ลางานครึ่งวันไปร่วมงานสวดอภิธรรมเพื่อนที่ลำพูน เพื่อนสนิทสมัยเรียนมัธยมต้องมาจากไปด้วยวัยแค่ ๔๘ ปี ได้พบเพื่อนร่วมรุ่นหลายสิบคน แต่ที่น่าอึ้งมีอาจารย์มาด้วยนั่งฟังสวดด้วยกันมองดูเหมือนคนวัยเดียวกัน เพื่อนๆว่าเราแก่กว่าอาจารย์ หัวเราะขำกันเพราะผู้เขียนเส้นผมเหลือ
น้อยกว่าอาจารย์
เทศนาก็ได้ข้อคิดมากมาย พระอาจารย์เอาพรมาขยายแปลให้ฟังเทียบให้เข้าใจ สุดท้ายบอกว่า ใจสำคัญใจสู้แล้วทำอะไรก็ได้ขอให้ตั้งใจ อดทน มุ่งมั่นไม่ย่อท้อ มีคุณธรรม เหมือนที่เราเคยอ่านเศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง
พอกลับบ้านพี่ชายที่ไปพักก่อนจะนอนห้องนอนของพี่ชายมีบทความที่พี่สะไภ้เขียนไว้ดีมากเลยคัดมาให้อ่านกันเป็นข้อคิดดังนี้
"เคยมีคนกล่าวว่า ถ้าเราหวังถึงดวง
ดาวเบื้องบน เราจะได้เพียงแต่โคมไฟริมทางเท่านั้นเอง ในทางชีวิตของคนถ้าทางราบเรียบก็จะมีคนเดินทางตามกันเป็นทิวแถว ทว่ายามใดที่เส้นทางนั้นขรุขระไม่ปลอดภัยทุกคนก็จะเลี่ยงหายไปหมด แต่ผู้เดียวที่จะตามเราไปตลอดนั้นคือ...แม่..


ในแสงเทียนที่จุดเป็นหมู่เหล่า เทียนบางดวงรุ่งโรจน์สว่างไสว บางดวงวูบดับบางดวงลิบหรี่จวนหมดแสงมีแต่น้ำตาเทียนไหลนอง คล้ายดัง
ดวงประทีบชัชวาลย์
ส่องแสงตระการแล้วล่วงเลยลับดับไป
ดุจยามขีวิตอุทัย
รุงโรจน์สดใส เริ่มรัศมีเริงรอง
ครั้นแล้วสิพายุผอง
คำรณคะนอง บางดวงวูบดับกระทันหัน
ที่เหลือต่อมาทั้งนั้น
หดสิ้นลงพลัน พร้อมเพิ่มด้วยหยาดน้ำตา
จนก้าวถึงกาลเวลา
แสงเพลิงถึงครา ดับสิ้นมืดมิดทันที
โอ้..วิถีแห่งชีวี
ดุจเทียนดวงนี้ มีเกิด แก่ เจ็บ ประจำ
กินกร่อนดวงเทียนจนต่ำ
และสุดท้ายนำ ความตายย่างเข้ามาเยือน
ทิงคนอยู่หลังติดเตือน
ดูหยดเทียนเหมือน รำลึกเป็นรอยอาลัย"
ผู้เขียนได้อ่านก่อนนอนก็เก็บไปคิดต่อมากมาย จนเผลอหลับสบายตลอดคืน