ฟังข้อเท็จจริงได้ว่า นายฮั้วเป็นคนต่างด้าวได้เข้ามาในประเทศไทย[1]โดยเรือเดินทะเลจากประเทศจีน เข้ามาทางปากน้ำเจ้าพระยา แล้วเดินทางไปอาศัยอยู่ที่ตำบลแสนตุ้ง อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด
ในราวปี พ.ศ.๒๔๖๓ นายฮั้วถูกจับในวันที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๐๒ โดยเจ้าหน้าที่ตั้งข้อหาว่า นายฮั้วเป็นคนต่างด้าวได้บังอาจเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยมิได้ผ่านการตรวจของพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อน ทั้งที่ไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางอันถูกต้อง[2]
ศาลชี้ว่า นายฮั้วไม่มีความผิดตามฟ้อง เพราะปรากฏว่า พ.ร.บ.คนเข้าเมืองได้ประกาศใช้ในประเทศไทยเป็นครั้งแรกใน พ.ศ.๒๔๗๐ เมื่อนายฮั้วเข้ามาในราชอาณาจักรเมื่อ พ.ศ.๒๔๖๓ ซึ่งประเทศไทยยังมิได้ประกาศใช้ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง ในขณะนั้น ฉะนั้น จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน ไม่ต้องผ่านการตรวจของพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อน และไม่จำต้องมีหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางแต่อย่างใด การเข้ามาในราชอาณาจักรไทยของนายฮั้วในปี พ.ศ.๒๔๖๓ เป็นการเข้าได้โดยเสรี นายฮั้วย่อมไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมืองตามข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายมาในฟ้อง
[1] แม้จำเลยจะต่อสู้ว่า ตนเกิดในประเทศไทย แต่ทั้งศาลชั้นต้น อุทธรณ์ และฎีกา ก็ไม่ได้รับฟังข้อเท็จจริงนี้
[2] พนักงานอัยการจังหวัดตราดจึงขอให้ศาลลงโทษนายฮั้วตามมาตรา ๑๕, ๒๑ และ ๕๗ แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.๒๔๙๓ และมาตรา ๓ แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๔๙๗
ความเป็นมาคล้ายๆ กันแต่ไม่เหมือนกัน ชื่อขึ้นต้นก็เหมือนกันกับบิดากระผมครับ
ได้รับคำถามคุณชูเชิดแล้วนะคะ
แต่อีเมลล์ตอบไม่ได้ค่ะ
อีเมลล์ที่ให้มา ใช้ไม่ได้เลยค่ะ
ตีกลับหมดเลยค่ะ