การฟัง(หรืออ่าน) ธรรมะเป็นประจำ ช่วยบรรเทาอกุศลกรรมในชีวิตประจำวันได้จริงๆ

ช่วงประมาณ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมานี้ มีเหตุปัจจัยให้ได้ศึกษาธรรมะที่เป็นพระอภิธรรมหรือปรมัตถธรรม โดยเฉพาะในเรื่องของการเจริญเมตตา (อโทสเจตสิก)  ได้ทำความเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างโลภะกับเมตตา ผ่านการศึกษาและสนทนาธรรมในเว็บไซต์บ้านธัมมะ ของมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา http://www.dhammahome.com

จากการศึกษามีข้อความที่แสดงถึงความแตกต่างระหว่างโลภะกับเมตตา ดังนี้...

ลักษณะที่ต่างกันของโลภะและเมตตา     ข้อความในอัฏฐสาลินี    นิกเขปกัณฑ์  อธิบายนิทเทสโลภะ (๑๐๖๕)  แสดงลักษณะอาการต่าง ๆ ของโลภะที่ต่างกับเมตตา  มีข้อความว่า

                 ชื่อว่า ความกำหนัด  เนื่องด้วยความยินดี   ชื่อว่าความกำหนัด

นัก โดยความหมายว่ายินดีรุนแรง   ชื่อว่าความคล้อยตามอารมณ์  เพราะยัง

สัตว์ทั้งหลายให้คล้อยตามไปในอารมณ์ทั้งหลาย

                 นี่เป็นชีวิตประจำวันที่จะต้องพิจารณาจริง   ๆ  ว่าในขณะใดที่

เมตตาไม่เกิด    จิตย่อมคล้อยตามโลภะไปในอารมณ์ ต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลา

ถ้าไม่สังเกตจะไม่รู้เลยว่าจิตคล้อยตามโลภะอยู่เสมอ  เมื่อมีความยินดีพอใจ

ในอารมณ์ใดก็กระทำตามความคิดตามความพอใจในอารมณ์นั้นทุกอย่าง 

                 ในขณะนั้นรู้ได้ว่าไม่ใช่เมตตา      เมื่อรู้ลักษณะของโลภะแล้ว

ภายหลังเมื่อเมตตาเกิด  ก็จะเปรียบเทียบได้ถูกต้องว่า   ลักษณะของ
โลภะ

ต่างกับลักษณะของเมตตา

การอบรมเจริญเมตตาไม่ใช่แต่เฉพาะเวลาที่เกิดโกรธ  แม้แต่มิตรสหายวงศาคณาญาติ   บุคคลในครอบครัว   ซึ่งเป็นผู้ที่มีความผูกพัน ก็จะต้องพิจารณาให้รู้ความต่างกันของขณะจิตที่ประกอบด้วยเมตตา     และขณะจิตที่ประกอบด้วยโลภะ   ถ้าเป็นผู้ที่อบรมเจริญเมตตาจริง  ๆ จะไม่เว้นโอกาสใดเลย ไม่ใช่นึกจะเจริญเมตตาเฉพาะเวลาเกิดโทสะเท่านั้น

จากหนังสือ "เมตตา" โดย อ.สุจินต์ บริหารวนเขตต์ มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา

ดังนั้น หากไม่ศึกษาให้ละเอียดแทนที่จะเจริญเมตตา (กุศลธรรม) เราอาจจะกำลังเจริญโลภะ (อกุศลธรรม) อยู่ก็ได้ 

การศึกษาและสนทนาธรรมเป็นประจำจะช่วยบรรเทาอกุศลกรรมของทุกๆ คน เรื่องนี้ประสบด้วยตนเอง เป็นอย่างนี้จริงๆ ค่ะ  จึงขอเชิญชวนทุกท่านมาศึกษาธรรมะ (โดยละเอียด) เพื่อสันติสุขที่แท้จริงในครอบครัวและสังคมนะคะ