จากงานในบันทึกที่แล้วได้โจทย์วิจัยจากการระดมความคิด
การประชุมระดมความคิดของวช.ด้าน การปฏิรูปการศึกษา ได้อะไรมาบ้าง ตอนที่ 1
เนื่องจากยังมีข้อมูลเพิ่มเติมของท่านวิทยากรคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับทุกท่านที่เข้ามาอ่าน จะได้รับทราบความเคลื่อนไหวของการให้ความรู้ก่อนการระดมความคิดเรื่องการปฏิรูปการศึกษาในครั้งนี้...
ท่านวิทยากร กล่าวว่า...กลไกการศึกษาแยกแยะคนดีคนชั่วไม่ได้ แยกแยะความจริงกับความคิดเห็นไม่ได้ สังคมที่เราต้องการคือ.... สังคมสันติภาพ ระเบียบกระบวนการศึกษาความขัดแย้ง เรื่องสื่อมีอิทธิพลมาก ทำอย่างไรให้รู้เท่าทันสื่อและมีทักษะความรู้เรื่อง ICT ด้วย
เป้าหมายในการปฏิรูปรอบแรก คนเราควรมีความถึงพร้อมด้วยสุขภาวะ 4 ประการ(กาย จิต สังคม ปัญญา)
ครองคุณสมบัติของความเป็นคน "เก่ง-ดี-มีสุข"
"เก่ง" หมายถึง การ "รู้/เข้าใจ-คิด-ทำ"
"ดี" หมายถึง การมี "ศีล-สมาธิ-ปัญญา" และ"มัชฌิมาปฏิปทา"
"มีสุข" หมายถึง "สุขกับตัวเอง คนรอบข้าง และสิ่งแวดล้อม"
ต้องเป็นเรื่องการรู้ ความเข้าใจ นิยามนี้ต้องมานั่งทบทวน พอพูดถึงเก่ง ก็ O-NET พอไม่ดีก็เครียด มาโทษว่าสมรรถนะการแข่งขันไม่ดี ข้างนอกมีแหล่งเรียนรู้มาก แต่เวลาสอบเน้นวิชาการ
ปัญหาความล้มเหลวของการศึกษา
ปัญหาเกี่ยวกับครู ปัญหาที่แก้ไขได้โดยการวิจัยต่อไปในอนาคต
- การขาดแคลนครู - ขาดแคลนครูเฉพาะสาขา
- คุณภาพและมาตรฐานครู - การผลิตครูยุคใหม่ให้มีคุณลักษณะ
ที่พึงประสงค์
ปัญหาด้านการจัดการศึกษา
- การพัฒนาหลักสูตร - การจัดทำหลักสูตรที่ยึดความดีเป็น
ตัวตั้ง
- ความสมบูรณ์ของหลักสูตร - ปัญหาความคล่องตัวในการปรับ
หลักสูตรให้ทันสมัยเหมาะสมกับสังคม
- การจัดการเรียนการสอน - ปัญหาการขาดสื่อการเรียนการ
สอนที่มีคุณภาพ
เราให้ความสำคัญกับความรู้เก่งมาก ก็แสวงหาอำนาจ เงินตรา ยิ่งสร้างตนเองให้มี power จึงต้องเปลี่ยนการพัฒนารหัสใหม่ให้ความดีเป็นตัวตั้ง การอยู่ร่วมกันให้ได้ การแสวงหาความรู้ พัฒนาความดี หาช่องทางให้เกิดความรู้เพื่อนำไปสู่ในการพัฒนาสังคม กระบวนการศึกษาของเราต้องเน้นความดีเป็นตัวตั้ง
เราจะจัดการศึกษาอย่างไรต้องวิจัย ครูรุ่นใหม่ควรใส่จิตวิญญาณของการพัฒนาแนวคิด มีงานวิจัย McKinsey กับประเทศต่างๆ ตรงไหนดีไม่ดี เลือกที่มี best practice 20-30 ประเทศได้ข้อสรุปว่าคุณภาพการศึกษาก็คือ คุณภาพครู
งานวิจัยของ McKinsey และคณะ(2007) ได้ข้อสรุปว่า...
- การศึกษาที่ดีมาจากคุณภาพของคนที่มาเป็นครู
- คุณภาพการศึกษาไม่มีทางเกินคุณภาพครู
- ต้องสร้างความมั่นคงในระบบและกลไกลที่จะทำให้ครูสอนผู้เรียนทุกคนดีที่สุด
- วางระบบการคัดคนที่เหมาะสมมาเป็นครู
- สร้างแรงเสริมให้คนเก่ง/ดีเป็นครู
- ผลิตและพัฒนาครูให้มีทักษะความสามารถในการพัฒนาคน
ทำอย่างไรจะรักษาครูเก่งๆให้คงอยู่.....
หลักกระบวนการขัดเกลาทางสังคมและการเรียนรู้ทางสังคม(Social learning)
กระบวนการเรียนรู้ทางสังคมกับจิตวิทยาซึ่งมีผลทำให้บุคคลมีบุคลิกภาพตามแนวทางที่สังคมต้องการ ทำให้ผู้ที่เป็นสมาชิกของกลุ่มได้เรียนรู้และรับระเบียบวิธีกฏเกณฑ์ความประพฤติและค่านิยมต่างๆที่กลุ่มได้กำหนดไว้เป็นระเบียบของความประพฤติและความสัมพันธ์ของสมาชิกของสังคมนั้น
สมาชิกของสังคมจะต้องผ่านกระบวนการขัดเกลาทางสังคมตลอดชีวิตทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม ทั้งในรูปแบบที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ เพื่อพัฒนาบุคลิกภาพตามความต้องการของสังคม มีความเป็นคนไทยโดยแท้จริง สามารถอยู่ร่วมและมีความสัมพันธ์กับคนอื่นได้อย่างราบรื่น
วิจัยเพื่อพัฒนาคนเป็นงานวิจัยหลัก พยายามผลักดัน งานวิจัย R&D ที่เน้นการใช้ปัญญาแก้ปัญหาการขัดแย้งในสังคม ต้องแสกนกลุ่มเสี่ยง กลุ่มเป้าหมายในแต่ละสังคม ในสิบปีข้างหน้าเราจะปลอดอะไรบ้าง เช่นการอ่านหนังสือไม่ได้ ตำบลเรา จังหวัดเรา ภูมิภาคเรามีมั้ย จนนำไปสู่ระดับชาติ
การพัฒนาคนระดับนโยบาย
- การวิจัยและพัฒนารูปแบบการใช้ปัญญาเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคม
- การวิจัยเพื่อสำรวจปริมาณและพัฒนาคนไทยให้มีระดับจิตใจสูงขึ้นตามรหัสใหม่ของการพัฒนา(ยึดความดีเป็นตัวตั้ง)
- การวิจัยนโยบายเพื่อวางระบบการศึกษาตามอัธยาศัยเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับคนไทยที่มีประสิทธิผล
การพัฒนาระบบการศึกษา
- การประเมินเพื่อแก้ไขข้อบกพร่อง/จุดอ่อนในทุกขั้นตอนของระบการจัดการศึกษา (เช่น การเรียนการสอนเน้น"การคิด" แต่การประเมิน เน้น "การจำ") ระบบการปฏิรูปไม่เปลี่ยน
- การวิจัและพัฒนาระบบการจัดการศึกษาแบบองค์รวมที่เน้นกระบวนการขัดเกลาทางสังคม/ทักษะการเรียนรู้ทางสังคม
- การพัฒนาหลักสูตรที่สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของการศึกษาทุกระบบ
การปฏิรูปการศึกษาแต่ระบบการประเมินยังไม่เปลี่ยน การคิดเชิงทักษะชีวิต การโยงความรู้ไปใช้ในห้องเรียน แต่ไม่มีการคิดให้เขามีความสุข คนทำวิจัยเรื่องครู ระบบการผลิตครู เรารู้ว่าคนเก่งไม่มาเรียนครู มีการพูดว่าให้เพิ่มเงินเดือน แต่ถึงเพิ่มไปคนเก่งก็ไม่มาเรียน สามารถไปประกอบอาชีพอื่นได้
คนเก่งที่มีไอคิวสูง เขาก็ไม่สามารถทนกับการมาอธิบายผู้เรียนระดับปกติให้เข้าใจได้ เพราะเขาก็จะสามารถพูดคุยได้แต่คนที่มีไอคิวระดับเดียวกันเท่านั้น การดึงคนเก่งมาเป็นครูอย่าคิดมิติเดียวว่าขึ้นเงินเดือน ลองหากลยุทธ์ที่คนเรียนไม่เก่งมาก แต่รักจะเป็นครูคนเรียนครูแต่อยากประกอบอาชีพครู 60% เป็นคนต่างจังหวัด อีก 40% ไปทำอาชีพอื่น
ควรมีการวิจัยระบบต่อยอดสายวทบ.ดึงให้มาเป็นครู แต่กลายเป็นว่าเด็กเปลี่ยนไปเรียนสายอาชีพมากขึ้น นับวันจะหาคนที่เก่งฟิสิกส์ยากขึ้น
ครูวางเป้าหมายมาตรฐานเด็กระดับไหน แล้วถึงเป้ามาตรฐานหรือยัง ต่อไปต้องนำข้อสอบ O-NET มาให้อาจารย์วิเคราะห์ว่าข้อสอบดีไม่ดีอย่างไร ไม่มีใครที่จะรู้ได้ดีกว่าครู
15 พฤศจิกายน 2009
น้องลูกหว้าครับ ดีมากครับ
พี่เล่าประสบการณ์เรื่องนี้หน่อย ประเด็นการปฏิรูปการศึกษานั้นมีเวทีพูดกัน ประชุมกัน อภิปราย สัมมนาทั้งระดับเล้กๆและรัดับชาติมามากมาย สมัยนั้นพี่จำได้ว่าพี่มาเรียน มช.ปี 2512 เรื่องนี้ดังมาก เราจ้างผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศมาวางแนวทาง มาร่วมอภิปราย วางแผนแม่บท เราบินไปดูงานต่างประเทศกันหลายหลุ่มหลายประเทศ กลับมาแล้วก็มาพูดคุยกัน บรรยากาศเหมือนว่าจะเปลี่ยนแปลงแล้วในวันพรุ่งนี้
แต่ก็เปลี่ยนปรับได้บ้าง ไม่มากนัก พี่อ่านเอกสาร ติดตาม เข้าร่วมการประชุม หลายต่อหลายครั้ง แต่ระบบการศึกษาก็เป็นอย่างที่เห็น หลายอย่างก็ดีขึ้น อีกจำนวนมากยังไม่ปรับเปลี่ยน บางอย่างดูจะเป็นปัญหามากขึ้น
ระบบมันซับซ้อนมากกว่าที่เราจะพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินในเร็ววัน
จนมีคนที่แหกวงการออกมา เช่น โรงเรียน summer hill ที่กาญจนบุรี โรงเรียนของท่าน ดร….ชุมสาย โรงเรียนรุ่งอรุณ ฯลฯ แต่นั่นก็เป็นส่วนน้อยเมื่อเทียบกับทั้งหมด
จนเกิดวิทยาลัยชุมชน เกิดมหาวิทยาลัยชีวิต….
เมื่อพิจารณาสิ่งนี้—->
การแก้ปัญหาความยากจน
- การพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
- การพัฒนาชุดฝึกอบรมการแก้ปัญหาทางสังคมด้วยตนเอง
- การวิจัยเพื่อหาแนวทางการยกระดับจิตใจของคนไทย
- การวิจัยเพื่อหามาตรการกระจายรายได้สู่สังคมชนบทผ่านกิจกรรมทางการศึกษา
พี่ขออนุญาติ แสดงความเห็นตรงนี้ในฐานะที่พี่วนเวียนอยู่ในประเด็นนี้
อย่างไรก็ตาม การวิจัยมิใช่จะไร้ความหมาย มีความหมายครับ เพราะสังคมเคลื่อนตัวไป ทุกอย่างก้หมุนไป การวิจัยก็ต้องมีขึ้น แต่ทำอย่างไรให้เอาไปได้จริงๆครับ
เอาแค่นี้ก่อนนะครับน้องลูกหว้า
พัฒนาๆๆ แบบสบายๆ บ้างเน้อ
พัฒนาๆๆ แบบสบายๆ บ้างเน้อ
แหมๆๆ พอเราไปที่ลาน พ่อก็มาตอบที่นี่ คิดถึงค่ะพ่อ เขาก็ถกๆกันอยู่ค่ะพ่อว่า เน้นให้เรียนแบบสนุกและมีความสุข แต่พอเวลาสอบก็อัดแต่วิชาการ อิอิ..เด็กปรับตัวไม่ทันเลย
รับความรู้จากอาจารย์ครับ ;)
ได้อ่านด้วยคน..เห็นด้วยกับหลายเรื่องนะคะ
พี่เคยถามคนเป็นครู เขาบอกว่างานสอนน่ะชอบทำ แต่งานเอกสาร KPI ไม่อยากทำทำให้เบื่อที่จะอยู่ในอาชีพครู
น่าจะศึกษาว่า ครูทำงานที่ไม่ใช่งานครูกันกี่เปอร์เซนต์ของงานนะคะ
#7:: sutthinun 16 พฤศจิกายน 2009 เวลา 11:58 คลิกแก้ไข
เห็นด้วย แต่ไม่เห็นคนแก้ และนโยบายที่จะแก้ปมที่ว่ามาทั้งหมด
คิดแต่ไม่ได้ทำ หรือยังไม่ทำ คงไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แบ๊ะๆมา ก็แบ๊ะๆไป อิอิ