หากเราไม่ตื่น เราก็คงจะไม่มีทางรู้ว่า “ความจริง” นั้นมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร?
. . . เคยไหมครับที่ตอนเช้าตื่นขึ้นมา แล้วรู้สึกว่าเมื่อคืนฝันอะไรก็ไม่รู้ ดูช่างสับสนวุ่นวาย จับต้นชนปลายไม่ถูก รู้สึกยุ่งเหยิง มึนงงไปกับสิ่งต่างๆ ที่(เข้าใจว่ามันได้) เกิดขึ้น มีทั้งเรื่องรักหวานซึ้ง เรื่องที่ทำให้ตื่นเต้น โศกเศร้าเสียใจ หรือโกรธจนตัวสั่นควันออกหู . . . ครั้นเมื่อตื่นขึ้นมาและรู้ว่า “นั่นเป็นเพียงความฝัน!” ก็ทำให้รู้สึกโล่งใจขึ้นมาทันที นี่แหละอานิสงค์ที่ได้จาก “การตื่น” จากการหลับใหล(ในช่วงกลางคืน) กลับเข้ามาอยู่ใน “โลกแห่งความเป็นจริง” (ช่วงกลางวัน)
สิ่งสำคัญที่ครูบาอาจารย์พยายามสอนพวกเราก็คือให้เข้าใจในเรื่อง “การตื่น” จากการหลับใหลในโลกที่เราเข้าใจว่าเป็น “โลกแห่งความเป็นจริง” ด้วยการฝึกให้เราตื่นจาก “ความฝัน” ที่เรามีในช่วงกลางวันนี้ ช่วงที่เรามักเข้าใจผิดคิดว่า “เรานั้นตื่นแล้ว” ทั้งๆ ที่จริงๆ นั้นเราเองก็ยังหลับอยู่ . . . แล้วรู้ได้อย่างไรว่าเรายังหลับอยู่? ก็ดูจาก “ความฝัน” นั่นเอง ถ้าเรายัง “ฝันอยู่” ก็แสดงว่าเรายัง “หลับอยู่” ฝันที่เรามีในช่วงกลางวันนั้น มันไม่ได้มาเหมือนฝันในตอนกลางคืน แต่มันปลอมตัวเข้ามาในชื่อใหม่ที่เราเรียกมันว่า “ความคิด”
ตลอดทั้งวันเราคิดโน่นคิดนี่ตลอดเวลา เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนั้นเรื่องนี้ คิดว่าถ้าจะทำให้ดีต้องทำแบบนั้นแบบนี้ สิ่งนี้ดีสิ่งนี้ควรทำ สิ่งนี้ถูกสิ่งนี้ผิด คิดเปรียบเทียบ ตัดสินตลอดเวลา ปรุงแต่งไปต่างๆ นานา แล้วแต่ความคิดจะพาเราไป . . . จนกว่าเราจะ “ตื่นขึ้นมา” จึงจะรู้ว่าที่ผ่านมาทั้งหมดนั้น “เราฝันไป” เป็นฝันที่เคลื่อนไปกับสิ่งที่เราเรียกว่า “ความคิด” เราอาจจะเข้าใจผิดคิดว่ามันเป็น “ความจริง” หากเราไม่ตื่น เราก็คงจะไม่มีทางรู้ว่า “ความจริง” นั้นมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร? ทั้งๆ “ความจริง” นั้น มันอยู่ตรงหน้า มันอยู่ต่อหน้าเราตลอดเวลา คงจะเหมือนปลาที่แหวกว่ายไปในน้ำ โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีน้ำอยู่ตรงนั้น !
ขอบคุณค่ะ...ตวรใช้สติควบคุมจิต..เพื่อหยุดการปรุงแต่ง..รู้ตัวแล้วละไป...ให้จิตตั้งมั่นอยู่แต่ปัจจุบันเท่านั้น...นะคะ..
พี่พยายามฝึกจิตอยู่ค่ะ อ.ประพนธ์....
สวัสดีครับพี่ใหญ่ . . . ตามที่ผมเข้าใจ คิดว่าต้องไม่ไปพยายาม "ควบคุม" จิตหรือความคิด แต่ให้ "เฝ้าดู" ให้เป็น "ผู้สังเกต" เท่านั้นครับ ซึ่งเข้าใจว่านั่นคือหลักใหญ่ของวิชา "วิปัสสนา" แต่ว่าถ้าเป็นวิชา "สมถะ" ก็คงจะเป็นอย่างที่พี่ใหญ่กล่าวไว้นะครับ (ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ) รู้แต่ว่าครูบาอาจารย์มักสอนให้ "ตามดู" โดยที่ต้องไม่ไป "เพ่งจ้อง" ผมกำลังลอง(ทำ)ดู กำลังเรียนรู้ ไปเรื่อยๆ ครับ
ขอบคุณที่พี่ใหญ่เข้ามาอ่าน gotoknow อย่างต่อเนื่อง และช่วย Comment เป็นกำลังใจให้ผู้เขียนใน gotoknow ทุกคนครับ
สวัสดีค่ะ
หนูอยากถามอ.ว่า จิตปรุงแต่ง หมายถึงว่า เราคิดเรื่องงานแล้วอยู่ดีก็มีความคิดบางอย่างแวบเข้ามาใช่ไหมค่ะ
สวัสดีครับท่านอ.ประพนธ์
บางครั้งสภาพของที่เรียกว่า"ฝันกลางวัน" ทำให้แลดูระยะของมันห่างจากความเป็น“ความคิด” เพราะจะถูกสกัดดาวรุ่งด้วยคำว่ามันเป็น"ฝันกลางวัน"หรือ"ฝันแบบลมๆแล้งๆ" เลยไม่มีพลังที่จะนำไปสู่การเป็น"ความคิด"สักที
ขอบคุณครับท่านอาจารย์
การที่ผมเขียนออกมาเป็นบันทึก ก็เป็นการถ่ายทอด "ความคิด" ชนิดหนึ่งเหมือนกัน การที่ผมมี "ความเห็น" เกี่ยวกับกรณีเขมร กรณีเสื้อเหลือง เสื้อแดง ก็เป็น "ความคิด" เช่นกัน จะเห็นได้ว่าเรามี "ความคิด" ตลอดทั้งวันโดยที่เรานั้น "ไม่รู้ตัว" เลย เราอาจจะโศกเศร้าเสียใจ หรือดีใจได้ปลื้มไปกับความคิดเหล่านั้น . . . ซึ่งผมเปรียบว่ามันคล้าย "ความฝัน" เพียงแต่ความฝันนั้นเราเห็นมันชัดเพราะว่าเราได้มีโอกาส "ตื่นขึ้นมา" ในตอนเช้า แต่เจ้าฝันที่เรามีอยู่ทุกวี่วัน ฝันที่มาในนามของ "ความคิด" นี่ซิ "ตัวปัญหา" . . . ใช้่ชีวิตมาตั้งหลายสิบปี แต่นี่เราก็ยังไม่ตื่นซะที จึงไม่มีโอกาสได้สัมผัสกับ "ความเป็นจริง" !!
ความคิดหรือฝันก็ดี มีที่เกิด ที่มา ที่ไป ผู้ตื่นอยู่เท่านั้นที่รู้เท่าทัน รู้กัน และรู้แก้
ขอร่วมแลกเปลี่ยนค่ะ
อยากยกตัวอย่างการคิดปรุงแต่ง เช่น "มองเห็นคนสองคนยืนคุยกัน แล้วมองมาทางเรา" ก็คิดเอาว่าเขาคงพูดถึงเรา หรืออย่างร้ายสุด ก็คิดว่าเขานินทาเรา ทั้งที่ความจริง อาจใช่หรือไม่ใช่ก็ได้
ประมาณนี้ใช่มั้ยคะ
ขอตามเข้ามาเรียนรู้กับอาจารย์ด้วยคนนะคะ
ขอบคุณค่ะ