ตลอดกาลอันยาวนานในโฉมหน้าประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา จำเดิมแต่พระพุทธศาสนาได้อุบัติขึ้นในโลก พระพุทธศาสนาจะเจริญหรือเสื่อมมีส่วนผูกพันอยู่กับสถาบันพระมหากษัตริย์ตลอดมา ยุคใดที่พระมหากษัตริย์ทรงยกย่องนับถือพระพุทธศาสนา ทรงเป็นพุทธมามกะ และทรงเป็นพุทธศาสนูปถัมภก

ผมถือคัมภีร์มาเล่มหนึ่งเล่มหนาพอสมควร เปิดมาก็เจอเลยครับหน้าแรกสารบัน บอกว่าเป็นหนังสือของพุทธศานา “ราชคุณูปการานุสรณ์” เนื้อความว่า

ตลอดกาลอันยาวนานในโฉมหน้าประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา จำเดิมแต่พระพุทธศาสนาได้อุบัติขึ้นในโลก พระพุทธศาสนาจะเจริญหรือเสื่อมมีส่วนผูกพันอยู่กับสถาบันพระมหากษัตริย์ตลอดมา ยุคใดที่พระมหากษัตริย์ทรงยกย่องนับถือพระพุทธศาสนา ทรงเป็นพุทธมามกะ และทรงเป็นพุทธศาสนูปถัมภก ยุคสมัยนั้นจะเป็นยุคทองของพระพุทธศาสนา แต่ยุคใดที่พระมหากษัตริย์ไม่สนพระราชหฤทัยในพระพุทธศาสนาหรือทรงเป็นปฏิปักษ์ต่อพระพุทธศาสนายุคสมัยนั้นพระพุทธศาสนาจะตกต่ำและเสื่อมไปโดยลำดับ จนถึงอันตรธานไปจากประเทศนั้น แม้แต่ดินแดนที่เป็นพุทธภูมิ อย่างเช่นอินเดีย

นี่เป็นคำอนุสรณ์คำนำที่ปรากฏในหน้าหนังสือนั้นที่ผมยกมานี่แค่เล็กน้อย เล็กน้อยนะครับก็บอกแล้วว่าหนังสือมันเล่มใหญ่ แต่พออ่านแล้วได้ความรู้สึกแม้ยังไม่เข้าถึงเนื้อหาใดใดเลย แค่เรียกน้ำย่อยครับท่าน ประเด็นที่ผมอ่านตรงนี้แล้วคิดไปไกลจนกู่ไม่กลับก็คือ “พระพุทธศาสนาจะอยู่ได้ด้วยการที่พระมหากษัตริย์ทรงนับถือ ยกย่องเชิดชูบูชา และประการสำคัญคือปกป้องรักษา” ผมคนมันคิดมากอยู่แล้วก็เลยคิดไปว่า กษัตริย์สมัยก่อนนั้นมีอำนาจ มีอาญาสิทธิ์เด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียว การพระศาสนาจึงขึ้นอยู่กับพระมหากษัตริย์ค่อนข้างชัดเจน แต่ในสมัยนี้สิครับท่านทั้งหลาย ด้วยการปกครองระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนี่ มันต้องถามว่าใครมีอำนาจที่จะสั่งการ จัดการเรื่องราวทุกอย่าง คิดไปคิดไป

มันต้องเป็นคณะรัฐบาลนะสิ ที่จะบริหารประเทศสั่งการ จัดการเรื่องราวทุกอย่างถ้าสมมุติว่ารัฐที่ไม่สนับสนุน ไม่ปกป้อง ไม่บูชา พระพุทธศาสนา หรือถ้าสมมุติว่า สนับสนุนแบบผิดๆละจะเป็นอย่างไร เพราะอะไรหรือครับพี่น้องครับทำไมคิดได้แต่เรื่องที่ไปพูดให้ใครฟังเขาจะหัวเราะเยาะเอา ลองคิดดูนะครับว่า มีโอกาสไหมที่บางทีบางครั้งเราอาจที่ได้รัฐบาลแบบไม่เข้าใจพุทธศาสนาเลย “ หมายความว่า มีโอกาสไหมที่คนที่มาเป็นส.ส.มาเป็นรัฐมนตรีจะไม่รู้ด้วยช้ำว่าการรักษาศิล การให้ทาน การทำภาวนาเป็นจะใด๋” ท่านรัฐมนตรีตั้งนะโม ๓ ไม่จบ ว่าศีลไม่จบไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าสอนอะไร รู้แต่กินเหล้าเมายา ขอโทษนะที่จะสมมุติว่า รู้จักแต่การโกงกิน ผมเลยมาสมมุติว่ามีโอกาสมากน้อยแค่ไหนที่พวกเราชาวประชาจะหลงเลือกคนพวกนี้มาเป็นตัวแทนของเราท่าน อาจจะไม่ใช่ทั้งหมดแต่เกินกึ่งหนึ่งของสภาก็ใช้ได้แล้วครับ พยายามจะไม่คิดมากแต่คิดต่ออีกหน่อยก็ดีว่า ถ้ามันเป็นจริงดังเขาว่า พระพุทธศาสนาจะเป็นอย่างไรหน๋อ คนดีมีศีลธรรมจะอยู่กันอย่างไร คุณธรรมจริยธรรมที่ทุกคนกล่าวถึงจะยังเหลืออยู่สักมากน้อย สุดท้ายบ้านเมืองที่ไม่มีคุณธรรมจริยธรรมจะสามารถดำรงอยู่ด้วยอะไร? คิดไปคิดมาก็ถึงทางตันคิดไม่ออก ไม่อยากคิด อยากหนีไปอยู่เมืองจีนกับท่านเปาบุ้นจิ้น มีท่านจั่นเจาช่วยปราบก็ดีนะครับ เอาละเขียนมามากแล้วที่นี้จะบอกว่าข้อความเบื้องต้นที่ทำให้ผมคิดได้เป็นคุ้งเป็นแควนะคือหนังสือพระไตรปิฏกฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ในชุดของคัมภีร์ทีฆนิกาย ศีลขันธวัคค

ผมตั้งใจที่หยิบมาหาอ่านเพื่อจะเขียนข้อคิดเล็กน้อย ที่ผมคิดออกในแต่ละสูตรมาฝากท่านทั้งหลาย ว่างๆจะนำมาฝากใหม่ จวนถึงเวลาแล้วขออำลา.......

มีอะไรในพระไตรปิฏก

จะหยิบยกออกมาว่ากล่าวขาน

ในพระสูตรเปรียบเสมือนเป็นตำนาน  

ทีฆขานเอื้อนเอ่ยเผยวาจา

แล้วจะลงความเห็นไว้เปรียบเทียบ

จะให้เป็นระเบียบไม่มุสา

จุดมุ่งหมายอยากให้ใจประชา 

มีธรรมาในดวงจิตทุกทุกคน