เราเคยทราบมาว่า สมองซีกขวาของมนุษย์เป็นส่วนที่รับรู้หรือควบคุมเกี่ยวกับด้านศิลปะอันรวมถึงดนตรีด้วย ความเข้าใจที่เชื่อกันมาตลอดก็คือ ผู้ที่สมองซีกขวาพัฒนามากกว่าซีกซ้ายจะสามารถรับรู้หรือเรียนรู้ด้านดนตรีได้ดีกว่า แต่อย่างไรก็ตามได้มีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับกลไกสมองต่อการรับรู้เสียงดนตรีและพบว่ามีรายละเอียดปลีกย่อยอีกหลายประการอันเป็นข้อมูลที่เราไม่เคยทราบมาก่อน
กลไกของสมองต่อดนตรี:
จากการศึกษาพบว่า สมองซีกซ้ายของมนุษย์มีส่วนที่รับรู้เรื่องจังหวะ(Rhythm)อยู่หลายส่วน ในขณะที่สมองซีกขวาจะรับรู้เรื่องทำนอง(Melody)และระดับเสียงสูงต่ำ(Pitch)
กระบวนการรับรู้เสียงดนตรีสามารถเกิดขึ้นได้หลายส่วนซึ่งเมื่อมีเสียงดนตรีเกิดขึ้น สมองก็จะถูกกระตุ้นทั้งในส่วนที่รับรู้โดยตรงกับส่วนเชื่อมโยง ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความจดจ่อต่อเสียงดนตรีและประสบการณ์ในการฟัง เช่น เมื่อเราฟังเสียงของจังหวะดนตรี สมองส่วนซ้ายจะรับรู้เสียงจังหวะ และเมื่อเข้าสู่ท่อนที่เป็นทำนอง สมองส่วนขวาจึงได้รับการกระตุ้นให้เกิดการรับรู้ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้หมายความว่าสมองส่วนซ้ายจะหยุดการรับรู้ของจังหวะแต่เพียงเท่านั้น การทำงานของสมองทั้งสองส่วนจะรับส่งข้อมูลกันไปมา และอาจเชื่อมโยงไปถึงส่วน Cerebellum อันเป็นส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายให้ขยับตัว เคาะมือเคาะเท้าให้เข้ากับจังหวะไปด้วยในเวลาเดียวกัน
เมื่อเล่นดนตรี กลไกต่อเสียงดนตรีของสมองอาจมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราเริ่มกดเปียโนด้วยตัวโน้ตที่มีความสั้นยาวต่างกัน นั่นหมายถึงRhythmของโน้ตที่หลากหลายรูปแบบ ในขณะนั้นสมองส่วนด้านขมับ(Parietal Lobe)จะถูกกระตุ้น หากว่าโน้ตที่เรากดมีความซับซ้อนของทำนองเพิ่มขึ้น สมองส่วน premoter และสมองส่วนหน้า(Frontal Lobe) ในสมองซีกซ้ายก็จะทำงานเช่นกัน ซึ่งในขณะที่ทั้งสองกระบวนการเกิดขึ้นที่สมองส่วนดังกว่า สมองส่วนCerebellum อันเป็นส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหวโดยตรงก็ยังทำงานอยู่
หากการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นยิ่งมีความสัมพันธ์ระหว่างความสั้นยาวของโน้ต(Rhythm) ระดับเสียงสูงต่ำ(Pitch) และมือที่กำลังเล่นเปียโน(movement)มากเท่าไร การส่งผ่านข้อมูลของสมองแต่ละส่วนก็จะยิ่งรวดเร็วมากขึ้นเท่านั้น นั่นหมายถึงกลไกสมองของผู้ที่ได้รับการฝึกฝนทางดนตรีจะมีการทำงานที่ประสานกันได้ว่องไวกว่าบุคคลที่ได้ไม่ได้ฝึกฝนทางด้านดนตรี และเป็นที่น่าสังเกตว่า เสียงดนตรีกระตุ้นการทำงานของสมองหลายๆส่วนในเวลาเดียวกัน นั่นจึงเป็นคำตอบว่าการเรียนดนตรีช่วยพัฒนาศักยภาพสมองได้อย่างไร
ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งเกี่ยวกับประสาทการรับรู้ของมนุษย์นั่นก็คือ หูมีเส้นประสาทการรับรู้จำนวนน้อยที่สุดในบรรดาอวัยวะระบบสัมผัสทั้ง 5 นั่นคือมีเพียง 3,500 เส้น ในขณะที่เส้นประสาทการรับรู้ที่จอตามีถึง 100 ล้านเส้น นี่อาจเป็นเหตุผลที่การรับรู้ของมนุษย์ถูกดึงดูดด้วยภาพมากกว่าด้วยเสียง แต่อย่างไรก็ดี เส้นประสาทการรับรู้ที่หูสามารถพัฒนาได้อย่างไม่น่าเชื่อ นั่นหมายถึงยิ่งฟังมากก็ยิ่งรับรู้และไวต่อเสียงได้มากยิ่งขึ้น
ปฏิกริยาของร่างกายต่อดนตรี:
มนุษย์มีการตอบสนองต่อเสียงดนตรีมากกว่าเสียงทั่วไป เช่น การท่องจำบทเรียนต่างๆอาจทำได้ง่ายขึ้นหากนำข้อความที่ต้องท่องจำเหล่านั้นมาใส่ทำนองหรือแต่งให้เป็นเพลง สัญชาตญาณเช่นนี้ติดตัวมนุษย์ทุกคนมาตั้งแต่เกิด เด็กที่อยู่ในครรภ์มารดาสามารถตอบสนองต่อเสียงเพลงด้วยการดิ้นหรือพลิกตัว เด็กทารกจะสนใจและหันเข้าหาเสียงเพลงที่มีการประสานเสียงกันอย่างกลมกลืน(Consonant sound)ในวัยตั้งแต่ 4 เดือน(Cromie ,William J.. 2001)
มีข้อพิสูจน์แล้วว่าดนตรีมีอิทธิพลต่อมนุษย์ทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ(Jourdain, Robert.1997)ซึ่งอิทธิพลเหล่านี้อาจส่งผลชั่วคราวหรือถาวรก็ได้ โดยทั่วไปแล้วการตอบสนองของร่างกายต่อเสียงดนตรีสามารถสังเกตได้อย่างง่ายดาย เช่น การเคาะเท้าเข้ากับจังหวะเสียงเพลง การร้องทำนองร่วมไปกับเพลงที่ได้ยินหรือร่วมกับผู้อื่น นอกเหนือจากสิ่งที่สังเกตได้จากการแสดงออกเหล่านี้แล้ว ดนตรียังสามารถเพิ่มหรือลดอัตราการเต้นของหัวใจและความดันเลือด(Jourdain, Robert.1997)ซึ่งในทางการแพทย์ได้นำข้อเท็จจริงนี้ไปใช้ประโยชน์ในการรักษาพยาบาลมาแล้ว
ดนตรีที่มีจังหวะเร็วจะส่งผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจให้เร็วขึ้น ในขณะที่มีดนตรีที่มีจังหวะช้าก็จะลดอัตราการเต้นของหัวใจเช่นกัน เสียงดนตรียังมีผลต่อความดันเลือดและมีผลต่อคลื่นสมองซึ่งสามารถมองเห็นได้จากการภาพคลื่นกระแสไฟฟ้าของสมอง(Electro-encephalogram) รวมทั้งส่งผลถึงอัตราการหายใจและความต้านทานไฟฟ้าของผิวหนังอีกด้วย(Jourdain, Robert.1997)
อย่างไรก็ตาม ความสามารถทางดนตรีและความสนใจของมนุษย์ขึ้นอยู่กับตัวแปรสำคัญอีกประการหนึ่ง นั่นคือ สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมที่แต่ละบุคคลได้เติบโตขึ้นมา วัฒนธรรมได้ส่งผลต่อโครงสร้างของเครื่องดนตรี วิธีการเปล่งเสียง หรือแม้แต่วิธีการเลือกรับฟัง ยกตัวอย่างเช่น วิธีการเปล่งเสียงร้องเพลงรวมถึงการเอื้อนเสียงในการร้องเพลงแบบ Rhythm and Blues ของชนชาติแอฟริกัน อาจยากต่อการเลียนแบบสำหรับชนชาติในแถบเอเชีย เป็นต้น
ประสบการณ์ในการฟังก็เป็นตัวแปรสำคัญอีกอันหนึ่งที่มีผลกับความรู้สึกต่อเสียงดนตรีของแต่ละบุคคล อาจพูดง่ายๆว่า ความชอบหรือไม่ชอบดนตรีแต่ละแบบอาจขึ้นอยู่กับประเภทของดนตรีที่แต่ละคนเคยได้รับฟังหรือคุ้นเคยมาตั้งแต่เล็ก ยกตัวอย่างเช่น เคยมีการบันทึกไว้ว่า คณะมิชชันนารีที่เดินทางไปยังแอฟริกาช่วงแรกๆรู้สึกว่าการเล่นดนตรีของคนพื้นเมืองมีความไม่เข้าจังหวะหรือคร่อมจังหวะอยู่ตลอดเวลา ซึ่งในภายหลัง ข้อมูลนี้ถูกพบว่าการตีกลองของชนพื้นเมืองนั้นเป็นจังหวะที่ซับซ้อนแบบที่นักดนตรีเรียกว่าPolyrhythm เช่น 2 against 3 หรือ 3 against 4 ซึ่งเป็นจังหวะที่นักดนตรีเองก็ยอมรับว่ามีความซับซ้อน จึงอาจเป็นไปได้ว่าจังหวะเช่นนี้มึความซับซ้อนเกินไปสำหรับกลุ่มมิชชันนารีซึ่งเคยฟังแต่เพลงสวดที่มีจังหวะเรียบง่าย
พลังของดนตรีต่อการเรียนรู้
เราเคยได้ยินคำว่า “Mozart effect” และรับทราบข้อมูลที่ว่าการให้เด็กฟังเพลงของโมสาร์ทจะทำให้เด็กฉลาดและเรียนรู้ไว เราได้แต่พูดกันมาอย่างติดปากโดยยังไม่รู้แน่ชัดว่าจริงเท็จประการใด
แท้จริงแล้ว ทั้งดนตรีของโมสาร์ทรวมถึงดนตรีคลาสสิกในยุคบาโรคและยุคคลาสสิกของคีตกวีท่านอื่นๆล้วนแต่ส่งผลต่อการเรียนรู้และความจำทั้งสิ้น(โมสาร์ทเป็นคีตกวีในยุคคลาสสิก---ผู้เขียน) ดนตรีในยุคบาโรคและยุคคลาสสิกในความเร็วระดับ 60 จังหวะต่อนาทีส่งผลต่อสมองทั้งซีกซ้ายและซีกขวาในเวลาเดียวกันซึ่งกระตุ้นทั้งการเรียนรู้และการจัดเก็บข้อมูลของสมอง
ดร.จอร์จ โลซานอฟ นักจิตวิทยาชาวบัลแกเรียนได้ออกแบบการสอนวิชาภาษาต่างประเทศที่เขาสอนอยู่ โดยทำการทดลองใช้ดนตรียุคบาโรคและยุคคลาสสิกในอัตราจังหวะที่ใกล้เคียงกับ 60 ครั้งต่อนาที พบว่า ในระยะเวลาเพียง 30 วันผู้เรียนมีประสิทธิภาพในการเรียนรู้เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 85-100 และถึงแม้ว่านักศึกษากลุ่มนี้จะไม่ได้ทบทวนบทเรียนอีกเลยเป็นเวลา 4 ปี แต่เกือบร้อยละ 100 สามารถจดจำและนึกถึงสิ่งที่เคยเรียนออกอย่างแม่นยำ
ปี 1982 นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย North Texas ได้ทดลองถึงผลของดนตรีต่อการจดจำคำศัพท์ โดยแบ่งนักศีกษาระดับบัณฑิตศึกษาออกเป็น 3 กลุ่ม แต่ละกลุ่มถูกให้ทำแบบทดสอบทั้งแบบทดสอบก่อนเรียน(pretest) และแบบทดสอบหลังเรียน(posttest) และให้ทำการทดสอบอีกครั้งในอีก 1 สัปดาห์หลังการทดลอง
กลุ่มแรก ให้ท่องคำศัพท์โดยเปิดเพลง Water music ของ George F. Handel คลอไปด้วยและถูกสั่งให้จินตนาการถึงภาพของคำศัพท์ขณะที่ท่องคำศัพท์ไปด้วย
กลุ่มที่ 2 ให้ท่องคำศัพท์พร้อมกับฟังเพลง Water music ของ George F. Handel เช่นกัน แต่ไม่ต้องจินตนาการภาพของคำศัพท์ที่ท่อง
กลุ่มที่ 3 ให้ท่องคำศัพท์เพียงอย่างเดียวโดยไม่มีการเปิดเพลงคลอ
ผลการทดสอบปรากฏว่า กลุ่มที่ 1 และ 2 มีผลการทดสอบคำศัพท์ที่ดีกว่ากลุ่มที่ 3 เป็นอย่างมาก อย่างไรก็ดี ผลการทดสอบนี้ไม่ได้หมายความว่าดนตรีทำให้สมองดีขึ้นหรือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ของสมอง แต่หมายถึงดนตรีช่วยให้การรับรู้และจดจำข้อมูลต่างๆเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ดนตรีในยุคบาโรคและยุคคลาสสิกส่งผลอย่างมากต่อการกระตุ้นอัตราการเต้นของหัวใจให้อยู่ในระดับที่ทำให้ร่างกายผ่อนคลาย เมื่อร่างกายอยู่ในสภาพที่ผ่อนคลายจะส่งผลให้จิตใจมีสมาธิได้ง่าย มีความดันเลือดลดลงซึ่งจะส่งเสริมความสามารถในการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
แม้ว่าจะมีการศึกษาเกี่ยวกับอิทธิพลของเสียงดนตรีต่อสมองออกมาแล้วในหลากหลายแง่มุม แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังเดินหน้าที่จะไขความลับของเสียงดนตรีในประเด็นอื่นๆต่อไป เช่นอิทธิพลของเสียงดนตรีต่อการหลั่งสารเคมีชนิดต่างๆของร่างกายซึ่งจะมีผลต่ออารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์รวมทั้งระบบการทำงานของร่างกายในส่วนอื่นๆ นอกเหนือจากนี้แล้ว การศึกษาอิทธิพลของเสียงดนตรีในเชิงกายภาพ จิตวิทยาและสังคมวิทยาจะนำมาซึ่งคำตอบที่ชัดเจนและแตกแขนงความรู้ในเรื่องพลังของเสียงดนตรีอย่างลึกซึ้งขึ้นในอนาคต
เอกสารอ้างอิง
1. Altenmüller , Eckart O. . 2003 . Scientific American mind special edition Volume14 number 1. pp 24 – 31. New York:Scientific American Inc.
2. Cromie ,William J.. 1997 . How your brain listen to music . [Online]. available : www.hno.harvard.edu/gazette/1997/11.13/HowYourBrainLis.html
3. Cromie ,William J.. 2001 . Music on the brain . [Online]. available : www.hno.harvard.edu/gazette/2001/03.22/04-music.html
4. Jourdain, Robert. 1997. Music, the Brain and Ecstasy. New York: William Morrow and Company, Inc.
5. Levitin ,Daniel J.. 2006.This is your brain on music . New York : Penguine group[USA]Inc.
6. คณะผู้จัดทำฉบับภาษาไทย . 2545:หน้า 70-77. Reader Digest ฉบับพิเศษ เสริมปัญญา พัฒนาพลังสมอง .กทม:รีดเดอร์ไดเจสท์(ประเทศไทย)
Music on your brain
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
Kru_Khim · 15 ต.ค. 2552
Prof. Vicharn Panich · 15 ต.ค. 2552
ครูแอน · 15 ต.ค. 2552
บัญชา ธนบุญสมบัติ · 15 ต.ค. 2552