คำถาม
1).องค์ประกอบของระบบการสื่อสารข้อมูลประกอบด้วยอะไรบ้าง พร้อมอธิบายความหมายแต่ละส่วนประกอบ
ตอบ

1.ผู้ส่งข้อมูล (sender) คือ สิ่งที่ทำหน้าที่ส่งข้อมูลไปยังจุดหมายที่ต้องการหรือแหล่งกำเนิดข่าวสาร (source) อาจจะเป็นสัญญาณต่าง ๆ เช่น สัญญาณภาพ ข้อมูล และเสียงเป็นต้น ในการติดต่อสื่อสารสมัยก่อนอาจจะใช้แสงไฟ ควันไฟ หรือท่าทางต่าง ๆ ก็นับว่าเป็นแหล่งกำเนิดข่าวสาร จัดอยู่ในหมวดหมู่นี้เช่นกัน
2.ผู้รับข้อมูล (receiver) คือ สิ่งที่ทำหน้าที่รับข้อมูลที่ถูกส่งมาให้หรือจุดหมายปลายทางของข่าวสาร (sink) ซึ่งจะรับรู้จากสิ่งที่ผู้ส่งข่าวสาร หรือแหล่งกำเนิดข่าวสารส่งผ่านมาให้ตราบใดที่ การติดต่อสื่อสารบรรลุวัตถุประสงค์ ผู้รับสารหรือจุดหมายปลายทางของข่าวสารก็จะได้รับข่าวสารนั้น ๆ ถ้าผู้รับสารหรือ จุดหมายปลายทางไม่ได้รับข่าวสาร ก็แสดงว่าการสื่อสารนั้นไม่ประสบความสำเร็จ กล่าวคือไม่มีการสื่อสารเกิดขึ้นนั่นเอง
3.ข้อมูล (data) คือ ข้อมูลที่ผู้ส่งข้อมูลส่งไปยังผู้รับข้อมูล ข้อมูลอาจอยู่ในรูปของข้อความ เสียง ภาพเคลื่อนไหว และอื่นๆ
4.สื่อนำข้อมูล (medium) คือ สิ่งที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการถ่ายข้อมูลจากผู้ส่งไปยังผู้รับ เช่น สายเคเบิล สายใยแก้วนำแสง อากาศ
5.โปรโตคอล (protocol) คือกฎหรือวิธีที่ถูกกำหนดขึ้นเพื่อการสื่อสารข้อมูล
2.)สัญญานอนาลอกและดิจิตอลต่างกันอย่างไร
ตอบ
Analog ด้านดนตรีหมายถึง อุปกรณ์ใดๆก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นแอมป์หรือเอฟเฟคท์ ที่ไม่ได้ใช้ วงจรด้านDigitalเข้ามาเกี่ยวข้องด้านสัญญานเสียงเลย (พวกที่โปรแกรมได้ อย่าง Marshall JMP-1 ก็เป็นAnalogเหมือนกัน) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางเสียงใดๆก็ตาม ไม่ว่าจะให้เสียงซ้อนกัน ปรับให้ทุ้มลง แหลมขึ้น ทำเสียงแปลกๆแบบFlanger หรือให้แตก จะใช้การเปลี่ยนแปลงทางไฟฟ้า จากอุปกรณ์อิเลคโทรนิคส์ล้วนๆ และกระทำกับสัญญานโดยตรง
เช่น การทำให้แหลมขึ้นก็ใช้วงจร พวกRC Filter มาช่วยให้ความถี่สูงๆผ่านไปได้มากขึ้น หรือ ทำให้ทุ้ม ก็ใช้ RC Filterอีก มาตัดเสียงแหลมออกไป หรือ การเพิ่มสัญญานจนถึงจุดอิ่มตัว หรือให้สัญญานมันเกิน มันก็จะเกิดการตัดยอดคลื่น ซึ่งจะทำให้เป็นเสียงแตก
ซึ่ง การทำให้เสียงมันออกมาเป็นแบบไหน ก็ขึ้นอยู่กับการออกแบบละครับ ว่าจะให้มันมีผลเป็นอย่างไร
โดยสรุปแล้ว การจัดการกับสัญญานเสียงแบบ Analog คือ การเข้าไปปรับ เปลี่ยน สัญญานโดยตรง โดยใช้ อุปกรณ์ทางอิเล็คโทรนิคส์ ต่างๆ พวก Transistor OpAmp Capaciter Resister VacumTube Coil และอื่นๆ มาเปลี่ยนแปลงลักษณะของคลื่นเสียง
Digital อาศัยการคำนวนเป็นหลักเลยครับ ใช้ CPU เป็นหัวใจในการทำงาน แต่ในวงการนี้ เค้าเรียกเจ้าCPUนี้ว่า DSP( Digital Signal Processor) ซึ่งก่อนจะให้มันคำนวนได้ ก็ต้องแปลงสัญญานธรรมดาๆเนี่ย ให้เป็นDigitalก่อน ไม่งั้นเจ้าสมองตัวนี้ จะไม่รู้ว่า ไปป้อนอะไรให้เค้าคิด ซึ่งการแปลงนี้ อาศัยวงจรอีกประเภทนึงที่เรียกว่า A To D (A/D) หรือ Analog To Digital converter
เจ้า A/D ตัวนี้ จะจัดการสุ่มรูปคลื่น หรือ สัญญานเสียงเนี่ย ให้กลายเป็นตัวเลข ยิ่งสุ่มมาก ยิ่งได้ความละเอียดของเสียงครับ ( ตรงนี้ จำๆไว้ก็ดีครับ ว่า ถ้าเห็น A/D เมื่อไหร่ ให้ดูค่า Sampling Rate เยอะๆเข้าไว้ ) ซึ่งค่าที่ได้ ถ้าเครื่องมีประสิทธิภาพสูง ก็ทำงานที่Bit เยอะๆ ยิ่งได้ความละเอียดมากขึ้น เหมือน MP3 ไงครับ 192K เสียงดีกว่า 128K แหงๆ อยู่แล้ว แต่ก็ใหญ่กว่าด้วย
ทีนี้ พอได้ค่าเป็นเลขมา ก็ส่งไปที่DSP เอาไปคิด ด้วยวิธีการ ต่างๆนาๆ ตามแต่นักออกแบบแต่ละเจ้า จะคิดค้ากัน ออกมาเป็นค่าอีกค่าหนึ่ง ซึ่งเราก็ฟังไม่ได้อยู่ดี ต้องแปลงกลับไป เป็นเสียงอีกครั้ง ทีนี้ก็ใช้วงจรกลับกันหละ คือเป็น D/A หรือ Digital To Analog Converter แล้ว
โดยสรุปแล้วDigital มันไม่ได้กระทำการใดๆกับสัญญานเสียงโดยตรงเลย แต่ต้องแปลงเป็นตัวเลขไปคำนวนตามสูตรก่อน ได้ผลออกมา แล้วค่อยแปลงกลับเป็นเสียงอีกทีให้เทียบกันง่ายๆ Analog เหมือนข้าวผัดครับ เอาข้าวมา ผัดๆๆ ใส่ไข่ ใส่อะไรเข้าไป ก็ออกมาเป็นข้าวผัด แต่Digital มันเหมือนเม็ดข้าวเทียมมากกว่า คือเอาข้าว มาแปลงคือบดเป็นแป้งก่อน แล้วค่อยเอาไปนวด ใส่เครื่องหยอดมาเป็นเม็ดๆ ลงกล่องอาหารสำเร็จ ก่อนกิน ก็เติมน้ำ ใส่ไมโครเวฟ ถึงกินได้
ข้อดีข้อเสีย
Analog ไม่เปลี่ยน ไม่แปลงเสียงเลยก็จริง แต่เนื่องจากใช้วงจรเยอะ ทำให้มันมีสัญญานกวนเยอะเช่นกัน ทั้งจากตัวเอง และ ข้างนอก ในขณะที่Digital แปลงไปเป็นตัวเลขเรียบร้อย ก็ไม่มีอะไรเข้ามาแทรกได้แล้วครับ ถ้ามีอะไรแทรก มันก็errorไปซะงั้นเลย (เสียงแบบเวลา MP3 มันสะดุดน่ะ แครก ฟรืด อะไรแบบนั้น)
Digital ไม่มีสัญญานกวนก็จริง แต่ มันแปลงไปแล้วครับ ส่วนไหนที่มันเกินความถี่ที่เครื่องทำงานได้ ก็หายไปซะงั้น ขาดเสียงHarmonicที่ควรจะมีตามธรรมชาติ หลายๆคนเลยบอกว่าฟังแล้ว มันแห้งๆ ไร้รสชาติ แถมจะเอากลับคืนมาก็ไม่ได้ซะด้วย เกินกำลังเครื่อง ( อันนี้เป็นเหตุผลว่าทำไม พวกSoundCardโฆษณากันจัง ว่าเครื่องตัวเองทำงานได้ที่คว่ามถี่สูงๆ แต่ก่อน 32KHz เดี๋ยวนี้มานิยมกันที่ 96KHz แล้ว) ลองเทียบดูก็ได้ครับ แปลงไฟล์เป็นMP3 ที่ 22K กับ 44.1K เสียงมันต่างกันแค่ไหน ซึ่ง นี้ละครับ จุดอ่อนใหญ่ที่สุด กลบไม่มิด ฝังไม่หมดของ Digital แต่ Analog ไม่มีการตัดครับ เสียงสูงเกินหูคนได้ยิน ถ้ามันยังทำงานได้ ไม่ระเบิด มันก็ยังอยู่ ไม่หายไปไหนครับ ผลก็คือ Harmonic ที่คนไม่ได้ยิน แต่มักจะสอดแทรกกับเสียงปรกติ จนเกิดความเป็นธรรมชาตินั้น ยังอยู่ครบ
3.)ทิศทางการส่งข้อมูลมีรูปแบบที่แยกตามจำนวนผู้รับ มีอะไรบ้าง พร้อมอธิบาย
ตอบ รูปแบบทิศทางของการส่งผ่านสัญญาณ
1. การสงสัญญาณแบบทิศทางเดียว (Simplex Mode) ส่งข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อกลางไปยังผู้รับอย่างเดียว ไม่สามารถโต้ตอบได้ เช่น การกระจายเสียงวิทยุ การแพร่ภาพ TV
2. การส่งสัญญาณแบบกึ่งทางคู่ (Half-Duplex Mode) ส่งข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อกลางสวนทางกันได้ ต้องผลัดกันรับส่งข้อมูล เช่น วิทยุสื่อสาร วอกกี้-ทอกกี้ (Walky-talky)
3. การส่งสัญญาณแบบทางคู่ (Full-Duplex Mode) ส่งสัญญาณที่ผู้รับและส่งสามารถส่งข้อมูลได้พร้อม ๆ กันทั้งสองทาง เช่น โทรศัพท์
4.)ให้นักศึกษายกตัวอย่างของการสื่อสารโทรคมนาคม (10 ตัวอย่าง)
ตอบ
1.การคุยกันผ่านโทรศัพท์
2.การเล่นเกมส์ Online ต่าง ๆ Voices, Text, Images
4.การส่ง E-mail Text
5.การแชร์ข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์ 2เครื่องขึ้นไป
6.การสื่อสารโดยใช้วิทยุกระจายเสียง
7.การดูโทรทัศน์
8.การส่งโทรสาร
9.ระบบการสื่อสารดาวเทียม
10.การส่งโทรเลข
5.)ยกตัวอย่างมาตรฐาน ANSI, CCITT , IEEE , ISO อย่างละ 3 ตัวอย่างขึ้นไป
ตอบ
มาตรฐาน
ANSI ได้แก่
1.มาตรฐานในการกำหนดเทคโนโลยีเครือข่าย
2.มาตรฐานภาษาในการเขียนโปรแกรม
3.มาตรฐานของสินค้า เช่น กระดาษ ซึ่งใกล้เคียงกับ มาตรฐานกระดาษของ ISO
ตัวอย่างเอกสาร NASI
1. ASA : Acoustical Society of America (ASA)
2. ARI : Air- Conditioning and Refrigeration Institute (ARI)
3. ADC : Air Diffusion Council
CCITT ได้แก่
1. มาตรฐาน V
2. มาตรฐาน X
3.H.221 เป็นมาตรฐานเกี่ยวกับการกำหนดเฟรม เพื่อให้รายละเอียดเกี่ยวกับการสร้างภาพแต่ละเฟรม
4.H.230 เป็นระบบสัญญาณที่ใช้ในการควบคุมการส่งสัญญาณและรับสัญญาณระหว่างโคเด็ก
5.H.242 เป็นโปรโตคอลการสื่อสารระหว่างโคเด็ก เพื่อการเชื่อมโยงและสื่อสารระหว่างกัน
IEEE ได้แก่
1.มาตรฐานเครือข่ายท้องถิ่น
2.มาตรฐานทางด้านการคิดค้นและการวิจัยวิศวกรรมการไฟ้ฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
3.มาตรฐานด้านการบริหารการจัดการระบบ
ISO ได้แก่
1.มาตรฐานทางเทคโนโลยี
2.มาตรฐานทางวิทยาศาสตร์
3.มาตรฐานทางเศรษฐกิจ