เรื่องที่อยากแบ่งปันประสบการณ์มาจากการสอนวิชาวิจัยในระดับปริญญาตรี ซึ่งนักศึกษาภาควิชาโบราณคดีจะต้องทำสารนิพนธ์ก่อนจบ นักศึกษาประสบปัญหาในการคิดหัวข้อเรื่องที่อยากทำ จึงคิดว่าเหตุการณ์นี้คงเป็นประสบการณ์สากลที่พบในสาขาอื่นเช่นกัน...
คู่มือการเขียนโครงร่าง: สารนิพนธ์ไม่ยากอย่างที่คิด
ก่อนอื่นขอเกริ่นถึงมูลเหตุของการเขียนคู่มือของการเขียนโครงร่างสารนิพนธ์นี้ เพราะมีอาชีพเป็นครูได้สอนและเป็นอาจารย์ที่ปรึกษานักศึกษาภาควิชาโบราณคดีทั้งระดับปริญญาตรีและโทมาหลายปี พบว่านักศึกษาจะประสบกับปัญหาการคิดหัวข้อสารนิพนธ์และเขียนสารนิพนธ์ สาเหตุหลักคือความกลัว กลัวโดยมีสาเหตุจากการที่ไม่รู้ว่าจะทำอะไร ทำอย่างไร สามปีที่ผ่านมาไม่รู้ว่าตัวเองรู้อะไรบ้าง คิดว่าเป็นเรื่องยาก ดังนั้นการเริ่มต้นทำงานจึงมักจะเริ่มจากการลอกงานบางส่วนของสารนิพนธ์หรือวิทยานิพนธ์เก่า ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ฉลาดเลย เพราะอาจารย์ทุกคนอ่านจนจำสำนวนได้และรู้ว่ามาจากสารนิพนธ์หรือวิทยานิพนธ์เล่มใด (บังเอิญเป็นที่ปรึกษา!) อีกประการที่อาจารย์จับไต๋ได้คือ สำนวนการเขียนที่แตกต่างกัน ดังนั้นข้อแนะนำเบื้องต้นสำหรับการคิดหาหัวข้อหรือเขียนโครงร่างสารนิพนธ์ คือ จงเป็นตัวของตัวเอง!
การขึ้นปี 4 และการค้นหาหัวข้อสารนิพนธ์หรือการคิดหัวข้อสำหรับนักศึกษาปริญญาโท ดูจะเป็นปัญหาโลกแตก ที่ทำให้นักศึกษาต้องระทมทุกข์ บ้างก็สติแตกไปกับการคิดค้นหัวข้อเหล่านี้
ครูมีข้อแนะนำง่ายๆ คือ ถามตัวเองก่อนว่าเรามาเรียนโบราณคดีเพราะอะไร หากโบราณคดีเป็นสิ่งที่เราชอบ เราก็ทำอะไรที่เราชอบและมีความสุข อะไรก็ได้ที่เราอยากค้นหาคำถาม อยู่ในโลกของความรู้ที่เราอยากอยู่ แต่ถ้าโบราณคดีไม่ใช่สิ่งที่เราชอบ ตอนแรกก็นึกว่าจะชอบ แต่พอเรียนไปพบว่าไม่ชอบและไม่อยากเป็นนักโบราณคดี ไม่มีปัญหา เราก็คิดว่าเราสนใจอะไรที่ใกล้ชิดกับตัวเราหรือความสนใจของตัวเรามากที่สุด ก็จะทำให้เราไม่ต้องฝืนใจในการทำสารนิพนธ์นัก และเป็นการฝีกปรือฝีมือก่อนที่จะไปอยูในโลกของความเป็นจริง การทำวิจัยเป็น เขียนโครงการเป็นนั้นเป็นต้นทุนสำคัญสำหรับอนาคตไม่ว่าเราจะไปประกอบอาชีพโบราณคดีหรือไม่
มายาคติอีกประการหนึ่งที่เราควรจะต้องลบภาพออกไปคือ ความยาก ตรงนี้ไม่เป็นความจริงเลยหากเราทำในสิ่งที่เราสนใจ สาเหตุที่นักศึกษาส่วนใหญ่เกิดความกลัวนั้นเป็นเพราะเห็นตัวอย่างจากรุ่นพี่ที่อาจจะไม่ได้เตรียมตัว ไม่มีวินัยในการเรียนและการทำงานค้นคว้า หากเราเลือกทำหัวข้อสารนิพนธ์ที่เราสนใจและทำการค้นคว้าเพื่อตอบคำถาม เราก็จะพบว่าสิ่งที่เรากำลังจะทำไม่ยากอย่างที่คิด เพียงแต่เราจะต้องมีวินัยในตัวเอง และต้องหมั่นคิด ศึกษาค้นคว้าเพื่อหาคำตอบในเรื่องที่เราสนใจ
อีกเรื่องที่ดูจะเป็นธรรมเนียมที่เล่าต่อกันมาจากพี่สู่น้อง คือการเลือกหัวข้อที่ตรงกับอาจารย์ที่อยากให้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ตรงนี้ครูต้องบอกว่าการกลัวครู ก็จะไม่ได้ความรู้ เราควรจะเลือกหัวข้อหรือประเด็นที่เราสนใจมากกว่าทำเพื่อให้ได้อาจารย์ที่ปรึกษาที่เราต้องการ ไม่ควรทำอย่างนั้น หากเราอยากให้อาจารย์ท่านใดเป็นที่ปรึกษาก็สามารถไปปรึกษาเบื้องต้นก่อนได้ และแสดงความจำนงว่าอยากได้ข้อแนะนำอาจารย์ว่าท่านใดที่จะให้ข้อแนะนำในหัวข้อที่เราสนใจได้ อาจารย์ทุกคนมีความปรารถนาดีและมีความตั้งใจในการถ่ายทอดความรู้ความชำนาญให้กับนักศึกษาทุกคน แต่วิธีการทำงานที่อาจารย์ดูแลก็อาจจะแตกต่างกันไป
คิดหัวข้ออย่างไรดี?
เรื่องนี้เป็นปัญหาโลกแตก คำแนะนำง่ายๆ ของผู้เขียน คือ เลือกเรื่องที่ตัวเองสนใจ หากนึกไม่ออก หลายคนไม่ได้อยากเป็นนักโบราณคดี ก็สามารถจะทบทวนดูว่าตั้งแต่เรียนหนังสือมาชอบวิชาอะไรมากที่สุด และเมื่อทำรายงานวิชาใดได้คะแนนดี ตรงนั้นเป็นจุดเริ่มต้นง่ายๆ ในการคิดหัวข้อเรื่องที่ตัวเองสนใจ
เราลองมาลำดับดูว่าจะคิดหัวข้ออย่างไรให้เป็นระบบ
- เราสนใจเรื่องอะไร
- พยายามให้เหตุผลว่าทำไมเราจึงสนใจหัวข้อนั้น
- หัวข้อควรจะเป็นจะเขียนให้ชัดเจนในเรื่องของประเด็น พื้นที่ และเวลา เช่น พัฒนาการของชุมชนบางกอกน้อยช่วงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
- ค้นคว้าเบื้องต้นว่ามีใครศึกษาเรื่องที่เราสนใจหรือไม่ เขามีวิธีและผลการศึกษาอย่างไร มีอะไรที่ยังไม่ได้ทำ ซึ่งเราอาจจะนำมาต่อยอดได้
พัฒนาโครงร่างสารนิพนธ์อย่างไร?
หลังจากที่คิดถึงปัญหาหรือหัวข้อที่สนใจแล้ว ก็ต้องเริ่มอ่านหนังสือที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อ
โดยอาจจะมีวิธีง่ายๆ ในการค้นหาข้อมูลคือ
- เปิดเว๊ปไซต์และใส่คำหลักที่หัวข้อที่สนใจ
- อ่านสารนิพนธ์หรือวิทยานิพนธ์หรือหนังสือที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อที่สนใจ
- ดูบรรณานุกรรมท้ายสารนิพนธ์หรือวิทยานิพนธ์หรือหนังสือที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อที่สนใจ
- คัดสรรหนังสือที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อที่สนใจ
- อ่านหนังสือที่เกี่ยวข้องและจัดทำบันทึกย่อสาระสำคัญของเอกสารที่อ่าน โดยจับประเด็นให้ได้ โดยใช้หลัก: ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อไหร่ สรุปว่าได้อะไร
- เขียนทบทวนวรรณกรรม โดยอาจจะเขียนโดยใช้ประเด็นเป็นหัวข้อหลัก หรือจะใช้ปีพ.ศ.ของการศึกษาวิจัยเป็นหลัก แล้วเขียนสรุปว่าผู้เขียนทำอะไร ได้ผลอย่างไร นักศึกษามีข้อคิดเห็นอย่างไร
- แล้วนำข้อสรุปเหล่านี้มาพิจารณาว่ามีสิ่งใดที่ยังไม่ได้ทำหรือทำแล้วเป็นแนวทางที่เราสนใจที่ทำการศึกษาตาม
- หากมีข้อสมมติฐานก็สามารถจะนำเสนอได้ ส่วนใหญ่ข้อสมมติฐานจะพัฒนาขึ้นมาจากการทบทวนวรรณกรรม ข้อสมมติฐานเปรียบเสมือนกับเทียนที่ส่องทางและทำให้รู้ว่าจะค้นคว้าวิจัยอย่างไร เพื่อแสวงหาคำตอบเรื่องอะไร
แล้วจะทำอย่างไรดี?
เมื่อคิดหัวข้อและทบทวนวรรณกรรม พร้อมกับมีข้อสมมติฐานเกี่ยวกับหัวข้อทีสนใจแล้ว เราก็ควรจะกลับไปทบทวนความรู้เดิมที่เรียนมาทั้งหมด โดยเฉพาะวิชาโบราณคดีปฏิบัติและการวิจัยทางโบราณคดีว่ามีวิธีรวบรวมความรู้หรือวิเคราะห์ข้อมูลอย่างไร เราจะเลือกวิธีใดในการรวบรวมข้อมูลสำหรับตอบปัญหาวิจัยของเรา เช่น หากเราสนใจความสัมพันธ์ของชุมชน อาจจะดูที่เทคโนโลยีการทำภาชนะดินเผา วิธีการวิเคราะห์อาจจะดูจากรูปแบบและการวิเคราะห์ด้วยวิธีศิลาวรรณนา เป็นต้น
การเลือกเทคนิควิธีการวิเคราะห์นั้นขึ้นอยู่กับปัญหาและตัวอย่างที่นักศึกษาสนใจเป็นสำคัญ
สารนิพนธ์นี้มีประโยชน์อย่างไร?
สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่นักศึกษาควรจะคำนึงเมื่อเลือกหัวข้อหรือเขียนโครงร่างสารนิพนธ์/วิทยานิพนธ์ คือมีประโยชน์อย่างไรต่อสาธารณชนหรือแวดวงวิชาชีพ หากเราไม่รู้ประโยชน์เราก็จะไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนในการศึกษา จะทำให้เกิดติดขัดระหว่างการเขียนหรือค้นคว้า เพราะไม่มีเข็มทิศนำทางที่ดี การเลือกหัวข้อ อย่างน้อยก็ต้องตอบคำถามในใจได้ว่าสารนิพนธ์นี้มีประโยชน์อะไรบ้าง เช่นสร้างองค์ความรู้ใหม่ หรือตอบคำถามในเรื่องที่เป็นข้อโต้แย้งทางวิชาการ เป็นต้น
ลงมือเขียน อย่าลังเล!
เมื่อได้ลองคิดและร่างความคิดของตัวเองแล้ว อย่าลังเลที่จะจับปากกาแล้วเขียนความคิดเห็นขณะที่ความคิดกำลังพุ่ง โดยไม่จำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงสำนวนภาษาหรือความถูกต้องของประโยค เมื่อเขียนอย่างที่คิดเสร็จแล้ว ทิ้งไว้ข้ามคืน ตื่นเช้ามาลองกลับมาอ่านอีกครั้ง แล้วค่อยๆ เกลาสำนวนที่เป็นภาษาพูดออก เช่น เราสนใจเรื่องเจดีย์สมัยล้านนามาก เพราะสามารถจะบอกถึงยุคสมัย แต่พอปรับเป็นภาษาเขียน คือ รูปแบบของเจดีย์ล้านนามีคุณประโยชน์ในการบอกยุคสมัย
โครงร่างของหัวข้อ (ตัวอย่าง)
- ชื่อ
- ที่มาและความสำคัญของปัญหา
(ทบทวนวรรณกรรมและข้อสมมติฐาน—หากมี)
- ขอบเขตของการศึกษา
- วิธีการศึกษา
- ระยะเวลาในการศึกษา
- บรรณานุกรม
แลกกันอ่านดีกว่า...
เมื่อลองเขียนร่างเสร็จแล้ว ลองแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อน จะได้ช่วยกันอ่านว่าเข้าใจสิ่งที่เพื่อนเขียนหรือไม่ และการวิพากษ์วิจารณ์จะช่วยทำให้สามารถแก้ไขปรับปรุงโครงร่างและความคิดให้ชัดเจน การยอมรับการวิพากษ์วิจารณ์จากเพื่อนได้ก็จะทำให้เราเป็นคนที่รับฟังความคิดเห็นของคนอื่น เป็นกระบวนการเติบโตและพัฒนาตัวเอง จะช่วยทำให้การเขียนดีขึ้น
สิ่งที่คนทุกคนกลัวและไม่อยากเผชิญคือ การถูกวิจารณ์ แต่การวิจารณ์คือกระบวนการช่วยพัฒนาตนเอง เพราะสอนให้เรารู้ว่าเรามีข้อบกพร่องตรงไหน และจะปรับปรุงให้ดีต่อไปอย่างไร โดยเฉพาะกระบวนการคิดและการทำงาน
เคล็ดลับในการเขียน
- ไม่มีใครรู้ในสิ่งที่เราทำได้ดีเท่ากับเราเอง
- จงเชื่อมั่นว่าเราทำได้...และเราจะทำได้จริงๆ
- เขียนหนังสืออย่างที่เราคิด แล้วจึงปรับแก้แล้วแก้อีกที่หลัง อย่าท้อ
- ต้องคิดอยู่เสมอว่าเรากำลังเขียนเรื่องที่คนอื่นไม่รู้ (โดยเฉพาะอาจารย์ อย่าคิดว่าอาจารย์รู้แล้ว จึงเขียนย่อ ให้เดาหรือคิดเอง) ดังนั้นจึงต้องอธิบายให้ละเอียด เขียนด้วยภาษาที่ง่ายและชัดเจน
- อย่าเสียกำลังใจเมื่อต้องแก้ไขต้นฉบับ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้
เราอยากฝากอะไรไว้ให้น้องๆ ว่าเราได้ทำอะไรเกี่ยวข้องกับงานโบราณคดีบ้าง สี่ปีที่เรียนมาก็น่าจะมีอะไรดีฝากไว้ให้คนรุ่นหลังและเป็นความภาคภูมิใจของเราเองด้วย
มีประโยชน์มากค่ะ...ขอบคุณที่สละเวลาเขียน
ขอบคุณค่ะ
เป็นพระคุณอย่างยิ่งค่ะอาจารย์ ดิฉันกำลังเรียนโทค่ะ กำลังเริ่มต้นคิดว่าจะเขียนอะไร เรื่องอะไร มีประโยชน์อย่างไร
มานั่งหาในเน็ต เจอของอาจารย์ ทำให้มีกำลังทั้งกายและใจ ขอขอบคุณอาจารย์มากค่ะ...ทำให้สู้มากมาก เพราะแก่แล้ว
เพิ่งจะเริ่มเรียน....อาจารย์ที่สอนก้อแนะนำหลายอย่าง....ยิ่งได้อ่านของอาจารย์ทำให้ดิฉันรู้สึกมีกำลังขึ้น แบบผิดปกติ
คงเป็นกำลังใจ...ดิฉันจะจดจำ และนำไปปฏิบัติ และก้อจะส่งเมล์ให้เพื่อน ได้อ่านกันด้วย....ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณอาจารย์ค่ะที่กรุณาเขียนมา เพราะสิ่งที่เขียนไปไม่ทราบว่ามีประโยชน์มากน้อยเพียงใด ขอเป็นกำลังใจให้กับอาจารย์ค่ะ การเขียนร่างโครงการและวิทยานิพนธ์นั้นจะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละคน หากคนไหนรู้ว่าตัวเองจะทำอะไร ก็ง่ายหน่อย แต่ถ้าใครไม่รู้ว่าจะทำอะไร หรือสนใจอะไรก็จะยากพอสมควร ดิฉันพบว่าเรื่องที่นักศึกษามีปัญหามากที่สุดคือเรื่องการทบทวนวรรณกรรมค่ะ คิดว่าจะพยายามเขียนอะไรที่ง่ายเพื่อแบ่งปันสู่เพื่อนๆ นะคะ อาจารย์อย่าเพิ่งหมดกำลังใจ หากมีอะไรที่พอจะแบ่งปันกันได้จากประสบการณ์ กรุณาเขียนมาคุยกันได้เสมอค่ะ
ขอบคุณค่ะ สำหรับความรู้ในการเขียนและเกร็ดดี ๆ
ตอนนี้หัวเริ่มจาโลดเล่นได้ทีแล้วคร้า....
ขอขอบพระคุณสำหรับความรู้ที่แบ่งปันค่ะ ได้ความรู้แบบตรงจุดมากๆเลยค่ะ การคิดหัวข้อที่จะเขียนนี่เป็นปัญหาโลกแตกจริงๆ แต่พอได้อ่านบทความนี้แล้วก็เริ่มมีแสงสว่างขึ้นมาบ้างแล้วค่ะ ขอบคุณด้วยใจจริงค่ะ
ขอบคุณมากๆครับ ได้เห็นแนวทาง ตามหลักความจริง และที่สำคัญสำหรับผมเรียนตอนอายุมาก 52 เรียนบริหารการศึกษาแต่ทำงานบริษัท. กำลังมืดแปดด้านครับ ใจนึงกลัวเพื่อนที่เรียนแนะนำว่าทำเรื่องง่ายๆใกล้ตัว ใกล้แหล่งข้อมูลดีกว่า ไม่ต้องแก้เยอะ. แต่ผมชอบความเป็นตัวตนของตัวเอง. เลยหยุด แต่ได้อ่านบทความนี้. ชัดเจนครับขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ
ขอบพระคุณมากครับอ่านแล้วได้ประโยชน์มากครับ
หนูกำลังตัดสินใจจะเรียนต่อโทค่ะ...เลยลองหาข้อมูลการทำสารนิพนธ์ก่อน ว่ายากเกินกำลังหรือไม่ แต่พอได้อ่านบทความนี้เป็นกำลังใจที่ดีมากๆ เลยค่ะ ขอบคุณอาจารย์มากนะคะ
เปิดอ่านหลายรอบครับ มีกำลังดี ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณอาจารย์มากคะ
ขอบพระคุณคำแนะนำดีๆค่ะ กำลังมืดแปดด้านเกี่ยวสารนิพนธ์ ด้วยจำกัดของเวลาด้วยและทำงานประจำ จะพยายามนำคำแนะนำของอาจารย์มาปรับใช้นะคะ