สารจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ถึง ลูกจ้างประจำของส่วนราชการ
เนื่องจาก ผู้เขียน
ได้อ่านสารจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ถึง
ลูกจ้างประจำของส่วนราชการ
และเห็นว่ามีประโยชน์ต่อลูกจ้างประจำและผู้อ่าน จึงขอสรุปได้
ดังนี้ค่ะ...
ลูกจ้างประจำของส่วนราชการเป็นบุคลากรภาครัฐประเภทหนึ่งซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในการสนับสนุนการทำงานของข้าราชการ
และ นอกจากจะได้รับเงินค่าตอบแทนในการปฏิบัติงานเป็นค่าจ้างแล้ว
ยังได้รับสวัสดิการและสิทธิประโยชน์เกื้อกูลอื่น ๆ
จากทางราชการตลอดเวลาที่รับราชการอยู่จนเมื่อพ้นจากราชการ
อย่างไรก็ตาม ในระบบปัจจุบัน
เมื่อลูกจ้างประจำพ้นจากราชการก็จะได้รับบำเหน็จซึ่งเป็นเงินก้อนในคราวเดียว
ไม่มีสิทธิเลือกรับเป็นรายเดือน ทำให้ได้รับความเดือดร้อน
เนื่องจากไม่มีรายได้เป็นรายเดือน ดังนั้น
กระทรวงการคลังจึงได้ตระหนักถึงความเดือดร้อนของท่านและเพื่อบรรเทาความเดือนร้อนในเรื่องค่าครองชีพ
รวมทั้งให้มีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพภายหลังออกจากราชการ
สำหรับกลุ่มคนที่ได้ปฏิบัติงานราชการมาเป็นเวลา 25 ปี
กระทรวงการคลังจึงได้เสนอร่างระเบียบกระทรวงการคลังใหม่ เมื่อวันที่
25 สิหงาคม 2552 ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบร่างระเบียบดังกล่าว
โดยให้มีผลใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2552 เป็นต้นไป
ซึ่งร่างระเบียบกระทรวงการคลังดังกล่าว
เป็นการปรับปรุงแก้ไขระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง พ.ศ.
2519 ฉบับเดิม
โดยกำหนดเพิ่มเติมให้ลูกจ้างประจำได้รับบำเหน็จรายเดือนและบำเหน็จพิเศษรายเดือนได้
ซึ่งผู้เขียนขอสรุปสาระสำคัญย่อ ๆ ดังนี้
1. กำหนดให้ลูกจ้างประจำผู้มีสิทธิรับบำเหน็จปกติ
ซึ่งมีเวลาทำงานตั้งแต่ 25
ปีบริบูรณ์ขึ้นไปหรือมีสิทธิได้รับบำเหน็จพิเศษ
สามารถขอรับเป็นบำเหน็จรายเดือนหรือบำเหน็จพิเศษรายเดือนแทนก็ได้
ทั้งนี้ เมื่อลูกจ้างประจำได้รับเงินดังกล่าวจากส่วนราชการผู้เบิกแล้ว
จะขอเปลี่ยนแปลงความประสงค์ในการขอรับอีกไม่ได้
2. กำหนดให้สิทธิในบำเหน็จรายเดือนและบำเหน็จพิเศษรายเดือน
เริ่มตั้งแต่ลูกจ้างประจำออกจากงาน
จนกระทั่งผู้นั้นถึงแก่ความตาย
3. กำหนดให้บำเหน็จรายเดือน
คำนวณจากค่าจ้างเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนเดือนที่ทำงานหารด้วยสิบสอง
ผลลัพธ์เป็นเท่าใดให้หารด้วยห้าสิบ
ตัวอย่าง ในกรณีที่ลูกจ้างประจำรายหนึ่ง
มีเวลาในการรับราชการ 30 ปี (12 X 30 ปี = 360
เดือน)
ค่าจ้างเดือนสุดท้าย 15,260
บาท
การคำนวณบำเหน็จรายเดือน
(ระบบใหม่ที่ปรับปรุง)
บำเหน็จรายเดือน =
ค่าจ้างเดือนสุดท้าย X
จำนวนเดือนที่ทำงาน
12 X 50
=
15,260 X
360
= 9,156
บาท/เดือน
12
X 50
การคำนวณบำเหน็จปกติ
(ระบบเดิม)
บำเหน็จปกติ
=
ค่าจ้างเดือนสุดท้าย
X จำนวนเดือนที่ทำงาน
12
=
15,260 X
360
=
457,800 บาท
12
ดังนั้น
ถ้าลูกจ้างประจำรายดังกล่าวออกจากราชการ
และมีชีวิตหลังออกจากราชการอีก 20 ปี ตามระบบใหม่ที่ปรับปรุง
(ซึ่งเป็นทางเลือก) จะได้เงินรวมทั้งหมด 9,156 X 20 X 12 = 2,197,440
บาท (โดยรับเป็นบำเหน็จรายเดือน เดือนละ 9,156
บาท)
4. กำหนดให้บำเหน็จพิเศษรายเดือน
คำนวณโดยให้เจ้าสังกัดเป็นผู้กำหนดตามจำนวนที่เห็นสมควรแก่เหตุการณ์ประกอบกับความพิการและทุพพลภาพของลูกจ้างประจำ
ดังนี้
(1) กรณีปฏิบัติหน้าที่ในเวลาปกติ
ให้คำนวณจากหกถึงยี่สิบสี่เท่าของค่าจ้างเดือนสุดท้าย
ผลลัพธ์เป็นเท่าใดให้หารด้วยห้าสิบ
(2) กรณีปฏิบัติหน้าที่ตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด
ในระหว่างเวลาที่มีการรบการสงคราม การปราบปรามจลาจล
หรือในระหว่างที่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึก
หรือประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน
ให้คำนวณจากสามสิบหกถึงสี่สิบสองเท่าของค่าจ้างเดือนสุดท้าย
ผลลัพธ์เป็นเท่าใดให้หารด้วยห้าสิบ
5. กำหนดให้ลูกจ้างประจำผู้มีสิทธิได้รับบำเหน็จปกติ
หรือบำเหน็จพิเศษที่มีสิทธิเปลี่ยนแปลงความประสงค์ขอรับเป็นบำเหน็จรายเดือนและบำเหน็จพิเศษรายเดือน
ได้ที่ยังไม่ได้รับเงินบำเหน็จปกติหรือบำเหน็จพิเศษจากทางราชการ
ในวันที่ระเบียบนี้มีผลใช้บังคับ
สามารถแสดงความประสงค์ขอเปลี่ยนบำเหน็จปกติหรือบำเหน็จพิเศษเป็นบำเหน็จรายเดือนและบำเหน็จพิเศษรายเดือน
แล้วแต่กรณีแทนได้
ซึ่ง ผู้เขียน
หวังว่าคงเป็นข่าวดีที่ลูกจ้างประจำทุกท่านคงมีความมั่นใจในอนาคตของตนเองมากขึ้น
และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าลูกจ้างประจำทุกท่านจะช่วยกันปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถเพื่อให้การดำเนินงานของภาครัฐเป็นไปอย่างมีประสิทธิผลและส่งผลดีต่อประเทศชาติ
โดยรวม
ที่มา :
วารสารข่าว กสจ. ปีที่ 12 ฉบับที่ 3 ประจำเดือนกรกฎาคม - กันยายน
2552
มาร่วมยินดีกับลูกจ้างประจำด้วยนะคะ *^_^*
ขอบคุณ...อาจารย์พิชชาค่ะ
และแล้ววันที่รอคอยของลูกจ้างประจำก็มาถึงค่ะ...
และคิดว่า ระเบียบอื่น ๆ ก็คงจะตามมาค่ะ...
มาร่วมเฮด้วยครับ
ขอบคุณค่ะ...คุณเบดูอิน
อยากทราบว่าถ้าเกษียณปุบ อยู่มาอีกปีเดียวแล้วเกิดตายขึ้นมา ลูกจ้างไม่ขาดทุนแย่หรือ
น่าจะได้ค่ารักษาพยาบาลด้วยนะ เพราะทำงานในหน่วยราชการเหมือนกัน
ตอบ...หมายเลข 5-6
ใน blog ไม่สามารถตอบได้ค่ะ อยู่ที่คุณจะตัดสินใจว่าจะเลือกวิธีการรับบำเหน็จแบบใดค่ะ ที่นำมาแจ้งเพื่อต้องการให้ทราบว่าการคำนวณบำเหน็จ มีวิธีคิดคำนวณกันอย่างไร สำหรับค่ารักษาพยาบาล ต้องรอระเบียบของกระทรวงการคลัง และระเบียบอื่น ๆ ออกให้ก่อน จึงจะนำมาแจ้งให้ทราบค่ะ
อยากทราบว่าอีกนานไหมครับ กว่าระเบียบกระทรวงการคลังจะออก
เพราะปีนี้มีเพื่อนๆเกษียนไปบ้างแล้ว ขอบคุณครับธภ
ตอบ...หมายเลข 8...
ระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2552
ประกาศใช้แล้วนะค่ะ... อยู่ในไฟล์ข้างบนค่ะ ถ้าจะอ่านก็อยู่อีกหัวข้อ ได้เขียน
ไว้ให้ทราบแล้วค่ะ...
อยากทราบว่าปี 53จะมีการขยายขั้นเงินเดือน
ลูกจ้าง ไหมครับ ไม่ขึ้นมาหลายปีแล้ว
ตอบ...หมายเลข 10
ทราบแต่ว่าขณะนี้ รัฐกำลังดำเนินการจัดแบ่งกลุ่มลูกจ้างประจำให้ใหม่ค่ะ
มี 3 กลุ่ม รายละเอียดเพิ่มเติมจะแจ้งให้ทราบต่อไปค่ะ...
ตอบ...หมายเลข 10...
สวัสดีครับ ผมรับราชการมายี่สิบเก้าปีครับ
สวัสดีค่ะ...คุณเกียรติศักดิ์...
สวัสดีครับ ครูพลศึกษาครับ สอนโรงเรียนเสาไห้ "วิมลวิทยานุกูล" อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี โรงเเรียนสังกัดกรมสามัญศึกษาเดิม ปัจจุบันสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานครับ โรงเรียนมีนักเรียน 2900กว่าคนครับ ผมไม่ได้ลงประวัติเพราะเพิ่งหัดเล่นเวปบล็อกครับ
ต้องขออภัยครับ
สวัสดีค่ะ...อาจารย์เกียรติศักดิ์...
อยากสอบถามอาจารย์เรื่องการคิดเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ(กสจ)กรณีเกษียนอายุค่ะ
ตอบ...คุณ kun...
สวัสดีครับอาจารย์ ผมรับราชการ(ลูกจ้างประจำ)บรรจุ พ.ค.35 มา 18 ปี อายุ 36 ถ้าทำงานจนเกษียณ 60 ปี จะเกษียณอายุปี 2577
จะได้ บำเหน็จรายเดือนไหมครับ อ่านใน ข่าว ท่าน รมต. ท่านว่า ลูกจ้างประจำกลุ่มสุดท้ายที่จะได้ บำเหน็จ จะเกษียณปี 2576 แต่ข่าวว่าให้ทุกคนที่ อายุราชการ 25 ปี ขึ้นไป ผมอายุงาน 42 ปี และยังมีคน บรรจุหลังผมอีก หลายปี ทำไมกลุ่มสุดท้ายตามข่าวจึงแค่ปี 2576 ละครับ หาคำตอบไม่ได้เลย ข่วยตอบด้วยครับ มีประโยชน์มากเลย ขอบคุณครับ ตอบทางเมล์ก็ได้ครับ
ตอบ...คุณศิริศักดิ์...