เมื่อวานนี้เราได้รับความเมตตาจากผู้มีความรู้ "คร่ำหวอด" อยู่ในห้องปฏิบัติการ (Lab) ตรวจเลือดของโรงพยาบาลประจำจังหวัดแห่งหนึ่งทางภาคเหนือ ได้เมตตาอ่านผลแล็บตรวจเลือด (การล้างพิษด้วยน้ำมะนาว : ผลการตรวจเลือดเมื่อผ่านไป 3 วัน) ของเราออกมาให้ ดังนี้...
- ผลปัสสาวะ ปกติ
- ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ปกติ
- เบาหวาน ค่าต่ำนิดหน่อย แต่ถือว่าปกติ
- ไต ปกติ
- ตับ ปกติ
- สารเกลือแร่ ปกติ
- ไขมัน ค่าไขมันรวมควรต่ำกว่านี้ (LDL) ให้ควบคุมอาหารที่มีไขมันและหมั่นออกกำลังกายเพราะอายุยังค่อนข้างน้อย
ชีวิตอะไรต่ออะไรก็เป็นปกติเช่นนี้เหรอ...?

นึกไม่ออกเลยเจ้าค่ะ ว่าจะตอบยังไงดี
ขอโอกาสหายใจก่อน ขอแถมด้วยยิ้มอีกหน่อย
อืม ปกติ ๆ ๆ ๆ
ค่า Lab ก็คือ ค่า Lab อยู่ที่ว่า แต่ละคนเรียนรู้จะเอาไปใช้ประโยชน์
ทำให้หนูนึกขึ้นมาได้ ที่ทำงานหนูนี่ ส่วนใหญ่ก็มาหน้าที่รายงานผล Lab เพื่อประโยชน์ในด้านต่าง ๆ
หลาย ๆ คน ก็เอาไว้อ้าง หลาย ๆคน ก็เอาไว้อิง
หรือ นำไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่าง ๆ
แต่การเก็บตัวอย่างก็เพียงครั้งเดียวเองค่ะท่าน พระอาจารย์
จะว่าไป ก็ถือว่าน้อยอยู่ สิ่งที่ดีที่สุดของการชี้วัดสุขภาพของคนค่า Lab คงทำหน้าที่นี้ได้ไม่ดีนักเจ้าค่ะ
ผู้ที่รู้จัก การตอบสนองของร่างกายที่ดีที่สุดคือ ผู้ป่วยเอง อย่างที่ท่านทำ หนูขอยกย่องและนับถือเจ้าค่ะ
ค่า Lab เป็นเพียงเกณฑ์ชีวัดอย่างหยาบ ที่คนทั่ว ๆ ไป
เอาไว้วินิจฉัยความผิดปกติ
แต่เอะ แล้วทำไม เวลาปกติ มันชี้วัดได้ไม่ดีนะ
อุ๊ย ไม่ใช่นี่ กลายเป็นว่า ใจหนูเอง
ที่ไป ตัดสินว่าดี หรือ ไม่ดี
ปกติ หรือ ไม่ ปกติ
กราบขอขมา พระอาจารย์ค่ะ
พิจารณาไป พิจารณามา เผลดแว๊บเดียวจิตไปตัดสิน
มันรวดเร็วจริง
โปรดอภัยให้ข้าน้อยด้วยเจ้าค่ะ
เมื่อคืนแถว ๆ นี้เขาไปหา "หมอแมะ" กัน ไปฝังเข็มรักษาโรคกัน
เราก็ไปกับเค้าด้วย "รถว่าง" ก็เลย "อยากรู้ อยากเห็น"
พอไปถึง "หมอ" ก็ถามว่า "เป็นอะไรมั๊ย..?"
เราก็ตอบว่า "ไม่เป็นอะไร"
หมอก็ตอบว่า "ไม่เป็นอะไรก็ไม่ต้องตรวจ..."
ก็มันไม่เป็นอะไร แค่อยากจะมารู้เฉย ๆ ว่า "หมอแมะ" นี่เป็นอย่างไร ก็แค่นั้น...!
แต่สิ่งที่ได้นอกจากนั้นก็คือ เมื่อวานหมอว่าง ว่างที่จะมานั่งคุยกับเรา
หมอก็บอกว่า คนที่เขาคิดว่า "ชั้นป่วย ชั้นเป็นมะเร็ง" คนพวกนี้รักษาไม่หาย
แต่คนที่คิดว่า มะเร็งก็อยู่ส่วนมะเร็ง ฉันก็อยู่ส่วนฉัน พวกนี้มีสิทธิรักษาหาย...
เราก็ไม่สงสัยที่เราบอกว่า "ไม่เป็นอะไร" ก็เพราะหมอเขารู้ว่า จิตของคนที่บอกว่าไม่เป็นอะไร มันก็ไม่เป็นอะไร...
เล่ามาซะนาน ที่สำคัญที่จะบอกก็คือ
มีคนที่ไปด้วยถามว่า "การฝังเข็ม" นี้ คนอื่นฝังได้ไหม...
หมอบอกว่า "ฝังได้" แต่ "ไม่หาย..."
ใครรู้จุดฝังเข็ม จุดนี้ฝังรักษาอันนี้ จุดโน้นรักษาอันโน้น ใครก็ฝังได้
แต่ว่าการรักษาโรคนั้นจะต้องดูด้วยว่า เขาทำอาชีพอะไร ครอบครัวเขาเป็นอย่างไร ชีวิตปกติประจำวันเขาเป็นอย่างไร ดู "โหงวเฮ้ง" ด้วยว่าเขาเป็นอย่างไร จิตใจเขาเป็นอย่างไร แล้วจึงวินิจฉัยอย่าง "สมดุล"
หมอพูดถึง "หยินหยาง" คือ ความสมดุลแห่งธรรมชาติ
การจะรักษาโรคนั้นจะต้องดูองค์ประกอบและปัจจัยต่าง ๆ ร่วมกันเข้ามาเพื่อหาความสมดุลที่จะรักษาให้คนไข้
แต่ทว่าปัญหาของการแพทย์ในปัจจุบันนั้น มองกันแต่ตัวเลข ดูตัวเลขแล้วก็แล้วกัน ผลออกมาอย่างไงก็อย่างนั้น
ปกติก็ปกติ
สุดท้ายแล้วก็ต้อง "ตาย" อย่าง "ปกติ..."
คนเรามัน "ปกติ" อย่างที่ตัวเลขบอกอย่างนี้ก็ดีน่ะสิ
ปัจจัยของชีวิตมันมีแค่ตัวเลขอย่างนี้หรือ...?
ระบบนิเวศน์ ระบบชีวิต มันเป็นอะไรที่มี "ระบบ"
ระบบนั้นเป็นสิ่งที่มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน
กายและจิต จิตและกายนั้นสัมพันธ์กัน
แต่เดี๋ยวนี้หมอกายเป็นคนหนึ่ง หมอจิตเป็นคนหนึ่ง
ต่างคนต่างทำงาน ต่างคน ต่างอยู่ ต่างคน ต่างรักษา
หมอรักษากายก็ดูกายอย่างเดียว
หมอรักษาจิตก็ดูจิตอย่างเดียว
ดูคนละอย่าง คนละที่ คนละเวลา
คนส่วนใหญ่มาหาแต่หมอกาย เพราะไปหาหมอจิต เดี๋ยวเขาก็จะหาว่าเป็น "โรคจิต"
หมอกายไปพูดเรื่องจิตมากก็ไม่ได้ เดี๋ยวจะถูกหาว่าเป็น "โรคจิต" ไปด้วยอีกคน...
คนเดี๋ยวนี้ก็เลยรักษาโรคแบบแยกส่วน แล้วก็ตายไปแบบ "แยกส่วน"
แยกกาย แยกจิต
ตายกาย จิตไม่ตาย จิตก็เลยไม่ว่าต้องกลับไปเวียน ว่าย ตาย เกิด...
ใครเกิดมาในยุคสมัย "หมอแยกส่วน" นี้ก็ต้องรับกรรม
เพราะหมอนั้นก็ทางใคร ทางมัน กายของฉัน จิตของเธอ...
ท่านสุญญตาทำให้หนูคิดถึง วิชาหนึ่งที่เคยเรียนสมัยเป็นนักศึกษา
คือแพทย์แผนไทย
โดยรูปแบบการรักษาไม่แยกกันว่า เป็นกายหรือใจ
หมอโบราณ ท่านจะเอาคนไข้มานอนบ้านหมอ
ให้ไหว้ครู หรือ ครอบครูก่อน
ให้ทานอาหารที่หมอจัดให้ (ลางเนื้อชอบลางยา)
ส่วนใหญ่ก็กินง่าย ๆ ไม่เน้นโปรตีน
มีการสวดมนต์ ภาวนา ทำขวัญ เปล่าน้ำมนต์
ส่วนนี้เป็นการรักษาทางจิตใจ
แล้วสถานที่ ที่เป็นบ้านหมอโบราณ ส่วนใหญ่จะร่มรื่น
บางราย ก็ตามหมอเข้าป่าไปเก็บสมุนไพรก็มี
กายก็ใช้สมุนไพรรักษา
ใจก็ใช้การครอบครู ใช้ศรัทธาในหมอ
และศรัทธาในวิถีการเยียวยา
รวมถึงธรรมชาติ
ตอนนี้ดูเหมือนเขาเรียกกันว่า
"การรักษาแบบองค์รวม (Holistic therapy) เจ้าค่ะ
ดูเหมือนเป็นการเยียวยาที่มีมานมนาน
แต่คงเหลืออยู่อย่างจำนวนจำกัดเจ้าค่ะ