ผมมองว่า จิตพิศวง (fascination) เป็นทรัพย์สินทางปัญญาของบ้านเมือง หากเรามีคนที่จิตในลุกโพลงด้วย fascination กับเรื่องต่างๆ ที่หลากหลาย จำเพาะสำหรับแต่ละคน เราจะมีพลังสังคมมาก

          ชีวิตที่มีความสุข และมีความเต็มอิ่มในชีวิต คือชีวิตที่ได้อยู่ในท่ามกลางไฟแห่งความพิศวงสงสัย ใคร่รู้ใคร่ลอง ใคร่บากบั่นพากเพียรเพื่อทำความสงสัยให้แจ้ง    ทีละเปลาะ ทีละเปลาะ  
          นี่คือชีวิตของนักวิชาการ    นี่คือแนวทางเสาะแสวงหานักเรียนระดับมัธยมที่มีพื้นฐานจิตใจเช่นนี้   และส่งเสริมดึงดูดให้ได้ทดลองใช้ชีวิตแนวนี้ด้วยตนเอง    ได้เรียนรู้ชีวิตของรุ่นพี่ รุ่นพ่อ รุ่นปู่ ว่าสังคมดูแลเขาอย่างนี้ๆ    และเดาว่าในอนาคตถ้าเขาจะมาดำเนินชีวิตแนวนี้บ้าง    เขาจะพอใจไหม
         ครูคือผู้รู้ทาง และรู้ว่าจะจูงลูกศิษย์คนไหน ให้มารู้จักชีวิตแนวนี้
         ผมไม่ชอบวิธีการชี้ทางแกมบังคับ    หรือดึงดูดแบบล่อหลอก   ผมชอบแนวทาง facilitate ให้ได้รู้จัก ได้ลองชีวิตด้วยตนเองช่วงหนึ่ง    ซึ่งน่าจะเป็นช่วงปิดภาคฤดูร้อน
          เวลานี้มีการดำเนินการด้านวิทยาศาสตร์อยู่แล้ว    แต่วิชาการสาขาอื่นผมไม่เคยได้ยินว่ามีคนจัดทำค่ายวิชาการฤดูร้อน ที่จัดให้นักเรียนที่มีแววพิเศษด้านนั้นๆ 
          นี่คือแนวหนึ่งของ “การจัดการทรัพย์สินทางปัญญา” ของสังคม   ผมมองว่า จิตพิศวง (fascination) เป็นทรัพย์สินทางปัญญาของบ้านเมือง    หากเรามีคนที่จิตในลุกโพลงด้วย fascination กับเรื่องต่างๆ ที่หลากหลาย จำเพาะสำหรับแต่ละคน    เราจะมีพลังสังคมมาก
          คนที่ทำอะไรก็ตาม ทำด้วยความรักผูกพันพิศวงสงสัย    จะทำได้ดีเสมอในระยะยาว    เพราะนี่คือพื้นฐานของการเรียนรู้
          ผลสัมฤทธิ์ของการศึกษาไทย   ต้องวัดที่การสร้างคนที่มีจิตพิศวง เป็นตัวชี้วัดหนึ่ง
 
วิจารณ์ พานิช
๗ ต.ค. ๕๒