจากนั้นนำไปทดลองใช้กับพยาบาลตึกสูติกรรม จำนวน 30 ฉบับ และคำนวณหาค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สัมประสิทธิ์แอลฟา ของครอนบาค มีค่าความเชื่อมั่น 0.78   
2) เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาการเขียนบันทึกทางการพยาบาล  วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการหาค่าสถิติพื้นฐาน และค่าที ( t-test ) ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป
ผลการศึกษา  พบว่า  
1.พยาบาลมีความรู้ในการใช้กระบวนการพยาบาล หลังการพัฒนาการเขียนบันทึกทางการพยาบาลมากขึ้น2.พยาบาลมีทัศนคติต่อการใช้กระบวนการพยาบาล หลังการพัฒนาการเขียนบันทึกทางการพยาบาลมากขึ้นเปรียบเทียบทัศนคติและความรู้ในการใช้กระบวนการพยาบาล ก่อนและหลังพัฒนาการเขียนบันทึกทางการพยาบาล ของพยาบาล โรงพยาบาลหนองจิก พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 
บทนำ
ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
                บันทึกทางการพยาบาลมีความสำคัญต่อการดูแลผู้ป่วยของทีมสุขภาพ     เนื่องจากบันทึกทางการพยาบาลเป็นเครื่องมือที่ใช้สื่อสารข้อมูลเชื่อมโยงข้อมูลและรายงานความก้าวหน้าของอาการผู้ป่วย  จุดเริ่มต้นและความสำคัญของการบันทึกที่มีคุณภาพต้องได้จากกระบวนการบันทึกที่มีคุณภาพ คือต้องผ่านการวิเคราะห์   คิดเชื่อมโยง   สอดคล้องกับกระบวนการพยาบาล   บันทึกทางการพยาบาลพยาบาลที่ดีและมีคุณภาพจะสื่อให้เห็นถึงการดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องของพยาบาลโดยใช้กระบวนการพยาบาลในการดูแลผู้ป่วย  ซึ่งสามารถเป็นข้อมูลในการดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องในทีมสหวิชาชีพ บันทึกทางการพยาบาลใช้เป็นหลักฐานที่อ้างอิงการปฏิบัติการพยาบาล        ดังนั้นถ้าพยาบาลสามารถบันทึกทางการพยาบาลได้เป็นอย่างดี  ครบถ้วน ย่อมสามารถบ่งบอกถึง   คุณภาพของพยาบาลได้  ( สุรีย์ , 2540  )  และบันทึกทางการพยาบาลยังเป็นเอกสารสำคัญของระบบมาตรฐานการทำงานบริการพยาบาล   ซึ่งเป็นเครื่องมือ    พื้นฐานชนิดหนึ่งที่แสดงถึงคุณภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรในประเทศไทย     นอกจากนี้บันทึกทางการพยาบาลยังเป็นบันทึกที่ต่างจากบันทึก         เหตุการณ์สำคัญอื่น ๆ เนื่องจากบันทึกทางการพยาบาลสามารถใช้เป็นหลักฐานสำคัญทางกฎหมาย จึงเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่พยาบาลจะต้องระมัดระวังในการเขียนบันทึกทางการพยาบาล จะต้องเขียนตามที่เห็นจริง ไม่คาดเดาหรือสรุปเอาเอง เขียนอย่างเป็นกลางและต้องคำนึงถึงจรรยาบรรณที่กฎหมายของวิชาชีพกำหนด การบันทึกทางการพยาบาลต้องไม่เปิดเผยความลับของผู้ป่วย      มีการกำหนดเกี่ยวกับข้อความที่นำมาบันทึก      บางข้อความต้องได้รับการยินยอมจากผู้ป่วย  ข้อความใดที่เป็นข้อมูลส่วนตัวควรได้รับความเห็นชอบจากผู้ป่วยก่อนว่าจะสามารถบันทึกได้หรือไม่   ( พิกุลทิพย์   และ ปราณี  ,2532)
         ดังที่กล่าวมาข้างต้นว่าบันทึกทางการพยาบาลเป็นสิ่งที่ช่วยในการประเมินความต่อเนื่องในการดูแลผู้ป่วย ประเมินการใช้กระบวนการพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยและสามารถประเมินความรู้และทักษะของพยาบาลได้   และด้วยเหตุผลที่ว่าการดูแลผู้ป่วยในทีมสุขภาพต้องใช้การดูแลแบบองค์รวม  โดยยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง   ครอบคลุมการดูแลรักษาโรค   การป้องกันโรค   การส่งเสริมและฟื้นฟูสภาพผู้ป่วย   ซึ่งจากการปฏิบัติงานพบว่าบันทึกทางการพยาบาลที่บันทึกอยู่    ยังไม่ครอบคลุมปัญหาของผู้ป่วย     ขาดความต่อเนื่อง    และยังไม่สามารถสื่อให้เห็นถึงการใช้กระบวนการพยาบาลในการปฏิบัติการพยาบาล   กลุ่มการพยาบาลโรงพยาบาลหนองจิกจึงเห็นความสำคัญของการพัฒนาการเขียนบันทึกทางการพยาบาลขี้น และมีการศึกษาเปรียบเทียบทัศนคติและความรู้ในการใช้กระบวนการพยาบาลก่อนและหลังการพัฒนาบันทึกการพยาบาล  เพื่อนำสู่โอกาสในการพัฒนาการใช้กระบวนการพยาบาลในการบันทึกทางการพยาบาลที่ต่อเนื่องต่อไป 
วัสดุ และวิธีการ 
                การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณา  ( Deacriptive research ) เพื่อศึกษาการนำกระบวนการพยาบาลไปใช้ในการเขียนบันทึกทางการพยาบาล  และเพื่อศึกษาเปรียบเทียบทัศนคติและความรู้ในการใช้กระบวนการพยาบาล ก่อนและหลังพัฒนาการเขียนบันทึกทางการพยาบาลของพยาบาล โรงพยาบาลหนองจิก กลุ่มตัวอย่างทีใช้ในการศึกษา  เป็นพยาบาลที่ปฏิบัติงานในตึกผู้ป่วยใน โรงพยาบาลหนองจิก จังหวัดปัตตานี จำนวน 14 คน เครื่องมือ ที่ใช้ในการวิจัยมี 2 ประเภท คือ 1 ) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งเป็นแบบสอบถามเปรียบเทียบทัศนคติและความรู้ในการใช้กระบวนการพยาบาล ก่อนและหลังพัฒนาการเขียนบันทึกทางการพยาบาล โดยผ่านการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน หลังจากนั้นนำไปทดลองใช้กับพยาบาลตึกสูติกรรม จำนวน 30 ฉบับ และคำนวณหาค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สัมประสิทธิ์แอลฟา ของครอนบาค มีค่าความเชื่อมั่น 0.78   2) เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาการเขียนบันทึกทางการพยาบาล  วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการหาค่าสถิติพื้นฐาน และค่าที ( t-test ) ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย มี  2  ประเภท  ดังนี้                     
1.  เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล  เป็นแบบสอบถามเปรียบเทียบความรู้และทัศนคติในการใช้กระบวนการพยาบาล แบ่งเป็นก่อนและหลังพัฒนาการเขียนบันทึกทางการ-พยาบาล มี 2 ส่วน  คือ
ส่วนที่   1     สถานภาพส่วนบุคคลของพยาบาล
ส่วนที่   2     ความรู้และทัศนคติในการใช้กระบวนการพยาบาลของพยาบาลประจำตึกผู้ป่วยใน โรงพยาบาลหนองจิก
2.1     ด้านความรู้    จำนวน   2   ข้อใหญ่  14   ข้อย่อย
2.2     ด้านทัศนคติ จำนวน    8  ข้อใหญ่   11   ข้อย่อย
ลักษณะแบบสอบถามเป็นมาตราสัดส่วนประมาณค่า  5  ระดับ คือ
5        หมายถึง       เห็นด้วยมากที่สุด
4        หมายถึง       เห็นด้วยมาก
3        หมายถึง       เห็นด้วยปานกลาง
2        หมายถึง       เห็นด้วยน้อย
1        หมายถึง       เห็นด้วยน้อยที่สุด
ในการคำนวณหาค่าเฉลี่ยของคะแนน  เพื่อทราบระดับความรู้และทัศนคติในการนำกระบวนการพยาบาลมาใช้  โดยกำหนดค่าเฉลี่ยสำหรับแปลความหมาย  ดังนี้
1.00 – 1.49    หมายถึง   มีความรู้และทัศนคติในการนำกระบวนการพยาบาลมาใช้ก่อน / หลังพัฒนาการเขียนบันทึกทางการพยาบาลมากที่สุด
1.50 – 2.49    หมายถึง   มีความรู้และทัศนคติในการนำกระบวนการพยาบาลมาใช้ก่อน / หลังพัฒนาการเขียนบันทึกทางการพยาบาลมาก
2.50 – 3.49    หมายถึง   มีความรู้และทัศนคติในการนำกระบวนการพยาบาลมาใช้ก่อน / หลังพัฒนาการเขียนบันทึกทางการพยาบาลปานกลาง
3.50 – 4.49    หมายถึง   มีความรู้และทัศนคติในการนำกระบวนการพยาบาลมาใช้ก่อน / หลังพัฒนาการเขียนบันทึกทางการพยาบาลน้อย
4.50 – 5.00    หมายถึง   มีความรู้และทัศนคติในการนำกระบวนการพยาบาลมาใช้ก่อน / หลังพัฒนาการเขียนบันทึกทางการพยาบาลน้อยที่สุด
2.   เครื่องมือที่ใช้ดำเนินการวิจัย  คือ กลวิธีในการพัฒนาการเขียนบันทึกทางการพยาบาล   ซึ่งประกอบด้วย 4  ส่วน  ดังนี้
2.1     เสริมสร้างความพร้อมของบุคลากร
2.2     คู่มือการใช้กระบวนการพยาบาลสำหรับพยาบาล 
2.3     การนำกระบวนการพยาบาลไปใช้ 
2.4      แบบประเมินการเขียนบันทึกทางการพยาบาล
วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล  ผู้วิจัยมีขั้นตอนในการดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลดังนี้
1.ขออนุญาตผู้อำนวยการโรงพยาบาลหนองจิก ในการทำวิจัย และขออนุญาตเก็บข้อมูลจากผู้อำนวยการโรงพยาบาลหนองจิก
2.ขอความร่วมมือพยาบาลในตึกผู้ป่วยใน  ในการตอบแบบสอบถาม
3.นำแบบสอบถามให้พยาบาลทั้งหมด14 คน โดยตอบแบบสอบถามก่อนและหลังการพัฒนาบันทึกทางการพยาบาล
4.รวบรวมข้อมูลเพื่อนำไปวิเคราะห์ต่อไป
วิธีวิเคราะห์ข้อมูล  ผู้วิจัยดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้
1.ข้อมูลสถานภาพส่วนบุคคล  นำมาแจกแจงความถี่  และคำนวณหาค่าร้อยละ
2.ทัศนคติและความรู้ในการใช้กระบวนการพยาบาล   ก่อนและหลังพัฒนาการเขียนบันทึกทางการพยาบาล ใช้สถิติค่ามัชฌิมเลขคณิต และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
3.การเปรียบเทียบความรู้และทัศนคติในการใช้กระบวนการพยาบาลก่อนและหลังพัฒนาการเขียนบันทึกทางการพยาบาล  โดยการทดสอบค่าที   ( dependent  t – test )
ผลการศึกษา 
1พยาบาลทั้งหมด 14 คน เป็นพยาบาลที่มีอายุอยู่ในช่วง 20-30 ปี จำนวน 4 คนคิดเป็นร้อยละ28.57 และพยาบาลที่มีอายุอยู่ในช่วง 31-60 ปี จำนวน 10 คนคิดเป็นร้อยละ 71.43 มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรี 12 คน คิดเป็นร้อยละ 85.71 ระดับปริญญาโท 2 คน คิดเป็นร้อยละ 14.29 มีระยะเวลาในการปฏิบัติงานด้านการพยาบาลในช่วง 2- 10 ปี จำนวน 6 คน คิดเป็นร้อยละ  42.86  มีระยะเวลาในการปฏิบัติงานด้านการพยาบาล 11- 20 ปี จำนวน 6 คน คิดเป็นร้อยละ 42.86 และมีระยะเวลาในการปฏิบัติงานด้านการพยาบาล 21-30 ปี จำนวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 14.29 
2.ความรู้ในการใช้กระบวนการพยาบาล ก่อนพัฒนาการเขียนบันทึกทางการพยาบาลของพยาบาล โรงพยาบาลหนองจิก ทุกข้ออยู่ในระดับปานกลาง คือ มีค่าเฉลี่ยตั้งแต่ 3.00- 3.79 และความรู้ในการใช้กระบวนการพยาบาล ก่อนพัฒนาการเขียนบันทึกทางการพยาบาลของพยาบาล โรงพยาบาลหนองจิก โดยรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ย 3.30
3. ทัศนคติในการใช้กระบวนการพยาบาล ก่อนพัฒนาการเขียนบันทึกทางการพยาบาลของพยาบาล โรงพยาบาลหนองจิก  จำนวน 17 ข้อ ส่วนใหญ่มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับน้อย คือมีจำนวน 14 ข้อ มีค่าเฉลี่ยตั้งแต่ 3.50 - 4.14  และพบว่าทัศนคติในการใช้กระบวนการพยาบาล ก่อนพัฒนาการเขียนบันทึกทางการพยาบาลของพยาบาล โรงพยาบาลหนองจิก มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลางจำนวน 3 ข้อ คือ ข้อมี่ 1 ไม่ชอบการใช้กระบวนการพยาบาลในการนำมาเขียนบันทึกทางการพยาบาลขั้นตอนการประเมินผล มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.00  ข้อมี่ 4  รู้สึกว่าการเขียนบันทึกทางการ พยาบาลโดยการนำกระบวนการมาใช้ มีรูปแบบที่ชัดเจน เป็นไปในแนวทางเดียวกัน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.93 และข้อ 5 รู้สึกว่าการเขียนบันทึกทางการพยาบาลโดยการนำกระบวนการมาใช้มีความ  กะทัดรัด / อ่านเข้าใจง่าย / มีความต่อเนื่องของปัญหา / การรักษาพยาบาล รวมถึงการแก้ปัญหาในแต่ละเวร มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.21 และทัศนคติในการใช้กระบวนการพยาบาล ก่อนพัฒนาการเขียนบันทึกทางการพยาบาลของพยาบาล โรงพยาบาลหนองจิก โดยรวมอยู่ในระดับ น้อย มีค่าเฉลี่ย 3.71
4. ความรู้ในการใช้กระบวนการพยาบาล หลังพัฒนาการเขียนบันทึกทางการพยาบาลของพยาบาล โรงพยาบาลหนองจิก จำนวน 15 ข้อ ส่วนใหญ่มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก คือมีจำนวน 12 ข้อ มีค่าเฉลี่ย 1.86 – 2.36 และ 3.93 – 4.50 ( ในข้อคำถามเชิงบวก ) และพบว่าความรู้ในการใช้กระบวนการพยาบาล หลังพัฒนาการเขียนบันทึกทางการพยาบาลของพยาบาล โรงพยาบาลหนองจิก มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง จำนวน 2 ข้อ คือ ข้อ 1 มีปัญหาในการนำกระบวน        การพยาบาลมาใช้ในการเขียนบันทึกทางการพยาบาล มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.64 และข้อ 2.1.1 ขาดความรู้ในการใช้กระบวนการพยาบาลในขั้นตอนการประเมินภาวะสุขภาพ มีค่าเฉลี่ย 2.50 และพบว่าความรู้ในการใช้กระบวนการพยาบาล หลังพัฒนาการเขียนบันทึกทางการพยาบาลของพยาบาล  โรงพยาบาลหนองจิก มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด 1 ข้อ คือ การเขียนบันทึกทางการพยาบาลสามารถใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมาย ถ้ามีคดีฟ้องร้องเกิดขึ้น มีค่าเฉลี่ย 4.50 และความรู้ในการใช้กระบวนการพยาบาล หลังพัฒนาการเขียนบันทึกทางการพยาบาลของพยาบาล โรงพยาบาลหนองจิก โดยรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 2.15 และ 4.31 
5 ทัศนคติในการใช้กระบวนการพยาบาล หลังพัฒนาการเขียนบันทึกทางการพยาบาลของพยาบาล โรงพยาบาลหนองจิก จำนวน 17 ข้อ ส่วนใหญ่มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก คือมีจำนวน 9 ข้อ มีค่าเฉลี่ยตั้งแต่ 1.79 –2.29 และ 3.71 – 4.07 ( ในข้อคำถามเชิงบวก) และพบว่า        ทัศนคติในการใช้กระบวนการพยาบาล หลังพัฒนาการเขียนบันทึกทางการพยาบาลของพยาบาล โรงพยาบาลหนองจิก มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง จำนวน 8 ข้อ มีค่าเฉลี่ยตั้งแต่ 2.50 – 3.00  และทัศนคติในการใช้กระบวนการพยาบาล หลังพัฒนาการเขียนบันทึกทางการพยาบาลของพยาบาล โรงพยาบาลหนองจิก โดยรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 2.40 และ 3.89 ( ในข้อคำถามเชิงบวก )
6 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้ในการใช้กระบวนการพยาบาล ก่อนและหลังพัฒนาการเขียนบันทึกทางการพยาบาลของพยาบาล โรงพยาบาลหนองจิก ทั้งหมด 15 ข้อ พบว่าความรู้ในการใช้กระบวนการพยาบาล หลังพัฒนาการเขียนบันทึกทางการพยาบาลของพยาบาล โรงพยาบาลหนองจิก มีค่าเฉลี่ยสูงกว่า ความรู้ในการใช้กระบวนการพยาบาล ก่อนพัฒนาการเขียนบันทึกทางการพยาบาลของพยาบาล โรงพยาบาลหนองจิก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทุกข้อ ซึ่งหมายความว่า ความรู้ในการใช้กระบวนการพยาบาล หลังพัฒนาการเขียนบันทึกทางการพยาบาลของพยาบาล โรงพยาบาลหนองจิก ทั้ง 15 ข้อ อยู่ในระดับมากกว่า ความรู้ในการใช้กระบวนการพยาบาล ก่อนพัฒนาการเขียนบันทึกทางการพยาบาล
7     เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนทัศนคติในการใช้กระบวนการพยาบาล ก่อนและหลังพัฒนาการเขียนบันทึก ทางการพยาบาลของพยาบาล โรงพยาบาลหนองจิก ทั้งหมด 17 ข้อ พบว่า ทัศนคติในการใช้กระบวนการพยาบาล หลังพัฒนาการเขียนบันทึกทางการพยาบาลของพยาบาล โรงพยาบาลหนองจิก มีค่าเฉลี่ยสูงกว่า ทัศนคติในการใช้กระบวนการพยาบาล ก่อนพัฒนาการเขียนบันทึกทางการพยาบาลของพยาบาล โรงพยาบาลหนองจิก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทุกข้อ ซึ่งหมายความว่า ทัศนคติในการใช้กระบวนการพยาบาล หลังพัฒนาการเขียนบันทึกทางการพยาบาลของพยาบาล โรงพยาบาลหนองจิก ทั้ง 17 ข้อ อยู่ในระดับมากกว่า ทัศนคติในการใช้กระบวนการพยาบาล ก่อนพัฒนาการเขียนบันทึกทางการพยาบาล
การอภิปรายผล    จากการศึกษาทัศนคติและความรู้ในการใช้กระบวนการพยาบาล ก่อนและหลังพัฒนาการเขียนบันทึกทางการพยาบาลของพยาบาล โรงพยาบาลหนองจิก มีประเด็นสำคัญที่จะนำมาอภิปรายดังนี้
1. ความรู้ในการใช้กระบวนการพยาบาล   ก่อนพัฒนาการเขียนบันทึกทางการพยาบาลของพยาบาล โรงพยาบาลหนองจิก โดยรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ความรู้ในการใช้กระบวนการพยาบาลหลังพัฒนาการเขียนบันทึกทางการพยาบาล โดยรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง คือ ข้อ 1 มีปัญหาในการนำกระบวนการพยาบาลมาใช้ในการเขียนบันทึกทางการพยาบาล ข้อ 2.2.1 ขาดความรู้ในการใช้กระบวนการพยาบาลในขั้นตอนการประเมินสุขภาพ ทั้งนี้อาจเกิดจาก  ปัญหาและอุปสรรคในการใช้กระบวนการพยาบาลในการปฏิบัติการพยาบาล จากการศึกษาพบปัญหาคือ มีการนำกระบวนการพยาบาลมาใช้น้อย ( ดวงใจ รัตนธัญญา ,2533 ) ใช้ได้ไม่ครบทุกขั้นตอน ( ดวงตา วัฒนะเสน , 2541 ) อุปสรรคด้านบุคลากร ที่ยังขาดความรู้ และทักษะในการนำกระบวนการพยาบาลมาใช้ทุกขั้นตอน และมีทัศนคติในทางลบในขั้นตอนการประเมิน        ผู้รับบริการ ขาดทักษะในการสัมภาษณ์ พยาบาลระดับปฏิบัติการไม่เห็นคุณค่าและความสำคัญของการพยาบาลมาใช้ ( สุภา สุทัศนะจินดา , 2535. อ้างถึงใน ดวงเดือน ไชยน้อย ,2544 : 24 ) ดังที่        นิษฐิดา ลีนะชุนางกูร( 2529 ) ศึกษาวิเคราะห์การใช้กระบวนการพยาบาลของพยาบาลวิชาชีพ    การศึกษาเฉพาะกรณี โรงพยาบาลราชวิถี ผลการวิจัยสรุปว่า การใช้กระบวนการอยู่ในระดับ       ปานกลาง เมื่อพิจารณาแต่ละขั้นตอนของกระบวนการพยาบาล พบว่ามีขั้นปฏิบัติการพยาบาลสูงสุด และใช้ขั้นประเมินปัญหาของผู้ป่วยต่ำสุด  และจากการศึกษาของดวงตา วัฒนะเสน ( 2541 ) พบว่าปัญหาการนำกระบวนการพยาบาลมาใช้ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะการอบรมที่ได้รับเป็นความรู้  พื้นฐานของกระบวนการพยาบาล ไม่ได้เน้นการฝึกปฏิบัติอย่างจริงจังในขั้นตอนที่สำคัญ เช่นการเขียนข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล เป็นต้น การจัดอัตรากำลังของพยาบาลวิชาชีพไม่เหมาะสมกับ    ผู้รับบริการ และไม่ได้สัดส่วนกับบุคลากรในแต่ละเวร หรือบางแห่งไม่มีพยาบาลวิชาชีพปฏิบัติงานได้ตลอด 24 ช.ม.  อาจเป็นสาเหตุให้การนำกระบวนการพยาบาลมาใช้ในการปฏิบัติการพยาบาลขาดความต่อเนื่องหรือไม่ครบขั้นตอน   ( อวยพร ตันมุขยกูล และบุญทิพย์ สิริธรังศรี ,2537 ) และจากการศึกษาของ   สุภา สุทัศนะจินดา  ( 2535 ) พบว่าปัญหาและอุปสรรคของการนำกระบวนการพยาบาลมาใช้   เนื่องจากแบบประเมินใช้เวลามาก ข้อความซ้ำซาก และการศึกษาของ ดวงตา วัฒนะเสน  ( 2541 ) พบว่าการบันทึกในการประเมินปัญหา มีความซ้ำซ้อนกับแบบบันทึกทางการพยาบาล และมีรายละเอียดมากเกินไป ต้องใช้เวลาในการบันทึก  ทำให้การปฏิบัติการพยาบาลกับ  ผู้ป่วยถูกละเลย เป็นสาเหตุหนึ่งที่เป็นปัญหาและอุปสรรคในการนำกระบวนพยาบาลมาใช้ให้ครบทุกขั้นตอน
2. ทัศนคติในการใช้กระบวนการพยาบาล   ก่อนพัฒนาการเขียนบันทึกทางการพยาบาลของพยาบาล โรงพยาบาลหนองจิก โดยรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับน้อย คือมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อต่อการนำกระบวนการพยาบาลไปใช้ในการเขียนบันทึกทางการพยาบาล มีจำนวน 14 ข้อใน 17 ข้อ คือ  ข้อ 1 ไม่ชอบการใช้กระบวนการพยาบาลในการนำมาเขียนบันทึกทางการพยาบาลขั้นตอนการประเมินสุขภาพ  การวินิจฉัยทางการพยาบาล การวางแผนการพยาบาล และการปฏิบัติการพยาบาล อาจเกิดจากขาดทักษะในการนำกระบวนการพยาบาลมาใช้ในทุกขั้นตอน และมีทัศนคติในทางลบในขั้นตอนการประเมินผู้รับบริการ การวินิจฉัยการพยาบาล และการวางแผนการพยาบาล ( ดวงตา วัฒนะเสน ,2541 ) และพยาบาลมีความสามารถในการระบุข้อวินิจฉัยอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากไม่มีความรู้เรื่องการวินิจฉัยทางการพยาบาลมาใช้ และขาดทักษะในการสัมภาษณ์ พยาบาลระดับปฏิบัติการไม่เห็นคุณค่าและความสำคัญของการพยาบาลมาใช้ ไม่เห็นด้วยที่ต้องเขียนแผนการพยาบาล คิดว่าเป็นการเพิ่มภาระงานด้วยการเขียน และมีทัศนคติว่า กระบวนการพยาบาลเป็นสิ่งที่ฝึกหัดหรือปฏิบัติจริงเฉพาะสถานศึกษาเท่านั้น  ( สุภา สุทัศนะจินดา , 2535. อ้างถึงใน        ดวงเดือน ไชยน้อย ,2544 : 24 )  ข้อ 2 รู้สึกเป็นการเสียเวลาในการเขียน ซึ่งขณะเดียวกันเวลาที่เสียไปนั้นสามารถนำไปปฏิบัติการพยาบาลอื่นๆ ได้อีกหลายอย่าง  ข้อ 3 รู้สึกว่าจำนวนผู้ป่วย / ระดับ    ผู้ป่วย ซึ่งต้องดูแลแตกต่างกัน / อัตรากำลังของเจ้าหน้าที่ รวมถึงระยะเวลาที่มีอยู่ในแต้ละเวรเป็นปัญหาและอุปสรรคในการเขียนบันทึกทางการพยาบาลโดยที่ต้องนำกระบวนการพยาบาลมาใช้       ข้อ  6  รู้สึกไม่ดีต่อการเขียนบันทึกทางการพยาบาลจากเหตุผล นึกรูปแบบในการเขียนไม่ออก / เริ่มต้นไม่ถูกต้อง  , ผู้ป่วยมีหลายโรค ,ใช้เวลาในการเขียนนาน / น่าเบื่อ เจ้าหน้าที่แต่ละคนต่างเขียนกันคนละรูปแบบไม่สามารถนำมาเป็นแบบอย่างได้ , ช่วงแรกมักลืมข้อมูลสนับสนุน / ระดับผู้ป่วย ไม่มีมาตรฐานรูปแบบที่แน่นอน ข้อ 7 รู้สึกว่าการเขียนบันทึกทางการพยาบาลโดยใช้กระบวนการพยาบาลเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่าย และเกิดประโยชน์กับผู้ป่วยน้อยมาก   ข้อ 8 รู้สึกว่าการเขียนบันทึกทางการพยาบาลในผู้ป่วยเรื้อรัง / ผู้ป่วยอาการคงเดิมเป็นการทำงานซ้ำซ้อน  ทัศนคติที่ไม่ดีอาจเกิดจากปัญหาและอุปสรรคในการนำกระบวนการพยาบาลมาใช้ในการปฏิบัติการพยาบาล  จากการ  ศึกษาของ ฮิลด์และเฟอร์กูสัน ( Hildman & Ferguson ,1992 ) พบว่าพยาบาลมีทัศนคติต่อกระบวนการพยาบาลในทางบวก แต่มีทัศนคติต่อการเขียนแผนการพยาบาลในทางลบ การจัดอัตรากำลังไม่เหมาะสมกับจำนวนผู้รับบริการ / ภาระงาน ทำให้เป็นปัจจัยที่เป็นอุปสรรคสำคัยต่อการนำกระบวนการพยาบาลมาใช้ปฏิบัติการพยาบาลให้ครบถ้วนสมบูรณ์ และการปฏิบัติงานกับผู้ป่วยหลักแต่    เจ้าหน้าที่น้อยไม่ได้สัดส่วนกัน ทำให้ไม่มีเวลาในการเขียนบันทึกทางการพยาบาล  ( สุภา สุทัศนะ-จินดา , 2535. อ้างถึงใน ดวงเดือน ไชยน้อย ,2544 : 24 - 25 ) ส่งผลให้เกิดทัศนคติในทางลบ  นอกจากนี้พบว่า  แบบบันทึกทางการพยาบาลของแต่ละแผนกมีหลายรูปแบบ และมีความซ้ำซ้อน           ( Bartos & knight , 1987 ) และจากการศึกษาของสุภา สุทัศนจินดา ( 2535 ) พบว่าระบบการบันทึกมีความซ้ำซ้อนกัน ใช้เวลาในการเขียนมากไป ขาดเครื่องมือหรือแบบฟอร์มในการรวบรวมข้อมูล ทำให้ได้ข้อมูลไม่ครบถ้วน  และการเก็บแบบฟอร์มรวมกับแพทย์ทำให้พยาบาลไม่มีอิสระในการคิดวางแผนหรือใช้ประวัติผู้ป่วยได้ตลอดเวลา และจากการศึกษาของ  ดวงตา  วัฒนะเสน ( 2541)    พบว่าถึงแม้จะมีการปรับปรุงแบบบันทึกทางการพยาบาลแล้ว แต่ยังขาดการศึกษาปัญหาและความต้องการของผู้ใช้จึงทำให้แบบบันทึกข้อมูล และปัญหาต่างๆ ในลักษณะการเขียนบรรยาย ไม่มีรูปแบบที่แน่นอน ขาดข้อมูลสนับสนุน และเขียนซ้ำกับเวรก่อนๆ ไม่มีการเขียนการวางแผนการพยาบาลไว้ จึงทำให้ขาดความต่อเนื่องในการดูแลผู้ป่วย ( สายสมร พลเชื่อ , ศิริพันธ์  เวชสิทธ์ , และวนิดา   หาญคุณากุล , 2542 ) นอกจากนี้ หนังสือและเอกสาร คู่มือในการนำกระบวนการพยาบาลมาใช้ในการปฏิบัติการพยาบาลไม่เพียงพอ ( ดวงตา  วัฒนะเสน , 2541) ไม่มีคู่มือการเขียน           ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล  การวางแผนการพยาบาลไว้ประจำหอผู้ป่วย เพื่ออำนวยความสะดวกในการเขียนแผนการพยาบาล  ( สุภา สุทัศนะจินดา , 2535. อ้างถึงใน ดวงเดือน ไชยน้อย ,2544 : 26 ) ย่อมส่งผลให้เกิดทัศนคติในทางลบต่อการใช้กระบวนการพยาบาล และการเขียนบันทึกทางการพยาบาล    ทัศนคติในการใช้กระบวนการพยาบาล   หลังพัฒนาการเขียนบันทึกทางการพยาบาลของพยาบาล โรงพยาบาลหนองจิก โดยรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก คือมีทัศนคติที่ดีต่อต่อการนำกระบวนการพยาบาลไปใช้ในการเขียนบันทึกทางการพยาบาล มีจำนวน 8 ข้อ  และอยู่ในระดับปานกลาง 9 ข้อ จะเห็นได้ว่าทัศนคติสามารถเปลี่ยนแปลงได้อันสืบเนื่องมาจากอิทธิพลของ         สิ่งแวดล้อม การเรียนรู้ และประสบการณ์ การพัฒนาความรู้ได้              
ข้อเสนอแนะเพื่อการนำไปใช้  และโอกาสในการพัฒนาในระยะต่อไป
1.1 หน่วยงานควรมีการประชุมชี้แจงให้ความรู้เรื่องกระบวนการพยาบาลในแต่ละขั้นตอน การเขียนบันทึกทางการพยาบาล  พร้อมทั้งฝึกทักษะปฏิบัติจริงให้แก่พยาบาลเป็นระยะๆ เพื่อเป็นการเพิ่มพูนความรู้  และส่งเสริมความก้าวหน้าทางวิชาการ เป็นการพัฒนาตนเองของพยาบาล พร้อมสร้างทัศนคติที่ดีเกี่ยวกับกระบวนการพยาบาลและการเขียนบันทึกทางการพยาบาลอีกด้วย
1.2 มีระบบการตรวจสอบบันทึกทางการพยาบาลโดยการใช้กระบวนการพยาบาลในการเขียนบันทึกทางการพยาบาลอย่างสม่ำเสมอ จนก่อให้เกิดวัฒนธรรมในองค์กร
1.3 มีการพัฒนาบันทึกทางการพยาบาลเพื่อนำไปสู่การยอมรับของสหสาขาวีชาชีพ เพื่อการดูแลผู้ป่วยได้ต่อเนื่องและครบองค์รวม
ข้อเสนอแนะในการวิจัยต่อไป
ควรมีการศึกษาและพัฒนาการเขียนบันทึกทางการพยาบาลเพื่อการสื่อสารในทีมสหวิชาชีพ ให้มากยิ่งขึ้น