ชื่อเรื่อง การพัฒนาระบบการบริหารแบบมีส่วนร่วมที่มีประสิทธิภาพ
ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ระดับมัธยมศึกษา
ผู้วิจัย ลัดดา ผลวัฒนะ
ปีที่วิจัย 2547
วัตถุประสงค์
1.เพื่อศึกษาถึงพฤติกรรมการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานระดับ มัธยมศึกษา สำหรับนำไปจัดระบบการบริหารของสถานศึกษา
2. เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการบริหาร และระบบการบริหารของสถานศึกษาขั้น
พื้นฐาน ระดับมัธยมศึกษาระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม
3. เพื่อเสนอระบบการบริหารแบบมีส่วนร่วมที่มีประสิทธิภาพ ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานระดับมัธยมศึกษา
กลุ่มตัวอย่าง ผู้วิจัยดำเนินการเลือกกลุ่มตัวอย่างตามขั้นตอนดังนี้
1. ผู้วิจัยเลือกกลุ่มตัวอย่างประชากรเปาหมาย (Target Population) ที่มีคุณลักษณะตามที่กำหนด เนื่องจากประชากรแต่ละจังหวัดจะประกอบด้วยสถานศึกษาขั้นพื้นฐานระดับมัธยมศึกษา (ช่วงชั้นที่ 3-4 ) ทั้งขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก
2. ผู้วิจัยเลือกกลุ่มตัวอย่างเพื่อเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย (Simple Random Sampling ) ที่อยู่ในระบบการบริหารระบบที่ 3 คือ ระบบปรึกษาหารือที่ประกอบด้วยโรงเรียนขนาดใหญ่ กลาง เล็ก จำนวน 6 โรงเรียน กำหนดให้เป็นกลุ่มทดลอง 3 โรงเรียนและกลุ่มควบคุม 3 โรงเรียน โดยแต่ละกลุ่มจะมีตัวแทนทั้งขนาดใหญ่ กลาง เล็ก ผู้ให้ข้อมูลด้านระบบการบริหาร บริหารแบบมีส่วนร่วม ประกอบด้วย ผู้บริหาร ผู้ช่วยผู้บริหาร หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ หัวหน้างาน และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนละ 28 คน รวมผู้ให้ข้อมูลกลุ่มทดลอง จำนวน 84 คน และผู้ให้ข้อมูลกลุ่มควบคุม 84 คน รวมทั้งหมด 168 คน และผู้ให้ข้อมูลด้านความพึงพอใจในระบบบริหารแบบมีส่วนร่วม ประกอบด้วย ครู ผู้ปกครอง และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้มี 3 ประเภท ดังนี้
- แบบสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา ตามประเภทของตัวแปร ด้านระบบการบริหารแบบมีส่วนร่วม ตามกรอบแนวคิดของไลเกิร์ต
- คู่มือดำเนินการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษาและปฏิทินการดำเนินการ
- แบบประเมินประสิทธิภาพของการบริหารแบบมีส่วนร่วม คือ การประเมินความพึงพอใจในระบบการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้ที่เกี่ยวข้อง และผู้รับบริการ คือ ครู ผู้ปกครอง และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
การเก็บรวบรวมข้อมูล
1. ผู้วิจัยนำแบบสอบถามระบบการบริหารแบบมีส่วนร่วมไปประเมิน ก่อนเริ่มทำการทดลอง (Pre – Test ) และหลังการทดลอง ( Post – Test ) ด้วยตนเองโดยทำการ Pre – Test ช่วงเวลาสัปดาห์แรกของการทดลอง
2. ผู้วิจัยนำคู่มือการบริหารแบบมีส่วนร่วม ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ตามมโนทัศน์ของทฤษฎีการบริหารแบบมีส่วนร่วมของไลเกิร์ต ให้โรงเรียนกลุ่มทดลองใช้พัฒนากระบวนการบริหาร เป็นระยะเวลา 16 สัปดาห์ สำหรับกลุ่มควบคุม ผู้บริหารสถานศึกษายังคงดำเนินการบริหารตามปกติ และทำการPost – Test ทั้งกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม สัปดาห์สุดท้าย เพื่อเปรียบเทียบผลการพัฒนาระหว่างกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม โดยใช้สถิติวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วม ( ANCOVA)
3. การเก็บรวบรวมข้อมูลหลังการทดลองเสร็จสิ้นแล้ว ผู้วิจัยนำแบบประเมินไปประเมินประสิทธิภาพของการบริหาร โดยการประเมินความพึงพอใจของผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้ใช้บริการและเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง
การวิเคราะห์ผล
1. วิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการบริหารของผู้บริหาร เพื่อจัดระบบการบริหารเป็นแบบตรวจสอบรายการ วิเคราะห์โดยการแจกแจงความถี่ การหาค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมการบริหาร และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนพฤติกรรมการบริหารและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนพฤติกรรมการบริหาร
2.การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบระบบการบริหารของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานระดับมัธยมศึกษา ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม แล้วนำเสนอในรูปของตารางประกอบคำบรรยาย
3. การวิเคราะห์ข้อมูลด้านประสิทธิภาพของกสนบริการ โดยประเมินความพึงพอใจในระบบการบริหารแบบมีส่วนร่วม เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด วิเคราะห์โดยหาค่าเฉลี่ยเลขคณิต และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน แล้วนำเสนอในรูปของตารางประกอบคำบรรยาย โดยผู้วิจัยกำหนดเกณฑ์ความมีประสิทธิภาพของระบบการบริหารแบบมีส่วนร่วม จากความพึงพอใจ ครู ผู้ปกครอง และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
1. การหาคุณภาพของคู่มือในการบริหารแบบมีส่วนร่วม โดยให้ผู้ทรง
คุณวุมิตรวจสอบหาค่าดัชนีความสอดคล้อง
2. การหาค่าความเชื่อมั่นของแบบประเมินพฤติกรรมการบริหาร และแบบประเมินความพึงพอใจของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและผู้ใช้บริการ โดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค
3. การศึกษาพฤติกรรมการบริหารของผู้บริหาร วิเคราะห์โดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
4. การประเมินผลการพัฒนาระบบการบริหาร โดยใช้สิถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวน (ANCOVA)
ผลการวิจัย
1. พฤติกรรมการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ระดับมัธยมศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็ก จำนวน 12 โรงเรียน ขนาดกลาง 9 โรงเรียน และขนาดใหญ่ 9 โรงเรียน พบว่า สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ระดับมัธยมศึกษาทุกแห่งมีพฤติกรรมการบริหารอยู่ในระบบที่ 3 คือ ระบบปรึกษาหารือ
2. การศึกษาเปรียบเทียบระบบบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ระดับมัธยมศึกษา ระหว่างกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม พบว่า หลังการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการบริหาร และมีระบบบริหารสูงกว่าก่อนการพัฒนา และสูงกว่ากลุ่มควบคุม
3. ระบบการบริหารแบบมีส่วนร่วมที่มีประสิทธิภาพ ผลการประเมินความพึงพอใจของโรงเรียนที่เป็นกลุ่มทดลอง 3 โรงเรียน ทั้งขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ มีคะแนนประเมินอยู่ระหว่าง 3.15 – 3.76 หมายถึง มีความพึงพอใจระดับมาก ส่วนโรงเรียนที่เป็นกลุ่มควบคุม 3 โรงเรียน ทั้งขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ มีคะแนนประเมินอยู่ระหว่าง 2.94 – 3.03 หมายถึงมีความพึงพอใจระดับพอใช้
อ่านแล้วค่ะน่าสนใจดี ++ แอมก็เลยแวะมาสวัสดี.....(สวัสดีจ้า)
ทามไมเงียบจังนะ
น่าสนใจ ขอบคุณครับ