red ocean

 

RED  OCEAN

สมรภูมิการแข่งขันที่ดุเดือด 

การทำธุรกิจท่ามกลางสมรภูมิการแข่งขันที่รุนแรง และผจญกับปัจจัยลบรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน  การเมืองที่ไม่นิ่ง ค่าครองชีพที่พุ่งขณะที่กำลังซื้อถดถอย  ล้วนเป็นโจทย์ยากที่ธุรกิจจะฟันฝ่าอุปสรรค เพื่อเพิ่มทางรอดในการทำธุรกิจสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับ ''''''ฐานเศรษฐกิจ

หลักคิดวิธีการเอาชนะคู่แข่ง

นายตัน ภาสกรนที กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงแนวคิดในการทำธุรกิจในภาวะเศรษฐกิจที่เผชิญกับปัญหาต่างๆ ทั้งราคาน้ำมันพุ่งขึ้นสูง ปัญหาอัตราเงินเฟ้อ และปัญหาการเมืองว่า จะต้องมีความเชื่อก่อนว่าในวิกฤติย่อมมีโอกาสเสมอ อย่างกรณีที่เกิดวิกฤติในอดีตก็ยังมีผู้ที่อยู่รอด และประสบความสำเร็จได้ เช่น ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็มีร้านทองแห่งหนึ่งในจ.ชลบุรีที่ผ่านช่วงสงครามโลก และสามารถค้าขายทองจนร่ำรวยมาถึงปัจจุบัน

นายตัน     ยังชี้ให้เห็นความสำคัญของความเชื่ออีกว่า ถ้าหากมีความเชื่อว่า น้ำมันขึ้นราคา มีคู่แข่งมากมาย เมื่อเริ่มต้นทำธุรกิจก็ถือว่าแพ้แล้ว เพราะเป็นสิ่งบันทอนจิตใจและนำมาใช้เป็นข้ออ้างหากไม่ประสบผลสำเร็จได้ แต่หากมองในมุมกลับกันว่าเมื่อมีคู่แข่ง หรือเศรษฐกิจไม่ดี มีปัญหาการเมือง แล้วธุรกิจจะเติบโตได้ดี นั่นก็ถือว่ามีโอกาสแล้ว เพราะอย่างน้อยที่สุดยอดขายของธุรกิจก็ยังคงเท่าเดิม ขณะเดียวกันตนเองยังมีมุมมองในมุมที่แตกต่างจากคนอื่น กรณีที่มีคนบอกว่าราคากุ้งดี ราคาข้าวดี สำหรับตนเองแล้วถือว่าไม่ดี ในความหมายของอินเทรนด์ (In Trend) คือ เอาต์ (Out) หากบอกไม่คุ้มค่า ไม่สามารถทำได้ สำหรับตนแล้วคือโอกาส

การสื่อสารตลาดแนวใหม่เพื่อครองใจผู้บริโภค

นายแดน ศรมณี    กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟาร์อีสท์ ดีดีบี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า   การเข้าถึงผู้บริโภคในยุคนี้มีหลายช่องทางและหลายรูปแบบ บางครั้งการสื่อสารไม่จำเป็นต้องสื่อผ่านสื่อใหม่ๆ เสมอไป จึงจะเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้ การหาลูกค้าใหม่ สามารถใช้สื่อแบบเดิมก็เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้เช่นกัน เพียงแต่ต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ การใส่ครีเอทีฟไอเดียลงไปในเนื้อหา โดยครีเอทีฟไอเดียนั้นต้องโดนใจผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายจริงๆ จะสามารถเข้าถึงและสร้างความสนใจให้กับเป้าหมายกลุ่มนั้นได้

นอกจากนี้ การใช้สื่อแบบผสมผสานยังเป็นสิ่งสำคัญ เช่นการผสมผสานระหว่างสื่อใหม่กับสื่อเก่า โดยเฉพาะสื่อออนไลน์ ซึ่งปัจจุบันเข้ามามีอิทธิพลกับผู้บริโภคค่อนข้างสูง และยังเป็นสื่อที่สร้าง Social Network ให้เกิดขึ้นได้ง่าย โดยการสื่อสารเหล่านั้น เป็นการสื่อสารโดยกลุ่มผู้บริโภคเองแบบไม่มีผู้นำ แต่เป็นการแลกเปลี่ยนความคิด ที่หากมีการจูนแนวความคิดให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน อาจส่งผลดีและผลร้ายกับแบรนด์สินค้าได้อย่างมหาศาล เพราะจะสามารถกำหนดทิศทางของแบรนด์ไปตามความคิดของผู้บริโภคเหล่านั้นได้ในทันที

ทิศทางดังกล่าว เป็นการปล่อยให้ผู้บริโภคเล่นกับแบรนด์ ซึ่งถือเป็นแนวทางที่ดีในการสร้างให้เกิด Talk Value หรือการพูดต่อ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับแบรนด์ได้

 

กล้าคิดนอกกรอบ

นายทัศพล แบเลเว็ลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินไทยแอร์เอเชีย ได้กล่าวถึงทฤษฎีการตลาดสีน้ำเงิน หรือ Blue Ocean และ เรดโอเชียน ตลาดสีแดง ว่ามีความต่างกันอย่างไร ถ้าพูดถึงสีแดง จะเป็นสีที่มีพลัง น่ากลัว เป็นตลาดที่มีการแข่งขันค่อนข้างดุ เป็นตลาดที่มีสินค้าลักษณะเดียวกัน หลากหลายยี่ห้อ

ส่วนบลูโอเชียนนั้น จะเป็นยี่ห้อต่างๆ ที่หนีตาย เพื่อผลิตสินค้าให้เกิดความแตกต่าง อย่างเช่นโฟมล้างหน้า สมัยก่อนไม่มีของผู้ชาย พอเจ้านี้ผลิต ขายดีมาก เพราะไม่มีคู่แข่ง แต่หลังจากนั้นผ่านไป 2 ปี ปรากฏว่าคู่แข่งเต็มไปหมด สถานการณ์กลับไปเป็นเรดโอเชียนอีกครั้งหนึ่ง

 

Blue Ocean

ธุรกิจสีคราม

Miss Benjaporn Thairungrot     นักวิชาการ    ศูนย์อำนวยการยุทธศาสตร์สังคมอยู่เย็นเป็นสุข

'กลยุทธ์น่านน้ำสีคราม' สร้างตลาดใหม่ให้ธุรกิจ

เราสามารถใช้กลยุทธ์บลูโอเชียนได้ในทุกหน่วยงาน เพียงแต่คุณมีกระบวนการที่เป็นระบบในการจัดการ แต่ประเด็นสำคัญที่สุด คือ BOS เป็นเรื่องของทัศนคติ เป็นแนวทางในการปรับวิสัยทัศน์ กระบวนการคิดใหม่ๆ หรือการเพิ่มคุณค่าทางนวัตกรรม นั่นหมายถึงเราต้องสร้างสินค้าให้แตกต่าง มองหาตลาดใหม่ๆ โดยใช้กรอบของบลูโอเชียน

Post Today - นาทีนี้นักธุรกิจรุ่นใหม่ไปจนถึงรุ่นใหญ่คงไม่มีใครไม่รู้จัก “กลยุทธ์น่านน้ำสีคราม” หรือ บลู โอเชียน สตราติจี้(Bule Ocean Strategy) กลยุทธ์ที่จะช่วยให้ก้าวพ้นจากน่านน้ำสีแดง (Red Ocean) ที่แข่งขันกันอย่างนองเลือด ด้วยการสร้างพื้นที่ตลาดซึ่งไม่ต้องมีการแข่งขัน มิหนำซ้ำยังทำการต่อสู้แย่งชิงกลายเป็นเรื่องล้าสมัยไปเลย

ก้าวสู่ความสำเร็จโดยไม่ต้องแข่งขัน

ในโอกาสที่ ดร.เบน เอ็ม บองซาอู วิทยากรจากมหาวิทยาลัยธุรกิจนานาชาติที่โด่งดังในประเทศฝรั่งเศส (INSEAD) ซึ่งเป็นทีมงานอย่างเป็นทางการจาก Blue Ocean Network เดินทางมายังประเทศไทยเพื่อร่วมงานสัมมนา “Bule Ocean Strategy” (BOS) จัดโดย บริษัท AIM Inlines ดร.เบนได้กล่าวถึงกลยุทธ์น่านน้ำสีครามว่า การที่นักธุรกิจจะประสบความสำเร็จ ไม่จำเป็นต้องแข่งขันกันเพียงอย่างเดียว แต่ความสามารถหาลูกค้าหรือความต้องการใหม่ๆ ก็ทำให้ประสบความสำเร็จได้เช่นกัน

“เราสามารถใช้กลยุทธ์บลูโอเชียนได้ในทุกหน่วยงาน เพียงแต่คุณมีกระบวนการที่เป็นระบบในการจัดการ แต่ประเด็นสำคัญที่สุด คือ BOS เป็นเรื่องของทัศนคติ เป็นแนวทางในการปรับวิสัยทัศน์ กระบวนการคิดใหม่ๆ หรือการเพิ่มคุณค่าทางนวัตกรรม นั่นหมายถึงเราต้องสร้างสินค้าให้แตกต่าง มองหาตลาดใหม่ๆ โดยใช้กรอบของบลูโอเชียน” ดร.เบน กล่าว

 

สร้างนวัตกรรมทางความคิด

                ในปัจจุบันมีหลายองค์กรที่นำกลยุทธ์บลูโอเชียนไปปรับใช้อย่างได้ผล ไม่ว่าจะเป็นบริษัทซัมซุง หรือหลายบริษัทใหญ่ๆ ในประเทศสิงคโปร์ ซึ่ง ดร.เบน เผยว่า BOS ไม่ใช่เรื่องของการค้นพบหรือวิทยาศาสตร์ แต่เป็นสังคมศาสตร์ที่เกิดจากการรวบรวม การอธิบาย และกรอบความคิดที่เป็นรูปธรรม ทั้งนี้ผลสำเร็จของการนำกลยุทธ์บลูโอเชียนไปปรับใช้อาจต้องใช้เวลา และขึ้นอยู่กับองค์กรนั้นว่า คาดหวังอะไรเป็นตัวบ่งบอกความสำเร็จ บางบริษัทคาดหวังให้ตัวเลขของผลกำไรมากขึ้น ในขณะที่บางบริษัทก็คาดว่าจำนวนสินค้าที่จำหน่ายจะเพิ่มมากขึ้น แต่ความสำเร็จที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมคือเรื่องของบุคลากร ซึ่งเกิดกระบวนการคิด และสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ มากขึ้น

ทั้งนี้ ดร.เบน ยกตัวอย่างวิธีกระตุ้นกระบวนความคิดเชิงสร้างสรรค์ว่า สิ่งสำคัญที่จะทำให้คนคิดนอกกรอบได้ ต้องเข้าใจในสภาพแวดล้อมและสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน จากนั้นให้มองไปที่ลูกค้า โดยพยายามทำความเข้าใจลูกค้า และต้องลืมแนวคิดแบบเดิมๆ เพราะสิ่งที่ลูกค้าให้กลับมา คือสิ่งที่ลูกค้าต้องการ ดังนั้นเราจะต้องเข้าใจและเข้าถึงลูกค้าให้มาก ตลอดจนต้องเรียนรู้ขั้นตอนของการรับฟังและมองสิ่งที่เรียกว่า ลูกค้าที่ไม่ใช่ลูกค้า (Non-Customer) ให้มากขึ้นด้วย

สร้างตลาดใหม่

หลักการสำคัญของกลยุทธ์น่านน้ำสีคราม คือ การสร้างตลาดใหม่เพื่อหลีกหนีการแข่งขัน นับเป็นเรื่องท้าทายสำหรับนักธุรกิจอย่างมาก เพราะเราต้องสร้างขอบเขตของตลาดขึ้นมาใหม่ โดยเริ่มจากมองข้ามไปยังอุตสาหกรรมทางเลือกอื่นๆ มองข้ามไปยังกลุ่มกลยุทธ์อื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน มองข้ามไปยังห่วงโซ่ของผู้ซื้อ มองข้ามไปยังผลิตภัณฑ์เสริมและข้อเสนอบริการเพิ่มเติม มองข้ามไปยังความพึงพอใจทางอารมณ์หรือด้านการใช้งานสำหรับผู้ซื้อ และท้ายสุดคือการมองข้ามเรื่องกาลเวลา

“กลยุทธ์น่านน้ำสีคราม คือ การหนีการแข่งขัน โดยให้ผู้ซื้ออยู่ตรงกลาง เราต้องสร้างคุณค่าสำหรับผู้ซื้อ ซึ่งในที่นี้ผู้ซื้อหมายถึงใครก็ได้ จะเป็นลูกค้าโดยตรง หรือซัพพลายเออร์ โดยต้องพยายามทำให้ลูกค้ามีความสุข นั่นคือ เราควรถามตัวเองว่าลูกค้าพึงพอใจและมีความสุขกับอะไร ลูกค้าจะเปรียบเทียบสินค้า 2 ชิ้น แล้วถามตัวเองว่า ฉันจะได้รับอะไรจากซัพพลายเออร์ กับราคาที่ต้องจ่าย เพราะฉะนั้นต้องแสดงให้เห็นถึงความสมดุลแบบใหม่ว่า สิ่งที่ลูกค้าต้องจ่ายเพื่อแลกกับสิ่งที่ได้รับ สมเหตุสมผลหรือไม่” ดร.เบน กล่าวถึงการสร้างคุณค่าสำหรับผู้ซื้อ

 

White Ocean

ธุรกิจ : HR Management   "White Ocean" ธุรกิจสีขาว ของ "ดนัย จันทร์เจ้าฉาย"

การคิดนอกกรอบกับศัพท์การตลาดถอดด้าม “White Ocean” ของ “ดนัย จันทร์เจ้าฉาย” จะมาเปลี่ยนความคิดผู้ประกอบการไทย ไม่ให้รอวันตายในแม่น้ำสีเดิมอีกต่อไป

White Ocean Strategy” หรือกลยุทธ์ธุรกิจสีขาว คือความคิดสดใหม่ ของผู้บริหารหัวใจ “ธรรมะ” ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดีซี คอนซัลแทนส์ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง คอมมูนิเคชั่นส์ จำกัด นักการตลาดและประชาสัมพันธ์แถวหน้าของไทย ที่พิสูจน์กลยุทธ์นี้มาแล้วเมื่อครั้งยังสวมหมวกซีอีโอหนุ่มในบริษัทที่ปรึกษาด้านการประชาสัมพันธ์ชั้นนำของโลก “เอ็มดีเค คอนซัลแทนส์ (ประเทศไทย)”

สร้างวัฒนธรรม "องค์กรสีขาว" จนเป็นที่ประจักษ์

"White Ocean คืออะไร" แล้วสำคัญแค่ไหนกับการทำธุรกิจในยุคนี้ นักบริหารที่ประกาศตัวว่าชอบใช้สมองซีกขวา (คิดสร้างสรรค์) มากกว่าซีกซ้าย บอกเราว่าทั้ง "Red Ocean" และ "Blue Ocean” ต่างก็มีจุดอ่อน และนำไปสู่จุดจบได้ไม่ต่างกัน จึงต้องคิดหาน่านน้ำ "สีใหม่" เพื่อไปให้ถึง

คนที่ยังทำธุรกิจในโลกทัศน์ที่คับแคบ ชอบแหวกว่ายในทะเลสีเลือดที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน แก่งแย่งแบ่งฐานลูกค้ากันเอง องค์กรที่ได้เปรียบ คือองค์กรที่มีศักยภาพสูง มีทั้งความรู้ ความเชี่ยวชาญ และทรัพยากร เท่านั้น

White Ocean” เกิดจากแนวคิดที่มองว่าโลกใบนี้ไม่ได้คับแคบ และไม่ใช่โลกของการแข่งขันเท่านั้น แต่เป็นโลกของโอกาสและความอุดมสมบูรณ์ หากองค์กรร่ำรวยขึ้นมา ก็เป็นผลมาจาก “สังคม” การมีอยู่ขององค์กรจึงไม่ใช่เพื่อตัวองค์กรเอง ไม่ใช่อยู่เพื่อทำกำไรสูงสุดให้แก่ผู้ถือหุ้น หรือกอบโกยผลประโยชน์ในช่วงเวลาสั้นๆ แต่ต้องเป็นไปเพื่อสร้างผลกำไร สร้างความมั่งคั่งสูงสุดให้กับส่วนรวม

 

การทำธุรกิจบนแนวทางของ White Ocean ผู้บริหารนักคิดบอกว่า อยู่ที่สมการ 3 P คือ

  People (คนPlanet)    (ทรัพยากร)   และ Profit (ผลกำไร)

เริ่มจาก “People” หมายรวมถึง พนักงานในองค์กร ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะสร้างความอยู่รอดให้องค์กร ผู้บริหารต้องสร้างจิตสำนึกที่ดี เพื่อสร้างความแข็งแกร่งภายในองค์กรให้ได้ P ตัวนี้ยังรวมถึงลูกค้าทางตรงและทางอ้อม ไปจนถึงสาธารณชน ขึ้นอยู่กับว่าธุรกิจขยายวงกว้างไปแค่ไหน

ต่อมาคือ “Planet” คือทรัพยากรโดยรวมทั้งหมด ที่ผ่านมาการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ขององค์กรได้ใช้ทรัพยากรไปมากน้อยแค่ไหน และทรัพยากรที่มีอยู่ทำให้เกิดประโยชน์กับสาธารชนได้หรือไม่ มากหรือน้อยอย่างไร

“องค์กรไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ เราต้องมีทรัพยากรที่เอื้อเฟื้อให้ผู้คนที่รายล้อมองค์กรได้ด้วย ซึ่งอาจไม่ต้องใช้งบประมาณอะไรมากมาย เพียงแต่เป็นการเสียสละบางอย่างที่เรามี เช่น องค์กรเรามีหอประชุมพุทธคยา เราเปิดให้ทำกิจกรรมทางศาสนา 2 วันต่อสัปดาห์ เพื่อให้คนทั่วไปได้เข้ามาศึกษาธรรมะและปฏิบัติธรรมได้ที่นี่”

สุดท้ายเพื่อให้องค์กรอยู่รอดได้ก็ต้องมาตอบที่ “Profit” ได้ด้วย

ดนัยเรียกว่า “ธรรมะจัดสรร” คือ การดึงดูดลูกค้าดีๆ องค์กรดีๆ มาร่วมผนึกกำลังให้องค์กรแข็งแกร่ง

“เมื่อเราเข้มแข็งไม่ทำบางสิ่งบางอย่างด้วยความบริสุทธ์ใจ ไม่ใช่เพื่อให้คนอื่นเขาสรรเสริญ แต่เพราะเจตนาที่แท้จริง"

อย่างนโยบายของ ดีซี ที่จะไม่รับพีอาร์กลุ่มเหล้า-บุหรี่ สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นคือ มีโครงการของสสส.หน่วยงานรณรงค์ต่างๆ เกิดขึ้น

"สิ่งที่สร้างมาตั้งแต่ต้น ในจุดยืนที่เรามี ทำให้ช่วงหลังๆ เราได้งานพวกนี้มาเยอะมาก

ผมมองว่าเหตุบังเอิญมันไม่มี แต่ทุกสิ่งเกิดจากเราเป็นแบบนี้ ก็ต้องได้ผลแบบนี้ เราได้ทำงานดีๆ ให้กับสังคม โครงการที่ดีและเราก็อยากทำด้วย มีใจที่จะทำ ทุ่มเท จึงมีงานไหลเข้ามาหาเราโดยธรรมชาติ"

ธุรกิจสีขาวไม่ใช่ของใหม่ ดนัยบอกว่า มีองค์กรหลายองค์กรที่ยึดแนวทางนี้ และประสบความสำเร็จมานักต่อนัก บางองค์กรมีอายุหลายร้อยปี

ดนัยบอกว่า หากธุรกิจมีจุดเริ่มต้นที่ถูกต้อง ก็จะขยายตัวเองออกไปได้ ขอเพียงต้องแน่วแน่ และให้ตั้งใจว่าการเกิดมาของธุรกิจเราไม่ใช่แค่ตัวเรา ต้องมองสมการทั้ง 3 ส่วนให้สมดุล ดูว่าสินค้า บริการ ทรัพยากร ขององค์กรสามารถทำให้เกิดประโยชน์กับสังคมโดยรวม มากแค่ไหน คืนกำไรให้สังคม ชุมชน ธรรมชาติ หรือไม่

“โลกคือความอุดมสมบูรณ์ไม่ใช่ความคับแคบ มีที่ให้เรายืนอยู่เราอยู่ในที่ใหญ่ ไม่ใช่เล็กๆ เมื่อตั้งต้นวางแผนธุรกิจต้องมองระยะยาว มองข้ามช็อตไปเป็นสิบๆ ปี ว่าองค์กรของเราควรอยู่ยั่งยืน ด้วยการทำธุรกิจสีขาวหรือไม่  เพราะเราเกิดขึ้นมาเพื่อเป็นประโยชน์กับสังคม”

นี่คือแนวคิดใหม่ๆ ที่มีคนไทยบัญญัติศัพท์ไว้ เพื่อให้ธุรกิจหาคำตอบให้ตัวเองได้ว่า “การมีอยู่ขององค์กรสามารถสร้างอะไรให้เกิดขึ้น และเปลี่ยนแปลงสังคมไปในทางที่ดีขึ้นได้อย่างไร”

ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ผู้ก่อตั้ง บริษัท ไดเร็ค มีเดีย กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด หรือ สำนักพิมพ์ดีเอ็มจี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 และเป็นผู้ผลักดันให้หนังสือธรรมะเป็นที่นิยมในหมู่นักอ่านอย่างกว้างขวาง อาทิ หนังสือ เสียดายคนตายไม่ได้อ่าน หิมะกลางฤดูร้อน ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีหนังสือในหมวดพระราชประวัติ บริหารจัดการ และการตลาด โดยล่าสุด ได้รับรางวัลพระราชทานหนังสือดีเด่นประจำปี 2551 จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี โดยการคัดเลือกของ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จากผลงานการเรียบเรียงหนังสือ ตามรอยพระยุคลบาท รัชกาลที่ 9

นอกจากนี้ ยังดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดีซี คอนซัลแทนส์ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง คอมมูนิเคชั่นส์ จำกัด บริษัทที่ปรึกษาการประชาสัมพันธ์ชั้นนำของประเทศไทย ที่เน้นเรื่อง กลยุทธ์น่านน้ำสีขาว (White Ocean Strategy) และการสื่อสารบนพื้นฐานของความจริง (Dharma Communications) เป็นต้นแบบของการประชาสัมพันธ์ ที่มุ่งเน้นเรื่องคุณธรรมจริยธรรมอย่างเป็นรูปธรรม

สำเร็จการศึกษาปริญญาโทเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง สาขาการตลาดภาคภาษาอังกฤษ (MIM) จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปริญญาตรีเกียรตินิยมเหรียญทอง สาขาการตลาด ภาคบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ก่อนหน้านั้น ในปี พ.ศ. 2531 ได้เดินทางไปศึกษาต่อที่โรงเรียนเคลตัน ไฮสคูล ที่เมืองเซ็นต์หลุยซ์ มลรัฐมิสซูรี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา ในฐานะนักเรียนทุนเอเอฟเอส (AFS) ซึ่งเป็นนักเรียนคนแรกของโรงเรียนหอวังที่ได้รับทุนนี้

 

  

เรื่อง ธุรกิจเชิงกลยุทธิ์

 

เสนอ

 

อาจารย์ปรเมษฐ์  แสงอ่อน

 

โดย

 

นางสาวเอื้องฟ้า ศรีโพนสา รหัส 49167314075

 

นักศึกษาสาขาบริหารธุรกิจ (คอมพิวเตอร์ธุรกิจ)

หมู่เรียน 02 กลุ่มเรียน 04

เรียนวันเสาร์ เวลา 10.30-13.00 น. ห้อง 57