คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๕๓/๒๕๐๙ โจทก์ พนักงานอัยการจังหวัดตราด จำเลย นายฮ่วยเกี๊ยกหรือฮั้ว แซ่ลี้ เรื่อง อัยการร้องขอให้ศาลไทยลงโทษนายฮั้วคนสัญชาติจีนที่เข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๖๓ ในความผิดที่ได้เข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง

        ฟังข้อเท็จจริงได้ว่า นายฮั้วเป็นคนต่างด้าวได้เข้ามาในประเทศไทย[1]โดยเรือเดินทะเลจากประเทศจีน เข้ามาทางปากน้ำเจ้าพระยา แล้วเดินทางไปอาศัยอยู่ที่ตำบลแสนตุ้ง อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด

ในราวปี พ.ศ.๒๔๖๓ นายฮั้วถูกจับในวันที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๐๒ โดยเจ้าหน้าที่ตั้งข้อหาว่า นายฮั้วเป็นคนต่างด้าวได้บังอาจเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยมิได้ผ่านการตรวจของพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อน ทั้งที่ไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางอันถูกต้อง[2]

        ศาลชี้ว่า นายฮั้วไม่มีความผิดตามฟ้อง เพราะปรากฏว่า พ.ร.บ.คนเข้าเมืองได้ประกาศใช้ในประเทศไทยเป็นครั้งแรกใน พ.ศ.๒๔๗๐ เมื่อนายฮั้วเข้ามาในราชอาณาจักรเมื่อ พ.ศ.๒๔๖๓ ซึ่งประเทศไทยยังมิได้ประกาศใช้ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง ในขณะนั้น ฉะนั้น จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน ไม่ต้องผ่านการตรวจของพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อน และไม่จำต้องมีหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางแต่อย่างใด การเข้ามาในราชอาณาจักรไทยของนายฮั้วในปี พ.ศ.๒๔๖๓ เป็นการเข้าได้โดยเสรี นายฮั้วย่อมไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมืองตามข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายมาในฟ้อง

 

 


[1] แม้จำเลยจะต่อสู้ว่า ตนเกิดในประเทศไทย แต่ทั้งศาลชั้นต้น อุทธรณ์ และฎีกา ก็ไม่ได้รับฟังข้อเท็จจริงนี้

[2] พนักงานอัยการจังหวัดตราดจึงขอให้ศาลลงโทษนายฮั้วตามมาตรา ๑๕, ๒๑ และ ๕๗ แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.๒๔๙๓ และมาตรา  ๓ แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๔๙๗