ปรับเปลี่ยนวิธีคิดแบบแยกส่วนเป็นแบบบูรณาการหรือคิดเชิงระบบ, แบบคิดลบเป็นคิดบวก, แบบรำรวยเงินทองเป็นแบบพอเพียง

     (แนวทางกู้วิกฤตของสังคมไทย (เริ่มจากตัวเอง) ของท่านอาจารย์หมอประเวศ) จากเรื่องเดิม ท่านอาจารย์หมอประเวศ วะสี ได้กล่าวถึง"วิธีทำลายกำแพงสกัดกั้นศักยภาพมนุษย์" มี ๖ ข้อ จากแนวความคิดนี้ ผมลองนำมาสู่ภาคปฏิบัติโดยนำมา "สอนแบบไม่สอน" นิสิตในวิชาการเลี้ยงผึ้ง (Apiculture) ประมาณ ๓ รุ่นที่ผ่านมา จึงขอนำประสบการณ์วิธีปฏิบัติมาเล่าสู่กันอ่านเป็นตอนๆ ใน series นี้ เป็นการลิขิตเพื่อการค้นคว้าในอนาคตครับ

การปรับเปลี่ยนวิธีคิด (Paradigm shift)

    การปรับเปลี่ยนวิธีคิด ในแบบของผม ผมใช้คำภาษาอังกฤษว่า Paradigm shift ซึ่งแปลเป็นไทยว่า การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ อ่านคำอธิบายได้ที่ "การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (paradigm shift)"

    Paradigm มีรากศัพท์มาจากคำภาษากรีกว่า มีรากศัพท์ ๒ คำ คำแรก Para (=beside) มาจากคำภาษากรีก paradeigma มีความหมายว่า pattern หรือmodel

  • Para- มีความหมายว่า beside ทำหน้าที่เป็น Prefix และ
  • -digm เป็นรากศัพท์ (root) ที่มีความหมายว่า to show

     รวมความหมาย ๒ คำ มีความหมายตามรูปศัพท์ว่า show side by side แปลเอาความว่า "ชุดแนวความคิดที่เป็นแบบแผนในการดำเนินชีวิตของตัวเอง" (ผมแปลตามความเข้าใจของตัวเอง)

     Paradigm (ตาม Link ด้านบน) เป็นวิธีการหรือมุมมองต่อปรากฏการณ ์ที่แสดงความสัมพันธ์ ซึ่งนำไปสู่การวิจัยและการปฏิบัติ ช่วยให้เราเข้าใจปรากฏการณ์ ประเด็นปัญหา แนวทางแก้ไข และเกณฑ์ ในการพิสูจน์ข้อสันนิษฐาน

     การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift)  คือ การเปลี่ยนแปลงความรู้ วิธีคิดแบบใหม่ที่หักล้างและท้าทายกระบวนทัศน์เก่า จนกระทั่งกระบวนทัศน์เดิมไม่มีพลังในการอธิบายหรือแก้ปัญหาได้

     ดูท่าว่าเอานิยามหรือทฤษฏีมาอ้างอิงแล้วมันยุ่งยาก มาเข้าเรื่อง "การปรับเปลี่ยนวิธีคิด" กันเลยดีกว่าครับ

     วิธีคิดเดิมๆ ของครูอาจารย์และนักเรียนนิสิตนักศึกษาที่ผ่านมา เอาแค่ ๒ เรื่อง นะครับ

  1.  มองการศึกษาวิชาการแบบแยกส่วน เป็นรายวิชา มองเป็นแท่งๆ ไม่ได้มองแบบบูรณาการ หรือมองแบบองค์รวม ซึ่งเมื่อถึงคราวที่จะต้องนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันโดยภาพรวมแล้ว ทำไม่ได้ดีนัก
  2. คิดถึงหรือมองคนอื่นรอบข้างในแง่ลบมากกว่าแง่บวก

     การปรับเปลี่ยนวิธีคิด ที่ผมใช้วิธีการสอนแบบไม่สอน กับนิสิตของผม ผมก็จะเน้น ๒ เรื่องนี้ ซึ่งนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ผมเน้น ๒ เรื่อง

  1. ปรับเปลี่ยนวิธีคิดแบบแยกส่วน เป็นวิธีคิดเชิงระบบ หรือ System thinking
  2. ปรับเปลี่ยนวิธีคิดแบบ Negative thinking เป็น Positive thinking พูดง่ายๆ ว่า ให้มองโลกในแง่ดีเข้าไว้ แล้วชีวิตจะมีความสุขทุกข์น้อย 
  3. ปรับเปลี่ยนวิธีคิด เรื่อง "ทำอย่างไรถึงจะรวย" มาเป็น "ทำอย่างไรจึงจะอยู่แบบพอเพียง"

    ในข้อแรก ผมมักยกตัวอย่างการสอนของครูที่โรงเรียนสมัยนี้ เขาแยกคะแนนรายวิชา ๑๐๐ คะแนน ออกเป็น ๗๐ : ๓๐ 

    ส่วนที่เป็น ๗๐ นั้น เป็นภาคปฏิบัติซึ่งมักให้งานไปทำที่บ้านเป็นงานกลุ่มหรืองานเดี่ยว ส่วน ๓๐ นั้น เป็นคะแนนจากการสอบ (สมัยผมเรียนนั้นส่วนมากคิดคะแนนจากการสอบเพียงอย่างเดียว) คนที่ได้อันดับต้นๆ ของห้อง มักทำคะแนนในส่วน ๗๐ ได้ดีกว่าส่วน ๓๐ 

    เวลาพวก Top ten ไปสอบเข้า เพื่อเปลี่ยนสำนักเรียน เขาใช้เกณฑ์ที่เป็นการสอบทั้งหมด พวก Top ten อาจสอบไม่ติด ในขณะคนอันดับ ๒๐ กว่าของห้องลงไปกลับสอบติด เพราะเขาเก่งเรื่องสอบมากกว่า

   แค่เรื่องนี้เรื่องเดียวผู้ปกครองนักเรียนก็ปวดหัว ลูกเรียนอยู่โรงเรียนเป็นกลุ่มเด็กเก่ง แต่พอสอบเข้าเมื่อไรกลับสอบตก นี่แสดงให้เห็นถึงจุดอ่อนของการวางระบบการศึกษาที่ไม่เป็นแบบเดียวกันทั้งระบบ เป็นการมองแบบแยกส่วน

   กลับมาที่สัดส่วนคะแนน ๗๐ เวลานักเรียนเข้าเรียน ต้องเรียนแยกส่วน ตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ ๘ กลุ่ม ดังนี้
    ๑. ภาษาไทย
    ๒. คณิตศาสตร์
    ๓. วิทยาศาสตร์
    ๔. สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
    ๕. สุขศึกษาและพลศึกษา
    ๖. ศิลปะ
    ๗. การงานอาชีพและเทคโนโลยี
    ๘. ภาษาต่างประเทศ

    คราวนี้ คุณครูแต่ละกลุ่มสาระ ก็มีวิธีการคล้ายๆ กัน คือ ให้การบ้านนักเรียน เป็น "โครงงาน" ๘ วิชา เด็กแต่ละคน แต่ละกลุ่มก็คิดโครงงานกันหัวโต เสียเวลาไปกับการทำโครงงานและชิ้นงานกันมาก ส่วนที่เป็นวิชาการก็เลยอ่อนลงไปดังที่เห็นในปัจจุบัน สอบเทียบความรู้กันเมื่อไร เด็กไทยอยู่ท้ายๆ หมด

   ถ้าคุณครูทั้ง ๘ สาระได้มาคุยกันบ้าง ให้เด็กนักเรียน ๑ กลุ่ม คิดโครงงานขึ้นมา ๑ โครงงาน และทำโครงงานอีก ๑ ชิ้น เป็นงานบูรณาการ และให้บอกว่างานส่วนตรงไหนเกี่ยวข้องกับวิชาอะไร เช่น ผมคิดโครงงานมัธยมปลาย เป็นสิ่งประดิษฐ์แบบจำลองของลิฟท์

    ผมคิดเชิงบูรณาการ : ต้องใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์, ต้องใช้ความรู้ทางด้านการงานอาชีพและเทคโนโลยี, ต้องมีงานศิลปะมาเกี่ยวข้อง มาออกแบบ, ใช้การบรรยายทางวิชาการที่เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ, ทำงานเป็นกลุ่มต้องมีเรื่อง social network, ระหว่างทำงานต้องมีส่วนบันเทิง และอาหารการกิน ซึ่งเป็นเรื่องของสุขศึกษาและพละศึกษา

    ในทางปฏิบัติ การสอนแบบไม่สอน ของผม ผมเริ่มจากการพูดแนวคิดวิธีการทำลายกำแพงกันศักยภาพให้นิสิตฟังก่อน จากนั้นลองให้แสดงความคิดเห็นว่าแต่ละคนเข้าใจกันว่าอย่างไร เป็นการแชร์ความคิดกัน

    ต่อมาเล่าให้ฟังว่า เรื่องการปรับเปลี่ยนวิธีคิด เริ่มแรกผมมีแนวคิดเริ่มต้นอยู่ ๒ เรื่องคือ เรื่อง System thinking และ Positive thinking

    ตัวอย่างปฏิบัติต่อมา เป็นเรื่องแนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียง ผมจะฉายหนังเป็น series ประมาณ ๕ เรื่อง คือ เสียงกู่จากครูใหญ่, ครูสมพรสอนลิง, สิ้นนาสิ้นชาติ, ฆาตกรเงียบ, มาร์ติน วีลเลอร์ เพื่อปรับเปลี่ยนวิธีคิดเรื่อง "ทำมาหากิน ร่ำรวยเงินทอง" มาเป็นแนวคิด "ทำมาหากิน พออยู่พอกิน ไม่มีหนี้สิน" (รายละเอียดส่วนหนึ่งอยู่ในเรื่อง นวัตกรรมการเรียนการสอน ๑) 

    เมื่อชมหนังแต่ละเรื่องจบ ก็จะมีวิธีแตกต่างกันไป บางเรื่องให้นิสิต เล่าข้อคิดบางตอนตามที่ชอบ บางเรื่องให้ทำ movie analysis บางเรื่องก็ถอดบทเรียน บางเรื่องอภิปราย..เป็นต้น

   บางคาบ ผมสลับมาเล่าเรื่อง ความคิดเชิงระบบ โดยผมเชื่อมโยง วิชาการเลี้ยงผึ้ง ว่าเกี่ยวข้องกับ คณะวิชาอะไรบ้างในมหาวิทยาลัยนเรศวร ซึ่งผมสามารถเชื่อมโยงได้ทุกคณะวิชา ซึ่งนิสิตก็จะสกัดความรู้ลงสมุดแห่งการเรียนรู้ (อ่านเรื่อง จะคิดเป็นระบบได้ ต้องมีการจดบันทึก)

    การคิดเชิงบวก อาจเล่าเรื่องของเจ้าสัว เทียม โชควัฒนา ที่สอนลูกๆ ให้คิดบวก (อ่านเรื่องชีวิตคิดบวก โดย คุณบุญเกียรติ โชควัฒนา ที่มีพี่ชายฝาแฝดชื่อบุญชัย-website คุณบุญเกียรติ-PDF file บรรยายที่ม.นเรศวร) และ จะมีการฝึกภาคปฏิบัติ หัวข้อ "ตระเวนข่าว" ให้นำเรื่องดีๆ ของตัวเอง หรือเพื่อน มาเล่าคาบละ ๑ เรื่อง เป็นการฝึกมองคน (เพื่อน) ในแง่ดี..

beeman by Apinya

มนุษย์ผึ้งมหัศจรรย์  
神奇的蜂爷
  
(shen2  qi2  de1  feng1  ye2)