สัปดาห์ก่อน กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศยกเลิกการรายงานผู้ป่วยไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ไปแล้วเป็นอันปิดฉากความตื่นเต้นกับโรคระบาดใหม่ล่าสุด ที่ส่งสัญญาณเตือนให้เรารู้ว่า ยังมีสิ่งที่โรคติดเชื้ออุบัติใหม่มาทดสอบระบบการเฝ้าระวังทางระบาดวิทยา ซึ่งหลายคนมองว่า ระบบการจัดการสำหรับโรคนี้ของประเทศไทย ยังไม่ดีพอ โชคดีที่โรคมีอัตราการตายไม่มากนัก ประมาณ 2-3 คนต่อพัน สิ่งหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้ เกี่ยวกับสมมติฐานที่ว่าผู้ที่มีโรคหรือภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอจะมีอัตราการตายสูงกว่า แต่กลับไม่พบว่ากลุ่มเสี่ยงจะมีอัตราการตายสูงมากอย่างที่คาดเดา โดยที่พบว่าผู้ป่วยที่ตายมากกว่าครึ่งไม่ได้มีภาวะเสี่ยงใด ๆ แสดงว่าไม่สามารถคาดเดาได้แม่นยำว่าใครจะเสี่ยง แต่กลับพบว่า หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากกลับมีอัตราการตายที่สูงมาก นอกจากนี้ยังพบว่าถ้าสามารถวินิจฉัยได้รวดเร็ว ได้ยาต้านไวรัส และการได้รับการรักษาที่สถานพยาบาลที่มีความพร้อม มีผู้เชี่ยวชาญและการเอาใจใส่จากทีมผู้ดูแลที่ดีพอ การซื้อเวลาเพื่อให้ผู้ป่วยพ้นระยะเสียสมดุลย์ ของระบบการหายใจ ผู้ป่วยก็จะสามารถหายได้ แต่กว่าจะเป็นเช่นนั้นก็มีคนตายไปหลายราย (วัคซีนก็ไม่ประสบความสำเร็จจากประสบการณ์ที่น้อยนิดที่โทษใครไม่ได้) สำหรับที่ รพ.บ้านโพธิ์ เราได้ปิดคลินิกโรคทางเดินหายใจ(ชั่วคราว) ที่ศูนย์เปลไปก่อนหน้าที่กระทรวงประกาศยกเลิกการรายงานได้ประมาณ 1 เดือน มียอดรวมผู้ป่วย 2 พันกว่า ประมาณครึ่งหนึ่ง เป็นผู้ป่วยที่เข้าข่ายที่ต้องเฝ้าระวัง และมี 25 รายที่ ได้รับการตรวจยืนยันการติดเชื้อ และมี 10 รายที่ต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล แต่ไม่พบผู้เสียชีวิต มีบุคลากรของโรงพยาบาลป่วย 3 ราย(ไม่พบแพทย์และพยาบาลป่วย?)ได้เรียนรู้ประสบการณ์การคัดกรองโรคระบบทางเดินหายใจ การวางแผน การสร้างทีมงาน การสื่อสารกับประชาชน การสร้างความตระหนักเกี่ยวกับการล้างมือ และรักษาความสะอาดส่วนบุคคล หน้ากากอนามัยจะต้องเป็นเครื่องใช้ที่จำเป็นเมื่อเจ็บป่วย และใช้ป้องกันไม่ให้รับเชื้อโรค และคนสวมหน้ากากไม่ใช่คนที่แปลกหรือน่ารังเกียจอีกต่อไป ผู้คนเข้าใจถึงประโยชน์เรื่องสุขอนามัยมากขึ้น แต่ต้องไม่ลืมว่าถ้าเราประมาทเมื่อไรโรคระบาดก็จะกลับมา และคงต้องมีการทบทวนเกี่ยวกับระบบการดูแลโรคระบาดในลักษณะนี้อย่างจริงจังเพราะยังมีจุดอ่อนอีกมาก…..ลาก่อน ไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 (เพราะปีหน้าเป็นปี 2010 แล้ว)
บทสรุปของไวรัส 2009 กับ รพ.บ้านโพธิ์
ประสบการณ์การคัดกรองโรคทางเดินหายใจ
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
นาย คำสิงห์ ภูเยี่ยมจิต · 17 ต.ค. 2552
ผีแมน · 17 ต.ค. 2552
ก้อนหิน ร้องไห้ · 17 ต.ค. 2552
โอ๋-อโณ · 17 ต.ค. 2552
แดง · 17 ต.ค. 2552
สวัสดีคะ
บทสรุปของโรงพยาบาลศรีนครินทร์ เมื่อเกิดการระบาดไข้หวัดใหญ่
คิดค่าใช้จ่ายออกมาแล้ว ตกใจมาก ค่าใช้จ่ายที่ใช้ไปในครั้งนี้สูงมาก
โรงพยาบาลปิดหอผู้ป่วยรับคนไข้ รายได้ที่เสียไป ประมาณการแล้ว ตกใจรอบที่สอง
เราพบว่ามีผู้ป่วยเสียชีวิต และพบว่านักรียน นักศึกษา คนแข็งแรงป่วยมากกว่าคนที่สูงอายุนะคะ
มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ครับ โรงพยาบาลปากพนังก็พบผู้ป่วยเหมือนกันจะพบมากในช่วงเดือนกรกฎา-สิงหาคม การจะควบคุมให้ประสบผลสำเร็จนอกจากการทำงานอย่างเต็มที่ของบุคลากรทางด้านการแพทย์และสาธารณสุขแล้ว ผู้ป่วย ผู้ใกล้ชิดและประชาชนทั่วไปต้องมีความเข้าใจเรื่องนี้ ต้องมีความรับผิดชอบต่อตัวเองและคนอื่น อีกทั้งต้องอาศัยการทำงานทั้ง 4 มิติไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมสุขภาพ การควบคุมป้องกันโรค การักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสภาพ ที่ต้องดำเนินไปพร้อมๆกันอย่างเป็นระบบและมีความยืดหยุ่น อีกทั้งการใช้หน่วยงานต่างๆเข้ามามีส่วนร่วม เช่น ฝ่ายปกครองโดยมีนายอำเภอเป็นผู้สนับสนุนและคอยติดตามประสานงาน โรงเรียน องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น สถานบริการต่างๆ เป็นต้น เข้ามาร่วมปฏิบัติการโดยทุกฝ่ายมองปัญหาเหล่านี้ว่าเป็นเป็ญหาของทุกคนที่ต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไข ไม่ใช่ปัญหาทางสาธารณสุข ทำให้การขับเคลื่อนในการแก้ไขปัญหากระจายออกไปในพื้นที่อย่างรวดเร็ว ซึ่งจากการสรุปโดยกว้างๆของการรับมือกับโรคนี้สำหรับโรงพยาบาลปากพนัง ก็คือ 1.ต้องมีความพร้อมทางด้านระบบการบริการสุขภาพ 2.การให้องค์กรต่างๆเข้ามามีส่วนร่วม ไม่ว่าเป็นฝ่ายปกครอง หรือฝ่ายการเมือง 3.การติดตามควบคุมป้องกันอย่างต่อเนื่อง 4.การสร้างความตระหนัำกและความรู้ให้กับประชาชนโดยการทำงานเชิงรุกในพื้นที่ 5.การได้รับการสนับสนุนจากผู้อำนวยการอย่างเต็มที่ตั้งแต่ต้น 6.การทำงานเป็นทีมซึ่งทำงานอย่างเต็มที่และมีความยืดหยุ่น มีการติดตามและรายงานผลการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง 7.มีการประสานงานกับหน่วยงานบังคับบัญชาเช่นสสจ.หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สคร. เป็นต้น
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นที่มีค่ามาก
ผมว่าการระบาดเหมือนน้ำท่วมนะครับ เราไม่คิดไม่ฝันว่ามันจะเกิด เราตอบสนองต่อสิ่งที่มากระทบ ได้ไม่ดี เพราะมันกระทบหลายระบบมาก ไม่ใช่แค่งานของสาธารณสุขอย่างเดียว ตอนนี้น้ำเริ่มลดแล้ว เราน่าจะได้บทเรียนจากความเสียหาย และหาทางป้องกันเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า ผมเห็นข่าว วัดสำคัญแห่งหนึ่งใน จ.พระนครศรีอยุธยา ที่เคยน้ำท่วม เสียหาย ทางผู้เกี่ยวข้องได้ระดมสมองหาวิธีป้องกัน ทำให้ปีนี้ไม่มีน้ำท่วม แม้ว่าจะต้องทำเขื่อนสูง ราว 2 เมตร และต้องมีคนเฝ้าตลอด 24 ชม.ก็ตาม แต่ก็คุ้มค่า ดังนั้น รัฐบาลต้องหาระบบการจัดการกับโรคระบาดแบบบูรณาการ ให้เป็นแผนที่ชัดเจน อย่าให้เหมือนกรณีไข้หวัดนกที่ตอนนี้ก็ยังไม่มีรูปแบบการจัดการที่เป็นรูปธรรม เพราะหมดความสนใจ จนเกิดเรื่องไข้หวัด 2009 ก็ใช้แนวทางไข้หวัดนกที่ยังไม่สมบูรณ์ ผลก็ออกมาอย่างที่เห็น ควบคุมอะไรแทบไม่ได้เลย........ เสียดายคนที่ตาย(จากโรคไข้หวัด2009)ไม่ได้อ่าน
แวะมาส่งกำลังใจครับคุณหมอ เมื่อไรที่เราสามารถชี้ให้องค์กรต่างๆเห็นว่าปัญหาสาธารณสุขเป็นปัญหาสาธารณะ ความร่วมมือแก้ไขปัญหาแบบบรูณาการจากหลายๆภาคส่วนก็จะเกิดขึ้นครับ เพราะการทำให้เค้าเห็นว่าปัญหาสาธารณสุขเป็นปัญหาสาธารณะนั้น เค้าจะรู้สึกถึงการเข้ามาเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาหรือผู้มีส่วนร่วมจากปัญหานั้นด้วย ทำให้ความร่วมมือในการเข้ามาแก้ไขปัญหาเชิงบูรณาการจากทุกภาคส่วนก็จะเกิดขึ้นได้ อย่างกรณีการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 หรือไข้หวัดนก ครับ