บทเรียนชีวิต : การก้าวย่างที่ไม่ประมาท

มักมีคำกล่าวว่า "มนุษย์เป็นผู้ทำลายธรรมชาติ และสุดท้ายธรรมชาติจะกลับมาทำลายมนุษย์" ผืนน้ำสามส่วนผืนดินหนึ่งส่วนตามวิชาภูมิศาสตร์ ทิศเหนือ ทิศใต้ ทะเลทราย ภูเขาไฟ มหาสมุทร ป่าและกองขยะข้างบ้าน กำลังเปลี่ยนไปตามกาลเวลาที่หมุนไปซึ่งมนุษย์ไม่อาจรู้และหยุดมันได้ ดุจมดที่อยู่บนเครื่องโม่แป้ง ไม่เคยรู้ว่าแป้งถูกโม่ไปกี่รอบและแป้งที่โม่นั้นนำไปทำอะไรและผู้โม่มันเมื่อยมือสักแค่ไหน
ธรรมชาติจึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตคนโดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะเมื่อมองตาดูโลก ธรรมชาติมันมีอยู่แล้ว และเมื่อเราจากไปธรรมชาติมันก็จะอยู่กับโลกใบนี้ แต่ร่องรอยที่มันถูกเฉือน ถูกเจาะ หรือถูกชำแหละ จะเป็นเครื่องบ่งบอกอารยธรรมของมนุษย์
ญี่ปุ่น ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของโลกแต่ประเทศใช้รถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์ รถจักรยานถีบ รถยนต์ที่มีขนาดเล็กและซีซีต่ำ ในขณะที่ประเทศไทยใช้รถขนาดใหญ่ซีซีสูง และมอเตอร์ไซค์จำนวนมากและวัดคุณค่าประเทศด้วยปริมาณของการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงแต่ละวัน ขยะอิเล็กทรอนิกส์กำลังเต็มบ้านเต็มเมือง คลื่นโทรศัพท์วิ่งชนกันวุ่น สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการด้านอุตสาหกรรมและการบริการที่เป็นบริษัทอันดับต้นๆที่มีผู้ถือหุ้นมากที่สุดและสามารถทำกำไรได้สูงสุดของประเทศ
หัวใจที่คุกกรุ่นของผู้กล้า รักชาติและแผ่นดินและเรียกร้องซึ่งสิทธิในการครอบครองด้านสังคม ตรงกันข้ามขยะด้านความคิดและวัตถุมีพิษกำลังเต็มบ้านเต็มเมือง มีเพียงคนกลุ่มเล็กๆองค์กรหรือชมรมนักเรียนประถมมัธยมเท่านั้นที่รณรงค์และคิดโครงงานแก้ปัญหา คิดแค่ส่งโครงงานแลกกับเกรดหรือคะแนนวิชาวิทยาศาสตร์ แต่เมื่อเติบใหญ่ เขาเหล่านั้นก็เข้าสู่ความเป็น "มนุษย์ที่ทำลายธรรมชาติ"อีกคนหนึ่ง เพราะหัวใจของเขาถูกธรรมชาติของสังคมทำลายไป...... จงเป็นผู้กล้าของสังคม
แต่คนไทยกลับนำมาใช้...
เมืองยากที่จะกำจัดนะคะท่าน...
สวัสดีค่ะ
หัวใจนั้นเบิกบานกับนวัตกรรมใหม่ๆ ของมนุษย์โลกค่ะ แต่ขยะความคิดเป็นอันตรายมากกว่าขยะกองเหม็นหรือวัตถุมีพิษ บางทีมนุษย์อาจจะพบผลกระทบที่มันรุนแรงหนักกว่าปัจจุบันนี้หลายร้อยเท่า จากขยะกองที่ไม่เหม็นนะคะ อาจเป็นไปได้ว่าอนาคตนักวิจัยจะค้นพบว่าคลื่นโทรศัพท์มีพิษร้ายไม่ต่างอะไรกับการทิ้งระเบิดปรมาณู (ปวดหู ไม่รู้คิดวิตกจริตมากไปหรือเปล่าค่ะ)