สืบเนื่องจากที่บ่นไปเมื่อสัปดาห์ก่อนเรื่องวินัยนักดนตรี วันนี้ครูขิมมีเรื่องมาเล่าให้ฟัง
น้องจีนอายุห่างกับครูขิมประมาณ 13 ปี เป็นรุ่นลูกศิษย์แหละ แต่ไม่เคยสอนกันมา น้องจีนเล่นไวโอลินและเปียโน จบระดับสูงทั้งคู่ และมีฝีมือดี
จีนมีพี่สาวคนหนึ่ง ชื่อนก เป็นรุ่นน้องครูขิมประมาณ 5-6 ปีเหมือนกัน แต่เคยร่วมงานกันมา นกเป็นเภสัชกรแต่เสาร์อาทิตย์ก็มาสอนเปียโน สอนมาตั้งแต่เป็นนักศึกษาจนเรียนจบ
ส่วนจีนพอสอบเอนทรานซ์ติดคณะทันตแพทยศาสตร์ มช. ก็เริ่มสอนเปียโนและไวโอลินเหมือนกัน
ปรากฏว่าชั่วโมงแรกที่จีนต้องมาสอน รถสตาร์ทไม่ติด ส่วนรถคันอื่นๆก็ไม่อยู่ รู้สึกว่าวันนั้นคุณพ่อ(ซึ่งปกติกจะเป็นคนรับส่ง)จะไปทำธุระต่างจังหวัด จีนจึงไม่สามารถติดต่อให้คุณพ่อมารับได้เหมือนทุกที
จีนได้ค่าสอนชั่วโมงละประมาณ 200 บาท และวันนั้นจีนก็มีนักเรียนแค่คนเดียว บ้านจีนอยู่แถว ม.แม่โจ้ซึ่งอยู่นอกเมือกไปประมาณกว่า10 กม.แต่ต้องเข้ามาสอนในตัวเมือง มีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูงมากที่จีนจะตัดสินใจยกหูโทร.ไปบอกโรงเรียนดนตรีว่า วันนี้ขอลา อุบัติเหตุ มาสอนไม่ได้
แต่จีนยกหูเรียกแท็กซี่ให้มารับที่บ้านเพื่อจะเข้าเมืองไปสอนเปียโนให้ทัน
แล้ววันนั้นจีนก็ไปทันสอนจริงๆด้วย...ในชั่วโมงแรกของการเป็นครูสอนเปียโนของจีน
ครูขิมไม่ได้ใช้ชื่อสมมุติแต่อย่างใด เพราะนี่ถือเป็นเรื่องที่เป็นคุณงามความดี ใครผ่านมาอ่านเจอจะได้เอาไปยกย่องกันต่อไปให้กว้างขวาง
หลังจากที่ฟังเรื่องนี้จบ ครูขิมพูดออกมาประโยคแรกว่า
"พ่อแม่เขาสอนมาดี"
เด็กอายุ 18-19 สักกี่คนที่จะมีสำนึกเรื่องความรับผิดชอบมากขนาดนี้ ส่วนใหญ่จะเลือกทางที่ง่ายๆทั้งนั้น หรือไม่ก็จะคำนวณแล้วว่า ค่าสอนไม่คุ้มค่าแท็กซี่ ไม่ไปหรอก
แต่จีนเลือกเสียเงิน....แล้วรักษาชื่อเสียงไว้
เคยมีคนพูดให้ครูขิมฟังว่า
เมื่อไรก็ตามที่เราทำเปลวไปหาย หาไฟไม่เจอ ให้เราเดินตามควันไป เดี๋ยวจะเจอเปลวไฟที่ทำหายเอง และเมื่อไรก็ตามที่เราหาน้ำไม่เจอ ให้เราเดินตามละอองหมอกไป เดี๋ยวก็จะหาน้ำเจอเอง
แต่ถ้าเมื่อไรก็ตามที่เราทำ"ชื่อเสียง"หายไป เราจะไม่สามารถไปตามหาได้ที่ไหนอีกเลยในโลกนี้
อ่านแล้วเอาไปคิดต่อเอง...