ที่จริง การที่เราอยู่ในเขตร้อนชื้น เราก็มีทรัพยากรที่มีคุณค่ามากอยู่แล้ว คือความหลากหลายทางชีวภาพ เราสามารถต่อยอด สร้างคุณค่าและมูลค่าจากความหลากหลายทางชีวภาพ หรือทรัพยากรชีวภาพ ได้อย่างไม่มีขอบเขตจำกัด

          “ศาสตร์การผลิตในเขตร้อนชื้น” น่าจะเป็นศาสตร์ที่เรามุ่งสร้างขึ้น   โดยผสมเทคโนโลยีชีวภาพ จุลชีววิทยา และเกษตรศาสตร์ เข้าด้วยกัน   เน้นความได้เปรียบที่สภาพอุณหภูมิและความชื้นสูง

          ศาสตร์แนวนี้ฝรั่งสร้างยาก เพราะภูมิอากาศของเขาแตกต่าง   อุณหภูมิต่ำ ความชื้นต่ำ  สิ่งมีชีวิตเจริญเติบโตได้ช้า   แต่ภูมิอากาศของเราอุณหภูมิสูง ความชื้นสูง เราจึงอยู่ในฐานะได้เปรียบกว่ามาก   แต่เรายังไม่ได้สร้างความรู้เพื่อใช้ทรัพยากรแฝงนี้ให้มีพลังจริงๆ 

          ที่จริง การที่เราอยู่ในเขตร้อนชื้น เราก็มีทรัพยากรที่มีคุณค่ามากอยู่แล้ว คือความหลากหลายทางชีวภาพ   เราสามารถต่อยอด สร้างคุณค่าและมูลค่าจากความหลากหลายทางชีวภาพ หรือทรัพยากรชีวภาพ ได้อย่างไม่มีขอบเขตจำกัด   โดยที่ประเทศกลุ่ม G8 หรือ G20 ไม่สามารถทำได้ เพราะเขาไม่มีทรัพยากรนี้ 

          แต่ทรัพยากรชีวภาพ ที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติ ยังมีคุณค่าและมูลค่าไม่มากนัก    เมื่อเทียบกับศักยภาพในการนำเอาเทคโนโลยีชีวภาพ มาใช้ในการผลิตในสภาพกึ่งธรรมชาติ   โดยอาศัยข้อได้เปรียบที่เรามีอากาศร้อน และความชื้นสูง จุลินทรีย์จึงเติบโตเร็ว    ผมเดาว่าสภาพการใช้ปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ อีเอ็ม และฮอร์โมนกระตุ้นการเติบโตของพืช เป็นเพียงหนึ่งในร้อยของศักยภาพที่จะพึงมี

          นี่คือแนวคิดสำหรับนำไปพัฒนาเป็นโจทย์วิจัยชุดโครงการ   สำหรับใช้พลังของการผลิตของจุลินทรีย์   ที่เป็นการผลิตแบบใช้พลังงานน้อย   หรือใช้พลังงานที่ไม่ก่อภาวะโลกร้อน   และเป็นแนวทางที่จะนำไปสู่การปฏิวัติการเกษตรยุคใหม่ ต่อจากยุคปฏิวัติเขียว    ที่ผมเสนอให้เรียกการปฏิวัติชีวภาพ (Organic Revolution)    ที่ความหมายกว้างขวางลึกซึ้งกว่าที่มองกันอยู่ในปัจจุบัน ที่มองที่สินค้า organic ที่ไม่แปดเปื้อนสารเคมี   แต่เรามองที่พลังธรรมชาติ ที่จะทำให้การผลิตได้ปริมาณและคุณภาพสูงแบบก้าวกระโดดจากที่ได้อยู่ในปัจจุบัน 

          ไม่ทราบว่าจินตนาการนี้สมเหตุสมผลเพียงใด   ผู้รู้ช่วยแนะนำด้วย

 

วิจารณ์ พานิช
๒๒ ต.ค. ๕๒