วัฒนธรรมของแต่ละประเทศที่แตกต่าง เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนสนใจกันมากขึ้น เพราะคนเรามักสนใจในเรื่องที่เราไม่รู้ หรือไม่มี

หรือ เรื่องที่ตรงกันข้ามกับตัวเอง แต่ความแตกต่างนั้นอาจเป็นต้นเหตุแห่งการสนใจ การพยายามเข้าใจ แต่บางทีก็ไม่เข้าใจ การเข้าใจผิด การผิดใจ หรือ ขุ่นข้องหมองใจ เลยเถิดไปถึงความโกรธเคืองกันได้ แต่เมื่อเข้าใจกันในที่สุด ความสัมพันธ์ของสองวัฒนธรรมที่มานั่งจับเข่าคุยกัน ก็จะกลายเป็นมิตรภาพที่ยั่งยืนได้อย่างไม่ยากเย็น
ยกตัวอย่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่น มีความสัมพันธ์ต่อเนื่องมาเป็นอันดี และเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมหลายอย่างใกล้เคียงกัน เช่น กินข้าวเหมือนกัน แต่ข้าวที่กินก็คนละแบบ แต่ก็มีวัฒนธรรมหลายอย่างตรงกันข้ามกันเช่น คนญี่ปุ่นใช้ตะเกียบกินข้าว ส่วนคนไทยใช้มือหรือสมัยนี้ก็ใช้ช้อนส้อมกินข้าว เป็นต้น
มีบ้างที่คนญี่ปุ่นเข้าใจคนไทยอย่างที่คนญี่ปุ่นอยากจะเข้าใจ คนไทยก็เข้าใจคนญี่ปุ่นอย่างที่คนไทยอยากจะเข้าใจ แต่ความเข้าใจที่ว่านี้กลายเป็นเส้นขนานที่ไม่ยอมวกมาเจอกัน แม้ว่าความแตกต่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือเรื่องของภาษาก็ตาม แต่ที่สำคัญกว่าคือ 'ความเข้าใจกัน'
การทักทายคือจุดเริ่มต้นแรกของความเข้าใจ คนญี่ปุ่นจะชอบทักทายกันเสมอเมื่อเจอหน้ากัน แต่คนไทยกลับชอบมองหน้ากันแล้วทักทายในใจเพราะแล้วแต่อารมณ์ของวัน บางเวลาเมื่อคนไทยอยู่ร่วมกับคนญี่ปุ่นอย่างในที่ทำงาน จึงอาจทำให้เกิดอาการคนญี่ปุ่นน้อยใจคนไทยขึ้นมาได้ เมื่อเจอหน้ากันหากคนหนึ่งเอ่ยปากทักแต่อีกคนหนึ่งยิ้มให้เฉยๆ การทักทายนี้ทำทุกวันแม้แต่ในบ้านตัวเอง คนญี่ปุ่นในครอบครัวตื่นเช้าขึ้นมา เห็นหน้ากันก็ต้องพูดทักกันว่า 'โอไฮโยโกะไซมัส' ซึ่งแปลว่า 'เช้าดีนะ' ผู้ใหญ่อาจจะตอบเด็กๆ ว่า 'โอไฮโย' เฉยๆ ได้
แต่สุภาพชนคนไทยนั้น ถ้าคิดจะทักคนญี่ปุ่นที่เจอกันตอนเช้าอันหมายถึงเวลาเช้าตั้งแต่พระเคาะ ระฆังมาจนถึงเวลาก่อนพระตีกลองเพลแล้ว แนะนำว่า ให้พูดแบบยาวๆ ไว้ก่อน 'โอไฮโยโกะไซมัส' และเก็บคำว่า 'โอไฮโยะ' ใช้กับเด็กน้อยชาวญี่ปุ่นจะดีกว่า มีอีกคำคือคำว่า 'คอนนิจิวะ' แปลซื่อๆ ก็คือ วันนี้ แต่ความจริงอาจมีข้อความที่ละไว้ให้เข้าใจเอาว่า 'วันนี้ (ดีนะ)' คำนี้ใช้ทักทายตอนกลางวัน ตั้งแต่ประมาณเก้าโมงเช้าเป็นต้นไปจนถึงก่อนพระอาทิตย์ตก คำนี้ใช้ได้กับทุกเพศทุกวัย หลังจากพระทิตย์ตกไปแล้ว ควรใช้คำว่า 'คอมบังวะ' ซึ่งถ้าแปลซื่อๆ ก็คือ 'เย็นนี้ คืนนี้ (ดีนะ)' และคำถามต่อจากนั้นคือ สบายดีไหม 'โอะเกงกิ เดสสึกะ' และตอบรับด้วย 'เกงกิเดส' ก็พอเพียง
แต่คนญี่ปุ่นบางคนที่อยู่เมืองไทยนานๆ เจอหน้าคนไทยแล้วชอบถามว่าไปไหนมา แล้วรอฟังคำตอบจริงๆ จังๆ ยิ่งกว่าคนไทยถามกันเองเสียอีก ดูไทยๆ เป็นกันเองไปอีกแบบ และเมื่อทักทาย พบปะกันจนเย็นย่ำค่ำคืน เมื่อจะลาจากกันตอนดึก ใช้คำว่า 'โอยาสึมินาไซ' แปลได้ว่า ขอตัวไปพักผ่อน
เคยเจอคนญี่ปุ่นที่สนใจอยากพูดภาษาไทยถามว่า นอกเหนือจากคำว่า สวัสดี แล้วถ้าเป็นตอนเช้าจะพูดว่าอะไร ตอนกลางคืนจะพูดว่าอะไร เมื่ออธิบายให้ฟังว่า ตอนเช้าทักว่า อรุณสวัสดิ์ ตอนกลางคืนทักว่า ราตรีสวัสดิ์ แต่ สวัสดี ใช้ได้ครอบคลุมทุกสถานการณ์ แม้คนญี่ปุ่นจะพยายามพูดตามให้เหมือน ก็ดูเหมือนลิ้นจะพันกันดูเหนื่อยแทน จึงขอร้องให้พูดง่ายๆ ว่า สวัสดี หรือพูดภาษาญี่ปุ่นได้ เพื่อความสะดวกใจในการทักทายกัน
และเมื่อคนญี่ปุ่นทักเราแล้วด้วยคำที่กล่าวมาข้างต้น เคล็ดลับอย่างง่ายที่สุดคือ พูดคำเดียวกับที่เขาพูดมาตอบกลับไปแล้วยิ้ม! หากเราไปเที่ยวต่างจังหวัดของญี่ปุ่น อาจถูกทักทายได้แม้ไม่รู้จักกัน ถ้าถูกทักว่า 'คอนนิจิวะ' ขอแค่ก้มหัวลงมานิดนึงแล้วตอบว่า 'คอนนิจิวะ' เท่านั้นก็จบเรื่อง
เมื่อเจอกันครั้งแรก คนญี่ปุ่นแจกนามบัตรทันที เจอหน้าใครก็ให้นามบัตรเลย แถมยังแยกเป็นนามบัตรที่ทำงานหรือนามบัตรส่วนตัว แต่คนไทยนั้นกลับไม่ชอบพกนามบัตร พูดคุยกันถูกคอกันก่อนหรือจำเป็นจริงๆ จึงจะให้ ดังนั้นเวลามีนัดกับคนญี่ปุ่นจึงต้องเตรียมนามบัตรไปแจกเพราะถือเป็นมารยาท ยิ่งเป็นเรื่องการทำงานด้วยแล้ว ใครไม่มีนามบัตรจะถูกหักคะแนนความน่ารัก 50 คะแนน
เมื่อได้รับแจกนามบัตรจากคนญี่ปุ่นแล้ว เรามักได้ยินการแนะนำชื่อของคนๆ นั้นต่อท้ายด้วยคำว่า 'โยโรชิคุ โอเนไกชิมัส' ซึ่งแปลได้ว่า 'ฝากด้วยนะ,ขอความกรุณา' ถ้าแปลให้น่ารักก็จะได้ยินว่า 'ฝากเนื้อฝากตัวด้วย ขอความกรุณาด้วย' เป็นตัววิ่งแปลภาษาอยู่ด้านล่าง วิธีง่ายๆ เหมือนเดิมก็คือ เราบอกชื่อเรา ต่อท้ายด้วยคำว่า 'เดส' จากนั้นพูดซ้ำคำเดียวกับเขา 'โยโรชิคุ โอเนไกชิมัส' พร้อมก้มหัวให้จะดูเป็นพวกเดียวกันขึ้นมาอีกหน่อย ติดต่อธุรกิจราบรื่นขึ้นอีกนิด นามบัตรที่ได้รับก็ไม่ควรเก็บใส่กระเป๋าทันที ควรทำท่าทีเป็นดูชื่ออีกรอบ ถ้านั่งบนโต๊ะให้วางนามบัตรไว้บนโต๊ะตรงหน้าเราจะดูดีมาก
สุดท้ายกับการจากลา คนไทยมักคิดว่า คำว่า 'ซาโยนาระ' แปลว่า 'ลาก่อน' และใช้ได้ทุกสถานการณ์ คนญี่ปุ่นจากลาใช้คำนี้ก็จริง แต่คำว่า 'ซาโยนาระ' คนญี่ปุ่นฟังแล้วจะรู้สึกใจหายนิดหน่อย เหมือนกับจะไม่ได้เจอกันอีกแล้ว หรือจะได้เจอกันอีกหรือเปล่าก็ไม่อาจรู้ได้ หรือถ้าจริงจังมากจะใช้ในสถานการณ์ที่คนรักบอกเลิกกันนั่นเลย ทางที่ดีควรใช้ว่า 'มะตะไอมะโช' แปลว่าเจอกันใหม่โอกาสหน้า หรือจะย้ำด้วยคำที่ใช้ได้กับทุกสถานการณ์ 'โยโรชิคุ โอเนไกชิมัส' ฝากฝังกันซักอีกรอบ
แต่ถ้าขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง ถ้าอยากจะจำ คำสารพัดประโยชน์ใช้ได้ในหลายกรณี เมื่อจบการงานในแต่ละวัน จบการพูดคุย จบกิจกรรมที่ทำร่วมกันต่างๆ คำนี้คือ 'โอทสึกะเระ ซามะเดชิตะ' หรือ 'เหนื่อยแย่เลยนะ' และส่งท้ายในตอนจบด้วยการขอบคุณไปดื้อๆ ว่า 'อะริกะโตโกไซมัส' หรือถ้าจำได้ทุกคำที่กล่าวมานี้ จะพูดยาวต่อให้ยาวเป็นชุด ก็อาจสร้างความตื่นเต้นและเอ็นดูให้กับคนญี่ปุ่นที่เราติดต่อด้วยไม่น้อยเลย
ทำไมเราต้องรู้วัฒนธรรมญี่ปุ่นเบื้องต้นไว้บ้าง ก็เพราะว่าไทยและญี่ปุ่นมีการทำธุรกิจการค้ากันอย่างต่อเนื่อง บริษัทญี่ปุ่นมาเปิดสาขาในไทยหลายแห่ง คนญี่ปุ่นเข้ามาพักที่เมืองไทยเป็นหลักหมื่น และมาเที่ยวในเมืองไทยเป็นหลักแสนในแต่ละปี คนไทยก็มีจำนวนไม่น้อยที่ชอบและอยากไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ดังนั้นการเรียนรู้วัฒนธรรมญี่ปุ่นก็เป็นการรู้ไว้ใช่ว่านั่นเอง
การทักทายเป็นความประทับใจแรกที่อยู่ในความทรงจำ คนญี่ปุ่นที่ประทับใจในการทักทายการไหว้แบบไทยๆ ก็มีการฝึกหัดไหว้ให้เห็นกันอยู่บ่อยไป การ 'ไปลา-มาไหว้' มีอยู่ในวัฒนธรรมไทย ญี่ปุ่นก็มีวัฒนธรรม 'ไอสัทสึ' การทักทายแบบ 'โอไฮโยะ' 'คอนนิจิวะ' เช่นกัน
ที่มา http://campus.sanook.com/