เมื่อราว 20 นาทีที่ผ่านมา หรือเวลาประมาณ 7.40 น.ขับรถยนต์ไปส่งลูกสาวและลูกชาย เปิดวิทยุ เอฟ เอ็ม 107 ดำเนินรายการโดยพี่โต้ง กิติก้อง ยอดหงษ์ ท่านได้พูดพาดพิงชื่อเรา ว่าต่อต้านโครงการผันน้ำ กก อิง น่าน ผมไม่ได้บันทึกเสียงไว้แต่เท่าที่เรียนรู้ หากการดำเนินการวิทยุกระจายเสียงที่เป็นมาตรฐานนั้น มีการบันทึกเสียงไว้เพื่อการตรวจสอบเป็นการทำงานที่โปร่งใสตรวจสอบได้
ในการกล่าวเรื่องราวนั้น พี่โต้ง นำเหตุผลต่าง ๆ นา ๆ แล้ว เราเข้าใจว่า พูดพาดพิงทำให้ผู้คนอาจเข้าใจเราผิด อย่างไรก็ดี โดยความเห็นที่ได้เคยเสนอไว้หลายปีที่ผ่านมา จำได้ว่า หากการผันน้ำมาในฤดูน้ำหลากแล้ว ไม่มีความจำเป็น ด้วยในฤดูน้ำหลากปริมาณน้ำน่านมีค่อนข้างมากอยู่แล้ว เท่าที่ค้านก็ด้วยเหตุด้วยผล ไม่ใช่ไปรับเงินใครมาค้านหรือทำอะไรเพื่อความอยากดังหรือโดดเด่น เพราะเป็นเพียงประชาชนคนหนึ่ง ซึ่งหากใครมีเหตุผลดีกว่าย่อมต้องเคารพกัน
กับการที่จะไปหาน้ำจากแม่น้ำอื่น มาเติมแม่น้ำน่านนั้น ประเทศของเราต้องไปกู้เงินจากไจก้ามหาศาล กับเงินจำนวนมากหากมีการเพิ่มผืนป่าอนุรักษ์ สร้างความรู้ความเข้าใจ ทำให้จังหวัดน่านเป็นจังหวัดต้นน้ำสมบูรณ์แบบจะไม่ดีกว่าหรือ และประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณด้านเหนือของจังหวัดจะพลอยได้รับอานิสงค์จากความเอาใจใส่ด้วย
จะอาศัยความเป็นสื่อกรอกหูโดยไม่พยายามให้ความรู้แก่พ่อแม่พี่น้องประชาชน แล้วยังกล่าวทำนองที่ผู้มีความเห็นต่างเหมือนคนร้าย ไม่ดีจำเป็นต้องทำหนังสือไปถึงพี่โต้งพร้อมให้ข้อมูลที่เรามีอยู่ เพื่อให้ความรู้และความเข้าใจแก่ท่านตามที่เห็นจำเป็นต้องไป ในยุคสมัยนี้จะอาศัยความอยาก หรืออาศัยเพียงการกรอกหูให้เชื่ออย่างเดียวไม่ได้ จำเป็นต้องให้ความรู้และสร้างความเข้าใจ ประการสำคัญ ควรให้ความเคารพความคิดให้เกียรติกันและกัน ในฐานะที่ท่านเป็นสื่อมวลชนอาวุโสของจังหวัดน่านที่เราให้ความเคารพด้วย
ต่างคนต่างมีเหตุผล คนมีคุณค่าที่ความแตกต่าง ใครจะมองถึงส่วนรวมได้มากน้อย ก็อยู่ที่จิตสาธารณธ
ขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมชมและแสดงความคิดเห็นครับผม จะได้นำเสนอข้อมูลที่มีอยู่ในมือให้สื่อมวลชนร่วมรับรู้ต่อไป เรื่องเก่าหลายปีนึกว่า เข้าใจกันไปหมดแล้วแต่ยังมีมาเปิดประเด็นเสนอสาธารณะ เพื่อที่จะได้เรียนรู้ร่วมกันต่อไปครับ
ผมเคยมีปัญหาเรื่องราวลักษณะเดียวกัน เข้าข่ายละเมิดสิทธิ์ ในช่วงทำงานที่เเม่ฮ่องสอน ครั้งนั้นก็รู้สึกไม่ดีกับการนำเสนอสื่อแบบที่ไม่ได้รับการกลั่นกรอง และมีข้อมูลที่ไม่รอบด้าน ไม่คำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น
ผมคิดว่ามาตรการที่จะป้องกันและแก้ไขเรื่องนี้ ต้องมีเเละต้องชัดเจน ดังนั้นผู้บริโภคก็เป็นเหยื่ออยู่ร่ำไป
ก่อนอื่น ขอขอบใจที่คุณจตุพร มาทักทายให้ข้อคิดไว้ได้อย่างน่าสนใจ ถือว่างานเข้าเราต้องทำการบ้าน โดยให้ความรู้ความเข้าใจแก่พ่อแม่พี่น้องประชาชนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ
ได้ลองเข้าไปค้นหาข้อมูล พบว่ามีข้อเขียนไว้ในไซด์น่าสนใจ ขอสำเนามาแบ่งปัน
โครงการ ผันน้ำ กก-อิง-น่าน แก้วิกฤตการณ ์ขาดแคลนน้ำ ได้จริงหรือ ยังเป็นประเด็น ที่น่ากังขา จึงมีทั้ง เสียงคัดค้าน และ สนับสนุน จากหลายฝ่าย โดยเฉพาะ ชาวบ้าน ในพื้นที่ ลุ่มน้ำ เพ็ญลักษณ์ ภักดีเจริญ เสนอรายงาน ในพื้นที่ จังหวัดน่าน และความคิดเห็น จากผู้เกี่ยวข้อง ในกรมชลประทาน
นับตั้งแต่มีเสียงคัดค้านจากชาวบ้านลุ่มน้ำ ซึ่งกำลังจะได้รับผลกระทบจาก โครงการผันน้ำ กก-อิง-น่าน ก็ยิ่งเห็นความขัดแย้งที่บานปลาย และกำลังเป็นประเด็นใหญ่ในสังคมเช่นเดียวกับกรณีเขื่อนแก่งเสือเต้น หรือโครงการอื่นๆ ของรัฐ หากแต่โครงการนี้มีความซับซ้อนในแง่ความน่าจะเป็นของการผันน้ำและผลกระทบสิ่งแวดล้อมหลายกรณีด้วยกัน โครงการผันน้ำ กก-อิง-น่าน ของกรมชลประทานตั้งงบประมาณไว้ทั้งสิ้น 56,000 ล้านบาท ใช้เวลาสำรวจศึกษาโครงการนานกว่า 3 ปี (พ.ศ.2539-2542) ด้วยงบประมาณ 100 ล้านบาท โดยกระบวนการศึกษาได้ผ่านขั้นตอนจนถึงรายงานฉบับสุดท้ายเพื่อนำเสนอรัฐบาลต่อไป
วิธีการผันน้ำที่กำลังจะนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำจะแก้ปัญหาได้จริงหรือ และชะตากรรมของคนในพื้นที่ลำน้ำกก-อิง-น่านอาจไม่ต่างจากกรณีการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ นั่นคือ ชาวบ้านไม่มีที่ดินทำกินและระบบนิเวศน์ถูกทำลาย
แม้การคัดค้านของกลุ่มชาวบ้านที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการผัน กก-อิง-น่าน จะเป็นไปอย่างต่อเนื่องแต่นั่นเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของการต่อสู้เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิต พลังอันน้อยนิดในการต่อสู้เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อม มักจะถูกระบบโครงการขนาดใหญ่ของการบริหารประเทศทำลายอย่างสิ้นเชิง
สิ่งก่อสร้างในรูปแบบอุโมงค์ขนาดใหญ่ ยังไม่อาจตอบคำถามได้ว่า นั่นเป็นวิธีการแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำได้อย่างแท้จริง
หลายโครงการถูกสร้างขึ้น เพื่อสนองตอบการพัฒนาทางเศรษฐกิจ พร้อมๆ กับมาตรการที่กรมชลประทานเสนอวิธีการแก้ไขผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม แต่กลับมีข้อสังเกตว่า หากโครงการเสร็จสมบูรณ์แล้ว ปัญหานานัปการ กลับไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง
ในช่วงการศึกษาโครงการผันน้ำ กก-อิง-น่าน เท่าที่ผ่านมา กรมชลประทานได้มีการสัมมนาและทำความเข้าใจกับข้าราชการในท้องที่ และกลุ่มชาวบ้านลุ่มน้ำในจังหวัดเชียงราย พะเยาและน่าน แต่กลุ่มชาวบ้านบางส่วนก็ออกมาคัดค้านและตั้งคำถามถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
ผันน้ำกก-อิง-น่าน
โครงการผันน้ำกก-อิง-น่าน มีวัตถุประสงค์นำน้ำส่วนที่ไม่ได้ใช้จากแม่น้ำกกและแม่น้ำอิง 2,110 ล้านลบ.ม.ต่อปี ผันลงสู่แม่น้ำน่าน กักเก็บไว้ที่เขื่อนสิริกิติ์ เพื่อนำมาใช้ในลุ่มน้ำน่านตอนล่าง และลุ่มน้ำเจ้าพระยาในช่วงฤดูที่น้ำขาดแคลน
ลักษณะการผันน้ำจะผันจากลุ่มแม่น้ำกกประมาณ 1,760 ล้านลบ.ม.ต่อปี ในช่วงเดือนมิถุนายน-ธันวาคม ไปสมทบกับแม่น้ำอิงที่ อ.เทิง จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีปริมาณน้ำเพิ่มอีก 350 ล้านลบ.ม. แล้วผันต่อไปยังกิ่งอำเภอภูซาง อำเภอเชียงคำ จ.พะเยา มาออกปากอุโมงค์ที่อำเภอสองแคว จังหวัดน่าน และไหลไปตามลำน้ำยอด ลำน้ำยาวลงแม่น้ำน่านที่อำท่าวังผา จ.น่าน โดยมีระยะทางผันน้ำทั้งสิ้นประมาณ 170 กิโลเมตร (ดูแผนที่)
แนวในการผันน้ำแบ่งออกมาเป็นสองช่วง ช่วงแรกมีระยะทางประมาณ 55 กิโลเมตร ผันน้ำจากแม่น้ำกกในจังหวัดเชียงรายไปสู่แม่น้ำอิง โดยผันน้ำจากฝายเชียงรายที่มีอยู่แล้ว ทดน้ำโดยใช้หลักการแรงโน้มถ่วง ผ่านน้ำมาทางคลองเปิด เข้าสู่ระบบแม่น้ำอิง เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบจึงใช้ลักษณะของคลองเปิดได้
ในช่วงที่สองมีระยะทางประมาณ 65 กิโลเมตร ผันน้ำจากแม่น้ำอิงเข้าสู่สายแม่น้ำน่าน ผ่านจังหวัดพะเยาและจังหวัดน่าน ก่อนที่จะลงแม่น้ำยาว แม่น้ำน่าน และอ่างเก็บน้ำสิริกิติ์ ตามลำดับ เนื่องจากจะต้องผันผ่านพื้นที่ภูเขา จึงต้องผันน้ำทางอุโมงค์ซึ่งตัดลอดใต้ภูเขา
โครงการผันน้ำกก-อิง-น่าน ประกอบด้วยอุโมงค์ผันน้ำสองช่วง, อ่างเก็บน้ำเขื่อนยาว ทำเป็นเขื่อนดิน, ฝาย ทดน้ำในแม่น้ำกกและแม่น้ำอิง, คลองผันน้ำแบบเปิดและท่อผันน้ำ (ฝังกลบ) การปรับปรุงลำน้ำยอด/ลำน้ำยาว, ฝาย ชะลอน้ำในลำน้ำยอด/ลำน้ำยาว
ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
หากจะกล่าวถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ลุ่มน้ำโครงการกก-อิง-น่าน มีหลายประเด็นที่ยังเป็นที่กังขาสำหรับชาวบ้าน ถึงแม้ว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ จังหวัดพะเยา จะเคยเดินทางไปร่วมสังเกตการณ์และรับทราบปัญหาต่างๆ และมีรายงานว่ายังไม่ชัดเจน จึงได้นำเสนอกรรมาธิการให้ทบทวนอีกครั้ง รวมถึงการเรียกร้องให้มีการทำประชาพิจารณ์ก่อนสรุปผลนำเสนอรัฐบาล
จุดเล็กๆ อย่างลำน้ำยอดและลำน้ำยาว ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาหนึ่งของแม่น้ำน่าน ไหลจากอำเภอสองแควผ่านอำเภอท่าวังผา และไหลลงสู่แม่น้ำน่านบริเวณบ้านสบยาว อำเภอท่าวังผ่า หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนในพื้นที่สองอำเภอจำนวน 25 หมู่บ้านตามแนวผันน้ำกก-อิง-น่าน ประมาณ 3,500 ครอบครัว ต่างเล็งเห็นว่าโครงการผันน้ำจะทำให้พวกเขาไม่มีที่ดินทำกิน รวมถึงระบบนิเวศน์น้ำถูกทำลาย
ชาวบ้านบริเวณลุ่มน้ำยอดและน้ำยาว เคยมีวิถีชีวิตเรียบง่ายอยู่กับสายน้ำ อาศัยน้ำในการเกษตรทั้งพื้นที่นาและที่ดอน โดยเฉพาะพืชสวนมะแขว่น อันเป็นพืชเศรษฐกิจสร้างรายได้ให้กับชาวบ้าน อาจต้องถูกระบบขนาดใหญ่ทำลาย
ลำน้ำ...อันเป็นสายโลหิตแห่งชีวิตอาจต้องถูกปรับปรุงให้กว้างขึ้น
การรักษาพันธุ์สัตว์น้ำทั้งในรูปการจัดตั้งเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำตามธรรมชาติ อาจต้องถูกทำลายเพราะแนวคิดโครงการผันน้ำขนาดใหญ่ นอกจากนี้แล้วพื้นที่บางส่วนยังเตรียมประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติถ้ำสะเกินและนันทบุรี ซึ่งจะส่งผลต่อทรัพยากรที่ดินและป่า ต้องถูกควบคุมโดยหน่วยงานรัฐ และพื้นที่ทำกินชาวบ้านบางส่วนในลำน้ำยอดและลำน้ำยาว ส่วนใหญ่จะอยู่ในเขตป่าสงวน ย่อมมีปัญหาในเรื่องการเวนคืนที่ดิน
"บริเวณบ้านผาหลัก ชาวบ้านบางส่วนต้องเสียพื้นที่ทำกิน เพราะเป็นบริเวณที่โครงการนี้จะสร้างปากอุโมงค์ ตอนแรกชาวบ้านก็ไม่ได้ตื่นตัว แต่ถ้าพื้นที่ต้องสร้างเขื่อน ซึ่งปกติแล้วหน้าน้ำหลากก็ท่วมพื้นที่นาอยู่แล้ว ถ้าโครงการนี้เข้ามาชาวบ้านก็คงต้องย้ายบ้าน แล้วที่ดินส่วนใหญ่ไม่มีโฉนด" เรไร เรศมณเฑียร แม่หลวงบ้านผาหลัก อ.สองแคว กล่าว
ปัญหาการขนหินออกจากอุโมงค์บริเวณปากทางบ้านยอด ทำให้ชาวบ้านเกรงว่า ฝุ่นหินอาจละลายมากับน้ำ อันจะมีผลกระทบต่อการเกษตร รวมถึงการระบาดของหอยเชอร์รี่ และโรคระบาดในช่วงการก่อสร้างอุโมงค์ อาทิ ไข้สมองอักเสบ
หลายเดือนที่ผ่านมา ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ ส.ส.พะเยา ตั้งคำถามเรื่องการสร้างอุโมงค์ขวางทางเดินของน้ำใต้ดินว่า จะมีผลกระทบทำให้น้ำใต้ดินหายไปหรือไม่ ผู้เชี่ยวชาญจากกรมชลฯ ให้เหตุผลว่า อุโมงค์จะวางตัวอยู่ต่ำกว่าผิวดินมากและอยู่ในชั้นหินแข็ง จึงไม่มีสายน้ำบาดาลหรือน้ำใต้ดินไหลผ่าน และไม่มีผลกระทบใดๆ
กรมชลฯ แสดงให้เห็นว่า การสร้างอุโมงค์มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยมาก แต่มาตรการดังกล่าวยังไม่สามารถสร้างความเชื่อถือให้ชาวบ้านได้
ความเดือดร้อนของชาวบ้าน
ปัญหาที่จะตามมาจากการสร้างอุโมงค์ขนาดใหญ่ ปากอุโมงค์เปิดที่บ้านผาหลัก จ.น่าน เพื่อลงสู่ห้วยยอดสู่ลำน้ำยาว มีการสร้างเขื่อนบริเวณเหนือ อ.สองแคว และมีการปรับปรุงลำน้ำยอดประมาณ 28 กิโลเมตร จะส่งผลกระทบต่อหมู่บ้านตลอดลำน้ำยอดและยาวดังต่อไปนี้
ชาวบ้านต้องสูญเสียพื้นที่ทำกินในบ้านยอด (ดูแผนที่) ประมาณ 200-300 ไร่ โดยเฉพาะในช่วงก่อสร้างหมู่บ้านที่อยู่ในหุบเขา ย่อมได้รับแรงสั่นสะเทือนจากการขุดเจาะอุโมงค์ และผลกระทบนี้รวมถึงบ้านผาหลักและบ้านผาสิงห์ และพื้นที่ในจังหวัดพะเยาและเชียงรายที่ได้รับผลกระทบอีกหลายแห่ง
ส่วนการปรับปรุงลำน้ำยอด โดยการขุดร่องน้ำใหม่ตั้งแต่ปลายอุโมงค์ลงมาห้วยยอด เป็นระยะทางประมาณ 7.5 กิโลเมตร ย่อมมีผลกระทบทั้งในแง่ที่ดินทำกินและลำน้ำต้องสูญเสียสภาพธรรมชาติ และการปรับปรุงลำน้ำยาวเพื่อรองรับปริมาณที่ปล่อยจากเขื่อนจำนวน 200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีในช่วงฤดูฝน ซึ่งส่งผลให้ความเร็วของน้ำยาวเพิ่มขึ้นสองเท่าในฤดูน้ำหลาก ย่อมส่งผลกระทบพื้นที่ทำกินริมลำน้ำยาว
จากการประเมินคร่าวๆ ต้องสูญเสียพื้นที่ทำกินของชุมชนลำน้ำยาวประมาณ 1,000 ไร่ รวมถึงวิถีชีวิตที่พึ่งพาน้ำมาหลายชั่วอายุต้องถูกทำลาย เพราะสภาพตลิ่งน้ำที่มีสภาพธรรมชาติต้องกลายเป็นคลองส่งน้ำ
โครงการนี้มีผลกระทบหลายด้านด้วยกัน...ทั้งฝุ่นหินในการขุดอุโมงค์ ปัญหาความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์น้ำจะต้องถูกทำลาย โดยเฉพาะฤดูวางไข่ปลา ปัญหาการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งในพื้นที่ท้ายน้ำในลุ่มน้ำกก อิง ปัญหาสาธารณสุขในเรื่องการกระจายยุงพาหะจากแหล่งน้ำ รวมปัญหาสัตว์ป่าถูกรบกวน และปัญหาต้องอพยพที่ดินทำกิน ฯลฯ
ต่างเป็นปัญหาที่ชาวบ้านรู้สึกกังขา และไม่มั่นใจกับโครงการที่อาจทำให้พวกเขาต้องสูญเสียที่ดินทำกินและลำน้ำที่มีระบบนิเวศน์ไม่เหมือนเดิม
มาตรการลดผลกระทบ
กรมชลประทานแสดงความรับผิดชอบกับโครงการนี้ว่า มีผลกระทบต่อชาวบ้านในพื้นที่น้อยที่สุด แต่ชาวบ้านก็ยังเชื่อมั่นว่า โครงการนี้อาจทำลายวิถีชีวิตดั้งเดิมและพื้นที่ทำมาหากินแม้โครงการจะมีมาตรการควบคุมสิ่งแวดล้อมให้เห็นว่า...การรั่วซึมของน้ำใต้ดินภายในอุโมงค์ จะใช้คอนกรีตฉาบผิวอุโมงค์ รวมถึงหินที่ขุดเจาะอุโมงค์ปริมาณ 9 ล้านลบ.ม. จะใช้วิธีการขุดลอกหน้าดินแล้วฝังกลบ และเชื่อว่าจะสามารถปลูกพืชได้เหมือนเดิม มีระบบระบายน้ำและป้องกันตะกอนที่มีประสิทธิภาพ มีมาตรการลดผลกระทบด้านฝุ่น โดยมีการฉีดพรมน้ำบริเวณพื้นที่ก่อสร้างและกองหินเป็นระยะๆ และจัดระบบบำบัดน้ำเสียในชุมชนแรงงาน พร้อมบ่อรองรับน้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสียก่อนระบายสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ รวมถึงการจ่ายค่าชดเชยความเสียหายอย่างเป็นธรรม และในด้านนิเวศวิทยาทางน้ำ มีการก่อสร้างบันไดปลาบริเวณฝายทดน้ำในแม่น้ำอิง เพื่อให้ปลาว่ายผ่านลำน้ำอิงได้ตามปกติ ฯลฯ แต่ชาวบ้านก็ไม่แน่ใจ ว่าจะมีการผันน้ำเฉพาะฤดูฝน เพราะตามสภาพคลองส่งน้ำ ซึ่งมีทั้งคลองดิน คลองคอนกรีตและอุโมงค์ผันน้ำ อาจต้องมีการผันน้ำในฤดูแล้งด้วย เนื่องจากสภาพคลองลาดเทไม่มีประตูน้ำในระหว่างทางผันน้ำ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเกรงว่า อาจเกิดการแย่งน้ำจากระบบชลประทานฝายเชียงรายเดิม ทำให้แม่น้ำกกและอิงมีปริมาณน้ำน้อยในฤดูแล้ง แล้วยังมีปัญหาฤดูน้ำหลากที่ปกติก็มีปัญหาน้ำท่วมเกือบทุกปี และโครงการนี้อาจก่อให้เกิดปัญหาน้ำท่วมหลากมากขึ้น
"อเมริกาทุบเขื่อนมาฟื้นฟูธรรมชาติ ถ้าเราจะมาสร้างเขื่อนแล้วพี่น้องได้รับการชดเชยที่ดิน แต่มีผลกระทบในสามสิบหรือสี่สิบปีข้างหน้า แล้ววิถีชีวิตชาวบ้านหลังการสร้างเขื่อนจะอยู่เย็นเป็นสุขหรือไม่ก็ยังพิสูจน์ไม่ได้ สำหรับผมแล้วสู้มาสิบปี ขอยืนยันว่า วิถีชีวิตและวัฒนธรรมไม่เหมือนเดิม เงินเปลี่ยนวิถีชีวิตคนได้" เส็ง ขวัญยืน ตัวแทนชาวบ้านจังหวัดแพร่กล่าวบนเวทีเสวนาชาวบ้านริมลำน้ำยาว
แก้ปัญหาไม่ถูกจุด
แนวโน้มการใช้น้ำในภาคกลาง ซึ่งทางกรมชลประทานได้คำนวณไว้ 40-50 ปีข้างหน้า โดยมิได้มองทางเลือกอย่างรอบด้าน นับตั้งแต่เขื่อนแก่งเสือเต้น จนถึงทางเลือกใหม่กับโครงการผันน้ำ กก-อิง-น่าน
"ปัญหาไม่ได้เกิดจากการใช้น้ำไม่พอ แต่เกิดจากการใช้น้ำอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ผมเคยคุยกับไจก้าที่ญี่ปุ่น ผมบอกไปว่า การผันน้ำไม่ใช่มาตรฐานอย่างถูกต้อง ควรมีการศึกษาปัญหาอย่างครบถ้วน แนวคิดการผันน้ำ 2,000 ล้านลูกบาศก์เมตรเพื่อนำมาใช้ในภาคกลาง น้ำปริมาณมากต้องไหลเข้าเขื่อนสิริกิติ์ ผมมองว่า ปริมาณมากขนาดนี้แม่น้ำยอดและแม่น้ำยาวจะรับไหวแค่ไหน " เดชรัตน์ สุขกำเนิด จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าว
ในแง่ขนาดของผลกระทบที่ได้รับ ปริมาณน้ำในแม่น้ำกกและแม่น้ำอิงจะหายไปเกินครึ่ง เพื่อผันมาเพิ่มให้แม่น้ำน่าน ย่อมเกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ขนาดใหญ่ ปัญหานี้กรมชลประทานยังไม่ได้มองปัญหาอย่างรอบด้าน
"โครงการนี้สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก เพราะจะเปลี่ยนแปลงน้ำถึงครึ่งหนึ่งของลำน้ำน่าน และมากกว่าเท่าตัวของลำน้ำยอดและลำน้ำยาว ผมมองว่า ให้ประโยชน์ไม่มากสำหรับคนภาคกลาง และสามารถทดแทนด้วยโครงการอื่น เช่น การปรับปรุงประสิทธิภาพระบบชลประทาน และผมเคยถามญี่ปุ่นไปว่า เคยศึกษาสภาพความเป็นจริงหรือไม่ เขาบอกว่าจะมาปรับปรุง แต่ผมดูแล้วไม่มี"
เมื่อเป็นเช่นนี้....อาจารย์เดชรัตน์ นำเสนอให้ชาวบ้านที่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดโครงการนี้ ควรรวมตัวกันเพื่อบอกกล่าวต่อสาธารณชน และศึกษาทางเลือกว่ามีผลกระทบเป็นอย่างไร เพื่อที่ชาวบ้านจะได้รับทราบข้อมูลนำมาแลกเปลี่ยนกับกรมชลฯ
ส่วนกรณีประชาพิจารณ์ที่กลุ่มชาวบ้านเรียกร้องอยากให้มีก่อนโครงการนี้ผ่านถึงมือรัฐบาล ก็เป็นเรื่องที่สำคัญตามกระบวนการรัฐธรรมนูญ
"ที่เราสูญเสียในแง่ของคุณภาพชีวิต อยากให้มีความเป็นธรรมกับคนท้องถิ่นด้วย โครงการขนาดใหญ่แบบนี้น่าจะมีประชาพิจารณ์ครบถ้วนทุกกระบวนการ" สำรวย ผัดผล ตัวแทนประชาคมน่าน กล่าว
โครงการนี้โปร่งใสจริงหรือความไม่โปร่งใสของโครงการผันน้ำในหลายประเด็นที่ชาวบ้านออกมาโต้แย้ง ถึงแม้กรมชลประทานจะมีคำตอบในทุกปัญหาก็ตาม แต่ชาวบ้านก็ยังไม่วางใจอยู่ดี "บทเรียนจากการคำนวณปริมาณน้ำที่ไหลลงเขื่อนภูมิพลและสิริกิติ์ ซึ่งไม่สามารถมีน้ำได้เต็มเขื่อน ต่างใช้ตัวเลขย้อนหลังทุกเขื่อน กรมชลประทานบอกว่า เราไม่สามารถบังคับให้ฝนตกเหนือเขื่อนได้ เราควบคุมธรรมชาติไม่ได้ เช่นเดียวกับกรณีผันน้ำกก-อิง-น่าน หากเกิดเหตุการณ์ไม่สามารถควบคุมน้ำได้ตามที่วางไว้ ก็จะชี้ไปว่า เรื่องธรรมชาติที่ควบคุมไม่ได้ และไม่สามารถหาผู้รับผิดชอบความเสียหายได้" มนตรี จันทวงศ์ โครงการฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ กล่าว
หากมองถึงวิธีการจัดการน้ำโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งใช้วิสัยทัศน์การศึกษาความน่าจะเป็นคำนวณความจำเป็นในการใช้น้ำ ซึ่งกระบวนการถูกตอกย้ำว่า อาจทำลายวิถีชีวิตชาวบ้านและระบบนิเวศน์การมองปัญหาเฉพาะจุด โดยมิได้เชื่อมโยงองค์รวมของสังคมมนุษย์ สร้างปัญหาให้กับคนในพื้นที่มาแล้วหลายโครงการ ซึ่งโครงการผันน้ำกก-อิง-น่าน อาจเข้ามาทำลายระบบนิเวศน์และวิถีชีวิต ซึ่งไม่ใช่แค่ชุมชน แต่หมายถึง การทำลายสิ่งแวดล้อมระดับประเทศเลยทีเดียว เรื่องนี้จึงอยู่ที่วิสัยทัศน์ของรัฐว่า จะแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำเช่นนี้หรือไม่
ชลประทานยืนยันว่าโปร่งใส
โครงการผันน้ำกก-อิง-น่าน ได้รับการอนุมัติงบประมาณจากกรมชลประทานดำเนินการสำรวจความเป็นไปได้และศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ได้รับการสนับสนุนทางด้านวิชาการจากรัฐบาลประเทศญี่ปุ่นในการนำเทคโนโลยีและประสบการณ์มาเสริม โดยทางไจก้า เป็นผู้ศึกษาทางด้านวิศวกรรม
"เราเลือกโครงการที่มีผลกระทบต่อชาวบ้านน้อยที่สุด เพราะโครงการนี้มีความเป็นไปได้ทางภูมิประเทศ มีระดับพื้นที่สูงใช้วิธีผันน้ำโดยใช้แรงโน้มถ่วงได้ เรามองที่ศักยภาพการใช้น้ำในอนาคต ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาภาคเหนือ เพื่อจะนำน้ำมาชดเชยให้คนภาคกลาง ส่วนพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เราก็มีมาตรการชดเชยค่าเสียหายให้กับชาวบ้านอย่างเป็นธรรม ถ้าเป็นชุนชนจำนวนมาก เราก็หาพื้นที่รองรับเพื่ออพยพคนออกไป เรายอมรับว่า ผลกระทบเกิดขึ้นจริง" สันติ ธโนภานุวัฒน์ (จากสำนักแผนงานและโครงการ กรมชลประทาน) กรรมการกำกับการศึกษา โครงการกก-อิง-น่าน กล่าว
นอกจากนี้วิศวกรไทยในโครงการนี้ได้กล่าวเสริมว่า ปัญหาที่ชาวบ้านเกรงว่า น้ำจะรั่วเข้าอุโมงค์ ทำให้ตาน้ำซึ่งเป็นต้นน้ำเพื่อการเกษตรต้องแห้งลงนั้น เรื่องนี้เราออกแบบไม่ให้น้ำซึมอยู่ในชั้นหิน อีกอย่างไม่น่าจะมีผลกระทบต่อสัตว์น้ำ
ส่วนปัญหาการขยายลำน้ำ ทางกรมชลประทานยอมรับว่า ย่อมมีผลกระทบต่อพื้นที่ทำกินบ้าง โดยพยายามวางแผนให้คันคลองตั้งตรงไม่เอียงล้ำเข้าไปในพื้นที่ชาวบ้านน้อยที่สุด และให้เหตุผลอีกว่า ในการสร้างอุโมงค์จะใช้เทคนิคพิเศษไม่จำเป็นต้องระเบิดหิน
"เราพยายามทำโครงการให้โปร่งใสและเปิดเผยข้อมูล ผมยืนยันว่า โครงการนี้มีความจำเป็นในการแก้ปัญหาในระยะยาว นอกจากนี้แล้วยังมีการจัดให้ปลามีทางเข้าออกในลักษณะบันไดปลา และหินที่ออกมาจากอุโมงค์ เราจะฝังกลบ โดยการลอกหน้าดินแล้วเอาหินฝัง ซึ่งเราเชื่อว่าไม่มีผลกระทบต่อระบบนิเวศน์"
ทัศนะ ของผู้ทำงาน ในกรมชลฯ อาจสวนทาง กับวิธีคิด ของชาวบ้าน ซึ่งเกรง จะได้รับผล กระทบจาก โครงการนี้ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ ยังไม่มี บทสรุป อย่างเป็น รูปธรรม
http://www.seub.ksc.net/News/nov-42/kt-291142-3.html
มาให้กำลังใจคุณคะ
ขอบคุณครับสำหรับกำลังใจจากคุณทิพย์