ครูเก่ง ครูดี ครูสุข จริงหรือ

โดย อำภาพร คณะแพง

คง ไม่มีใครปฏิเสธว่าไม่ต้องการนักเรียนที่มีคุณภาพ คือ เก่ง ดี และมีสุข ซึ่งกระบวนการผลิตนักเรียนให้มีคุณภาพจะประสบความสำเร็จได้ จำเป็นต้องมีต้นแบบ หรือแม่พิมพ์ที่สมบูรณ์เสียก่อน เพราะถ้าแม่พิมพ์ไม่ดี ไม่มีคุณภาพ ผลผลิตที่ออกมาก็คงจะหาคุณภาพที่ดีไม่ได้ ดังนั้น หากเราต้องการให้นักเรียนเป็นคนเก่ง ดี และมีสุข เราจะต้องเริ่มต้นจากครูเสียก่อน ครูต้องเก่ง ดี และมีสุข

ถ้าถามว่า แล้วเราจะหาครูเก่ง ครูดี และครูสุข ได้ที่ไหน ในเมื่อปัจจุบันครูส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากคนที่เก่งที่สุดในแต่ละจังหวัดเหมือน ดังเช่นในอดีต คำตอบก็คือ เราสามารถหาครูเก่ง ครูดี และครูสุข ได้จากทุกโรงเรียน

แล้วครูเก่ง ครูดี ครูสุข คือครูคนไหน มีลักษณะอย่างไร คำตอบก็คือ ครูที่ยืนอยู่ในกระจกเงานั่นเอง ครูทุกคนย่อมมีความเก่ง ความดี และความมีสุขที่แตกต่างกัน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้บริหารและครูทุกคนช่วยกันยกย่องความเก่ง ความดี และความมีสุข ที่มีอยู่ในตัวของครูแต่ละคน เช่น ครูสมชายเรียนหนังสือเก่งมาก สามารถสอบชิงทุนได้เรียนต่อจนจบปริญญาโท ครูสมประสงค์เล่นแบดมินตันเก่งมาก จนได้รับเชิญเป็นกรรมการผู้ตัดสินของสมาคมแบดมินตันแห่งประเทศไทย ครูสมบัติเป็นคนที่เสียสละสอนพิเศษให้นักเรียนที่ยากจนโดยไม่คิดเงิน ครูสมพรเป็นคนที่มีความกตัญญูกตเวทีเลี้ยงดูยายที่ดูแลตนเองมาตั้งแต่เล็ก เป็นอย่างดี ครูสมหมายเก็บเงินได้แล้วส่งคืนเจ้าของจนได้รับโล่จากผู้ว่าราชการจังหวัด ครูสมหวังเป็นนักสังคมสงเคราะห์ช่วยเหลือเด็กเร่ร่อน ครูสมภพอ่านหนังสือพิมพ์วันละ 3 ฉบับทุกเช้า ครูสมคิดเป็นผู้ที่ยืมหนังสือจากห้องสมุดมากที่สุด ครูสมใจเป็นผู้ที่ใฝ่เรียนรู้ตลอดเวลา แม้ว่าจะอายุมากแล้วก็ยังสามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างชำนาญ ครูสมชาติใช้เวลาว่างในวันเสาร์-อาทิตย์ เรียนซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าจนสามารถเปิดร้านซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าเองได้ ฯลฯ ถ้าเราช่วยกันพูดอย่างสม่ำเสมอ พูดโดยมีตัวอย่างที่อยู่ใกล้ตัวให้นักเรียนดู (สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น) นักเรียนก็จะเกิดความศรัทธา อยากเก่ง อยากดี อยากมีความสุขเหมือนเช่นครูคนนั้น

เมื่อเราได้พบครูเก่ง ครูดี และครูสุขแล้ว สิ่งสำคัญคือเราจะต้องทำให้ครูเหล่านี้คงอยู่คู่กับโรงเรียนเราตลอดไป ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยากหากเราร่วมมือร่วมใจกันอย่างจริงจัง ช่วยกันยกย่องให้เกียรติในการทำคุณงามความดี มีการอบรมเพิ่มพูนความรู้ความสามารถ คุณธรรมจริยธรรม และมีการทดสอบความรู้ความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่อย่างสม่ำเสมอ เช่น ครูที่สอนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายก็ควรจะทำข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยในราย วิชาที่ตนเองสอนได้ถูกต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 เป็นต้น โดยอาจจะมีการมอบรางวัลให้แก่ครูที่ทำคะแนนได้สูงสุดด้วยก็ได้ ทั้งนี้ เพื่อให้ครูทุกคนได้หมั่นทบทวนความรู้อยู่อย่างสม่ำเสมอ จริงอยู่อาจจะมีเสียงคัดค้านบ้างจากบางคนว่าทำไมต้องให้ครูสอบ แต่ถ้าเราพิจารณาโดยใช้ตรรกะอย่างง่ายๆ ว่า ถ้าแม้แต่ครูยังทำข้อสอบไม่ได้แล้ว จะไปสอนลูกศิษย์ให้ฉลาดได้อย่างไร ในเรื่องของความดีก็เช่นกัน ถ้าครูยังไม่ทำความดี ไหนเลยจะไปสอนคนอื่นให้ดีได้ เช่น ครูเห็นคนแก่ยกของหนักก็ไม่ช่วยยก เห็นหญิงมีครรภ์ยืนบนรถโดยสารประจำทางก็ไม่ลุกให้นั่ง เห็นคนอาวุโสกว่าก็ไม่ยกมือไหว้ แล้วจะให้นักเรียนเป็นคนดีมีน้ำใจ มีสัมมาคารวะก็คงเป็นไปได้ยาก แต่ที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือ สิ่งต่างๆ ที่ครูห้าม แต่ครูกลับทำเสียเอง เช่น ห้ามนักเรียนดื่มสุรา ห้ามนักเรียนสูบบุหรี่ ห้ามนักเรียนเล่นการพนัน ห้ามนักเรียนทาเล็บสีฉูดฉาด ห้ามนักเรียนแต่งตัวโป๊ ฯลฯ แต่ครูกลับทำทุกอย่างที่ห้ามไม่ให้นักเรียนทำ แล้วอ้างว่าเธอก็เรียนให้ได้มาเป็นครูสิจะได้ทำได้ นับว่าเป็นการแก้ตัวที่ชั่วช้าที่สุด เพราะเป็นการฉุดรั้งอาชีพครูให้ต่ำลง

และ ในด้านสุดท้ายคือมีความสุข ถ้าครูไม่มีความสุขในการเรียน กล่าวคือ ไม่เป็นผู้สนใจใฝ่เรียนรู้ ไม่มีการพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านให้นักเรียนเห็น การจะทำให้นักเรียนมีความสุขในการเรียน หรือเกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต ก็คงเป็นไปได้ยากยิ่ง

ทรัพยากรทุกอย่างในโลกนี้ล้วนแล้วแต่รอวันหมด จะมีก็เพียงแต่ทรัพยากรมนุษย์เท่านั้นที่นับวันจะเพิ่มมากขึ้น การผลิตทรัพยากรมนุษย์ให้มีคุณภาพจำเป็นต้องอาศัยกระบวนการผลิตที่ดีและแม่ พิมพ์ที่มีคุณภาพ "ครูเก่ง ครูดี ครูสุข คือ อีกแม่พิมพ์หนึ่งที่จะก่อให้เกิดทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ"

เรามาร่วมกันค้นหาครูเก่ง ครูดี และครูสุข (ที่แท้จริง) กันดีกว่า

ที่มา - มติชนรายวัน หน้า 7 - วันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11544

(จาก  http://www.kruthai.info/main/