การประชุมสภาสถาบันอาศรมศิลป์สัญจรไปที่จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อไป ลปรร. กับชาวบ้านใน “โครงการวิจัยและปฏิบัติการ เพื่อออกแบบและพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ชุมชน” เมื่อวันที่ ๒๖ ต.ค. ๕๒ กระตุ้นให้ผมเขียนบันทึกนี้
สถาบันอุดมศึกษา ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเน้นวิจัยและบัณฑิตศึกษา กลุ่มเฉพาะทาง กลุ่มเพื่อท้องถิ่น และกลุ่มวิทยาลัยชุมชน ต่างก็ต้องมีกลไกให้ “ติดดิน” หรือเชื่อมโยงสัมพันธ์กับชุมชนหรือพื้นที่ทั้งสิ้น เป็นพฤติกรรมที่สถาบันอุดมศึกษาต้องออกแรง เพื่อฝืนความเคยชิน
ที่ต้องฝืนมาก คือต้องไปร่วมเรียนรู้กับชุมชนด้วยท่าทีที่ไม่ใช่ทำตัวเป็นผู้รู้ไปสอนชาวบ้าน แต่ทำตัวเสมอกับชาวบ้าน ในบางเรื่องก็ไปเรียนรู้จากชาวบ้าน ในบางเรื่องก็เอาความรู้ไปแลกเปลี่ยนกับชาวบ้าน คือต้องใช้ท่าทีของการไป ลปรร. หรือใช้ KM Mode นั่นเอง
ย้ำว่า ต้องไม่ใช้ Teaching Mode หรือ Technology Transfer Mode แต่ใช้ Knowledge Sharing Mode
สถาบันอาศรมศิลป์ดำเนินการ “โครงการวิจัยและปฏิบัติการ เพื่อออกแบบและพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ชุมชน” ที่จังหวัดนครสวรรค์มาตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ เป็นเวลา ๓ ปี ดำเนินการใน ๔ พื้นที่คือ
• พื้นที่ ม. ๓ และ ๗ ต. เกยไชย อ. ชุมแสง ในกิจกรรมโรงเรียนชาวนา
• พื้นที่ชุมชนวัดเกรียงไกรเหนือ อ. เมือง ในกิจกรรมโรงเรียนพุทธาสนาวันอาทิตย์
• พื้นที่บ้านศรีอุทุมพร ต. หนองกรด อ. เมือง ในกิจกรรมทำปุ๋ยชีวภาพ
• พื้นที่ชุมชนริมบึงบรเพชร ต. เกยไชย อ. ชุมแสง ในกิจกรรมทำตาล
โครงการนี้ได้รับทุนสนับสนุนจาก สกศ.
ข้อสังเกตปัจจัยความสำเร็จของโครงการแนวนี้ที่สำคัญคือ
• ผู้ดำเนินโครงการ ไป ลปรร. ไม่ใช่ไปถ่ายทอดความรู้ ไม่ใช่ไปสอนชาวบ้าน ดังกล่าวแล้ว
• ผู้ดำเนินโครงการไปร่วมเรียนรู้โดยเน้นการลงมือปฏิบัติ เข้าไปอยู่กับชาวบ้านเป็นช่วงเวลานาน เช่นเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน ไปกินอยู่ทำงานและพูดคุยในฐานะคนเสมอกัน สมาชิกโรงเรียนชาวนา ที่ ต. เกยไชย ประทับใจมากที่ชาวนาทำอะไร นักศึกษาสถาบันอาศรมศิลป์ทำด้วย ชาวบ้านดำนา นักศึกษาก็ลงไปดำนาด้วย คือไปช่วยงานชาวบ้าน ไม่ใช่ไปเป็นภาระของชาวบ้าน
• การมีผู้ใหญ่ที่เป็นที่เคารพนับถือ ไปเยี่ยมและช่วยยืนยันต่อชาวบ้านว่าที่ดำเนินกิจกรรมรวมกลุ่มเรียนรู้เช่นนี้ มาถูกทางแล้ว เป็นกิจกรรมที่มีคุณค่ายิ่ง เพราะกิจกรรมแบบนี้สวนกระแสในชุมชน และในประเทศ ชาวบ้านต้องการคนไปให้ความมั่นใจ และให้การยอมรับกิจกรรมและผลที่เกิดขึ้น คราวนี้สถาบันอาศรมศิลป์มี ศ. ระพี สาคริก และ ศ. นพ. ประเวศ วะสี เป็นปูชนียบุคคลของชาติ ที่ไปให้ความชื่นชมและยืนยันการเดินถูกทางแก่กลุ่มชาวบ้าน
• ในการนำเสนอกิจกรรมต่อผู้ใหญ่ที่ไปเยี่ยม ต้องให้ชาวบ้านนำเสนอเอง ชาวบ้านจะตื่นเต้นและเตรียมตัวนำเสนอ การเตรียมตัวเป็นการเรียนรู้อย่างดียิ่ง โดยเฉพาะการสรุปประเด็นการเรียนรู้ของตนเอง
กรรมการสภาสถาบันอาศรมศิลป์เป็นผู้ใหญ่ทั้งนั้น ท่านได้แสดงความหวังว่า มหาวิทยาลัยต่างๆ ในประเทศ จะเข้าไปหนุนการเรียนรู้ของชุมชน ดังกรณีตัวอย่างที่เล่านี้
วิจารณ์ พานิช
๒๗ ต.ค. ๕๒
|
ศ. นพ. ประเวศ วะสี กำลังชื่นชมและแนะนำ กลุ่มเกษตรปลอดสารพิษที่บ้านศรีอุทุมพร
|
สถานที่เตรียมสร้างศูนย์เรียนรู้บ้านศรีอุทุมพร ซื้อที่ดินด้วยเงินที่กู้จากวัด
|
|
บรรยากาศการ ลปรร. กิจกรรมเรียนรู้ชุมชน ๔ กลุ่ม ที่วัดศรีอุทุมพร (หลวงพ่อจ้อย)
|
บรรยากาศการ ลปรร. ที่บ้านเกยไชย อ. ชุมแสง กับกลุ่มโรงเรียนชาวนา ด้านหลังคืออาคารศูนย์การเรียนรู้ชุมชนที่กำลังก่อสร้าง
|
|
บรรยากาศการประชุมสภาสถาบันฯ ที่วัดเกยไชยเหนือ (บรมธาตุ)
|
|





ในฐานะคนสครสวรรค์รู้สึกดีใจที่มีโครงการเรียนรู้แบบนี้กับชาวบ้าน
อำเภอชุมแสงมีนาปีนาปรัง คนเกยไชย ทำตาลขายมาแต่โบราณ
ขออนุโมทนาขอบคุณอาจารย์หมอวิจารณ์ พานิช ที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ช่วยเหลือชุมชนชาวบ้านอย่างจริงใจ
เจริญพร