ความต้องการและความพร้อมของมารดาต่อการได้รับคำแนะนำเมื่อบุตรเข้ารับการรักษาและจำหน่ายจากแผนกผู้ป่วยหนัก
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความต้องการและความพร้อมของมารดาต่อการได้รับคำแนะนำเมื่อบุตรเข้ารับการรักษาและจำหน่ายจากแผนกผู้ป่วยหนัก โดยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงจากมารดาของทารกที่มีภาวะแทรกซ้อน และต้องอยู่รักษาที่แผนกผู้ป่วยหนัก โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 8 นครสวรรค์ อย่างน้อย 5 วันจนกระทั่งจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลโดยแพทย์อนุญาตให้กลับบ้าน จำนวน 80 ราย เก็บข้อมูลระหว่างเดือนกันยายน พ.ศ. 2546ถึงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2547 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามความต้องการและความพร้อมของมารดาต่อการได้รับคำแนะนำเมื่อบุตรเข้ารับการรักษาและจำหน่ายจากแผนกผู้ป่วยหนัก ที่คณะผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง ตรวจสอบความเที่ยงตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านการดูแลทารกและงานวิจัยจำนวน 3 ท่าน แล้วนำไปทดลองใช้ในกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 10 รายเพื่อทดสอบความเข้าใจในเรื่องภาษา และความตรงของเนื้อหา จากนั้นได้ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมจึงนำมาใช้เก็บข้อมูลจริง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติร้อยละ
ผลการวิจัยพบว่า
ข้อมูลที่มารดาต้องการทราบและพร้อมที่จะรับฟังในแต่ละวันมีรายละเอียดดังนี้ คือ
- ใน 1-3 วันแรกมารดาต้องการทราบ เรื่องเกี่ยวกับ การเข้าเยี่ยม อาการและการรักษา การให้นมแม่ การบีบเก็บนมแม่ การฝากเลี้ยง การใช้ห้องสานสายใย การแจ้งเกิด การอาบน้ำบุตร ผลจากการได้ออกซิเจน
- ส่วนในระยะ 1-2 วันก่อนจำหน่ายบุตร มารดาต้องการทราบเรื่องเกี่ยวกับ การดูแลสิ่งแวดล้อมที่บ้าน การเตรียมความพร้อมในครอบครัว การให้อาหารเสริม การให้ภูมิคุ้มกัน พัฒนาการ การให้นมผสม การใช้สถานบริการ
นอกจากนี้มารดายังต้องการคำแนะนำเป็นส่วนตัวโดยให้สามีเข้าร่วมฟังด้วย โดยใช้ระยะเวลาประมาณ ½ - 1ชั่วโมงในการรับฟัง โดยต้องการให้ผู้สอนมีความเป็นกันเอง และมีคู่มือประกอบการสอน และภายหลังจำหน่ายแล้ว เมื่อกลับไปอยู่บ้านต้องการให้มีการติดตามเยี่ยมทางโทรศัพท์ และการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นที่ต้องการทราบเกี่ยวกับบุตรคือเรื่องอาการเขียวคล้ำ การมาตรวจตามนัดนั้นมารดาต้องการทราบเรื่องพัฒนาการ และต้องการมาฟังผลการตรวจเพาะเชื้อด้วยตนเองถ้ามีการส่งตรวจ และเมื่อบุตรได้รับยามารดาต้องการทราบประเภทของยาและระยะเวลาที่ต้องได้รับยา
ผลการศึกษาครั้งนี้ เสนอแนะว่าพยาบาลควรนำผลการศึกษาที่ได้นี้ไปปรับปรุงแนวทางการให้คำแนะนำ เพื่อให้ผู้รับบริการได้รับคำแนะนำสอดคล้องกับความต้องการและความพร้อมของมารดาและสมาชิกในครอบครัว ตลอดจนครอบครัวสามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสมต่อไป