คนเดี๋ยวนี้อ่านหนังสือธรรมะกันมากก็เลยรู้มาก
คนเดี๋ยวนี้ฟังซีดีธรรมะกันมากก็ยิ่งรู้มาก
แต่สัดส่วนแห่งความรู้มากเมื่อเทียบกับการ "ปฏิบัติ" แล้วนั้น การปฏิบัติมีสัดส่วนที่น้อยกว่ามาก

ธรรมะนั้นจักเกิดขึ้นได้ด้วยการ "ปฏิบัติ"
เพราะธรรมะนั้นเป็น "ปัจจัตตัง" ธรรมะนั้นเป็นสิ่งที่รู้และเห็นได้ด้วยตนเอง

มรณานุสสติกัมมัฏฐานก็เช่นเดียวกัน
จะท่องเอา อ่านเอามันก็ไม่ได้ดอก ไม่ได้ผล
ต้องสู้ ต้องลงมือปฏิบัติ
นำชีวิตนี้ให้เข้าไปอยู่ใกล้ความตายให้มากที่สุด "ตายเสียก่อนตาย"
ใครหน้าไหนเล่าที่จะ "หนีความตาย" ไปได้พ้น...

คนในสังคมทุกวันนี้จึงหนีความจริง ความจริงแห่ง "ความตาย..."
จะรวยสักเท่าใด จะหล่อ จะสวยสักปานใด ถึงคราวจะตายอะไรอะไรก็ "ช่วย" ไม่ได้

คนเราเดี๋ยวนี้เหนื่อยกันมาก เหนื่อยหาเงิน หาทอง บำรุงหน้า บำรุงตา หาแล้วก็ตาย สวยแล้วก็ "ตาย..."

ไม่รู้สินะ ทำไม "เงิน" ถึงมีค่า มีบทบาทสำคัญต่อคนในสังคมแห่งนี้
ทำไมคนถึงเอา "เงิน" เป็นตัวกำหนด "ทิศทาง" ของชีวิต

มีเงินก็ตาย ไม่มีเงินก็ตาย
มีเงินน้อยก็ตาย มีเงินมากก็ตาย
ตายไปก็เอาเงินสักแดงไปไม่ได้...

ตอนเช้า ๆ เห็นมนุษย์เงินเดือนขับรถกันให้ขวักไขว่
ขับรถไปทำงาน "หาเงิน หาทอง..."
ออกจากบ้านกันตั้งแต่เช้า "กุลี กุจอ..."
กว่าจะกลับบ้านก็ดึก "เหนื่อยจนสายเอ็นแทบขาด"
สิ้นเดือนมาก็ได้ผลตอบแทนเป็น "เงินบาท" ก่อนกลับบ้านก็แวะจ่ายตลาด ใช้หนี้ ใช้สิน...

ในอีกทาง สุนัขตัวจ้อย เจ้าของมีข้าวให้ตอนเช้าหนึ่งกาละมัง ตอนเย็นหนึ่งกาละมัง
กินอิ่มแล้วก็นอนผึ่งแดดหลับ "สบาย..."
ตอนเย็นก็วิ่งไป วิ่งมา วิ่งเล่นกับ "เพื่อน ๆ" สบาย...

แต่สัตว์ประเสริฐอย่างเราน่ะสิ
ทำงานก็เหนื่อยแล้ว กลับบ้านยังต้องมีภาระหนี้สินติดตามมาจนต้องนอนเอาเท้าก่ายหน้าผาก

ถึงแม้นจะมีเตียงนุ่ม ๆ แต่ก็นอนไม่มีความสุขสู้สุนัขที่นอนเล่นอยู่ข้างถนน
เฮ้อ เกิดเป็นคน คนมีกรรม กรรมของคน คน "กรรม" เงิน...

(ที่มาจากบันทึก สางขี้วัว จึงรู้วาง)