ขอบพระคุณ รศ. ชนัตถ์ อาคมานนท์ ที่บรรยายเรื่องนี้ได้อย่างน่าสนใจพร้อมแทรกการประยุกต์ทางคลินิกกิจกรรมบำบัดได้อย่างยอดเยี่ยมครับ

ผมได้ฟังบรรยายเช้านี้แล้วอยากให้พี่น้อง G2K ได้ความรู้หรือ ลปรร กับการประยุกต์ความรู้สู่ความเข้าใจเรื่องการป้อนอาหารเข้าปาก ก่อนขั้นตอนของ eating & swallowing activities

หลายท่านคงสนใจว่า หากมีปัญหาการกลืนกินอาหาร รวมไปถึงการรับประทานเครื่องดื่ม ยา หรือสารบำรุงร่างกายต่างๆ เช่น สำลักเวลากลืนอาหาร เคี้ยวอาหารไม่คล่อง น้ำลายไหลย้อย ต้องทานอาหารทางสาย หรือ Nasogastric Tube ฯลฯ ท่านควรจะปรึกษากระบวนการฝึกความสามารถทางการกลืนกินอาหารกับผู้เชี่ยวชาญอะไร คำตอบคือ นักแก้ไขความผิดปกติของการสื่อความหมาย (นักฝึกพูด) กับนักกิจกรรมบำบัด ที่ผ่านการอบรมเฉพาะทางด้านการบำบัดการกลืนกิน (Feeding or Swallowing Therapy)

ประเด็นที่น่าสนใจจากการบรรยายของอาจารย์ ได้แก่

  • เราเรียนรู้กลไกการป้อนอาหารเข้าปาก การจัดการอาหารในช่องปาก การนำอาหารเข้าสู่คอหอยและหลอดอาหาร (กลืน) จนถึงกระบวนการกลืนและย่อยอาหารโดยอัตโนมัติ เพื่อป้องกันอาการสำลักอาหาร ที่มักรุนแรงในสภาวะผู้ที่มีความบกพร่องทางระบบประสาท
  • เราควรเข้าใจโครงสร้างของอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการกลืนกินอาหาร ตั้งแต่วัยทารกจนถึงผู้สูงอายุ ที่มีพัฒนาการของการรับประทานอาหารที่คล่องแคล่วมากขึ้น
  • เราควรพิจารณาข้อมูลอ้างอิงถึงพัฒนาการความสามารถทางการรับประทานอาหาร ซึ่งอาจไม่เหมือนกัน บางตำรากล่าวรวม Feeding & Swallowing พร้อมกัน
  • เด็กทารกในครรถ์ช่วง 6 เดือน, ทารกแรกเกิดจนถึงเด็กเล็ก 4 เดือน มีความสามารถที่มหัศจรรย์ (หายใจและกลืนได้พร้อมกัน) กล่าวคือ มีแก้มที่ป่องนิ่มจาก Fat ช่องปากแคบ ริมฝีปากประกบบริเวณหัวนมคุณแม่ได้ไม่สนิท และใช้ลิ้นกับขากรรไกรล่างขยับขึ้นลงหน้าหลังพร้อมกล้ามเนื้อเพดานอ่อนกับขากรรไกรบนขยับช้าๆ จนน้ำนมไหลออกมา นอกจากนี้กล้ามเนื้อเพดานอ่อนเลื่อนยกปิดช่องทางระหว่างคอหอยถึงโพรงจมูก และประสานกับลิ้นที่ปิดหลอดลม ทำให้ลมหายใจเข้าออกผ่านหลอดลมได้พร้อมกับการไหลของน้ำนมทางด้านข้างบริเวณจุดที่ประสานนั้น กระบวนการป้อนอาหารเข้าปากแบบนี้เรียกว่า Suckling หรือ Suckle Feeding
  • พอเด็กเริ่มโตขึ้นช่วง 4-6 เดือน จะเกิดกระบวนการป้องอาหารเข้าปากที่เรียกว่า Sucking คือ การดูดจากหัวนมแม่หรือขวดนม โดยมีแก้มตอบเพื่อให้เกิด Negative Pressure และริมฝีปากประกบหัวนมได้แนบสนิท ขยับลิ้นขึ้นลงได้เร็วและแรงขึ้นในการดูดนม ในช่วงนี้เด็กจะพยายามเรียนรู้การป้อนอาหารจากช้อน ดื่มน้ำจากถ้วย หากเด็กควบคุมศรีษะหรือสำลักง่าย นักกิจกรรมบำบัดควรปรับถ้วยแบบตัดขอบด้านหน้า หรือ ใช้ถ้วยไม่ลึก-มีฝาปิด-ตัวดูด หรือ มีมือจับสองข้างของถ้วย หรือ ปรับท่าทางการอุ้ม เพื่อป้องกันการแหงนศรีษะมากจนเกิดการสำลักอาหาร
  • ข้อสังเกตที่น่าสนใจ คือ ถ้าเด็กที่ไม่ได้ฝึกดูดหัวนมของคุณแม่ แต่ดูดจากจุกหัวนมยางที่แข็ง หรือ จุกหัวนมหลอก (pacifier) ซึ่งต้องใช้แรงดูดมากจนทำให้เพดานช่องปากยกตัวสูงขึ้น ดังนั้นนักกิจกรรมบำบัดอาจแนะนำปรับขนาดจุกนมยางที่นิ่มเจาะรูมาก ที่เหมาะสมกับขนาดขวดนม จะได้ไม่ดูดแรงมากนัก
  • พัฒนาการต่อมาตอนเด็กอายุ 10 เดือนเป็นต้นไป ได้แก่ การฝึกดื่มของเหลวจากหลอด การฝึกใช้มือหยิบอาหารเข้าปาก และฝึกตักอาหารด้วยอุปกรณ์ต่างๆ เช่น ช้อนกับส้อม ส้อมกับมิด ตะเกียบ เป็นต้น
  • วัฒนธรรมไทย เราเคยสอนลูกหลานให้ล้างมือแล้วเปิบข้าวด้วยมือเข้าปาก แต่เด็กไทยอาจเรียนรู้การใช้มือช้าขึ้น เพราะผู้ปกครองชอบห้ามเด็กใช้มือหยับอาหารเข้าปาก ขณะที่เด็กฝรั่งหยิบขนมปังเข้าปากได้

จะเห็นว่า ความรู้ส่วนนี้ หากนักกิจกรรมบำบัด และ นักแก้ไขความผิดปกติของการสื่อความหมาย ได้ประชาสัมพันธ์ให้ผู้สนใจ ผู้ป่วย และบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องรับรู้ ก็จะเป็นอีกแนวทางหนึ่งของการพัฒนาคุณภาพชีวิตแก่ผู้ที่มีการกลืนกินอาหารลำบากครับ