“เมืองนอกซิวะ...อยากรวยเร็ว...มีเงิน...มีทอง”
“ต้องไปทำงานเมืองนอก”

ลูกอีสานหลายคน...หลายจังหวัด...ที่ดิ้นรน ตั้งตัวสร้างฐานะครอบครัวของตัวเอง ด้วยการคิดออกไปขายแรงงาน ณ ต่างแดน ทั้งที่ความรู้และการศึกษาก็มีอยู่น้อยนิด.....เต็มที่ก็มัธยมปลาย แรงงานจึงเป็นสิ่งเดียวที่มีอยู่ การเสี่ยงโชคไปขุดทองจากแดนไกลจึงต้องอาศัยพละกำลังเป็นหลัก การทำนาเพียงอย่างเดียว คงหาความก้าวหน้าให้กับครอบครัวที่เพิ่งก่อร่างสร้างตัวใหม่ๆได้ไม่ดีสักเท่าไร การหนีความยากจนและดิ้นรนไปหางานทำที่ต่างประเทศของแรงงานภาคอีสานก็ตามมา จนได้กลายเป็นตำนานที่เล่าต่อกันมารุ่นสู่รุ่น เป็นที่โจษขานกันมากในเรื่อง “ไปนอกเสียนา กลับมาเสียเมีย” เพราะว่า จะต้องเอาไร่ เอานาไป จำนองกับนายทุน เพื่อเอาเงินมาเป็นค่านายหน้า ในระยะแรกๆค่าหัวอาจจะนับกันด้วยหลักหมื่น ต่อมาก็หลักแสน ประเทศยอดนิยมในขณะนั้นคือ ซาอุดีอาระเบีย

ด้วยวัยที่มากขึ้น “ชูศักดิ์” หนุ่มใหญ่คนโคราชวัย ๔๒ ปี กับ “นารี”ภรรยาวัย ๓๐ ปี ทั้งสองจบการศึกษาเพียงแค่ ชั้นประถม๖ แต่ก็เพียรพยายามกับการศึกษานอกโรงเรียนจนเทียบชั้นได้มัธยม ๓ และลูกสาววัย ๑๑ ปีอีกหนึ่งคน ที่เป็นหัวแก้วหัวแหวนของครอบครัว เพื่อการศึกษาที่ดีของลูกในอนาคต พวกเขาจึงต้องมานั่งจับเข่าคุยกัน

เกือบทั้งชีวิตที่ใช้แรงทำงานแลกเงิน สลับกับการทำนา จนแยกมาสร้างครอบครัวของตัวเอง ที่ดูแล้วยังไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ หนี้สินก็เพิ่มขึ้นทุกวัน บ้านก็ยังเป็นหลังเก่าและเล็กอยู่ จากการได้พบเห็นเพื่อนบ้านใกล้เคียงหรือที่ต่างบ้านห่างไกลออกไป หลายคนประสบผลสำเร็จหอบเงินทองกลับมายังบ้านเกิด ปลูกบ้านหลังงาม และใหญ่โต มี รถปิกอัพขับโฉบเฉี่ยวไปทั่วหมู่บ้าน หมดหนี้หมดสิน แถมยังเหลือมีทุนให้ทำอย่างอื่นอีก แม้จะมีอีกหลายๆคนที่ไม่สมหวังไม่ประสบความสำเร็จ บ้างก็ถูกนายหน้าหลอกโกงตั้งแต่แรก แทนที่จะได้ไปซาอุดีอาระเบีย กลับ ได้ไปซาอุดร บ้างก็ถูกหลอกทิ้งที่สนามบิน ดังที่เห็นกันออกเกลื่อน ที่แย่กว่านั้นบางครอบครัวภรรยาอันเป็นที่รักที่รอคอยการกลับของสามีนานเหลือเกินกับความหวังครั้งนี้ ก็ทำเรื่องบัดสี ปันใจให้กับชายอื่น แต่ก็ยังมีลูกอีสานอยู่อีกจำนวนมากที่ยังอยากรวย จนต้องยอมเสี่ยงกับเรื่องดังกล่าว นั่นคือต้องเสี่ยงไปทำงานเมืองนอก

ชูศักดิ์นอนคิดหลายคืนกับภรรยาคู่ทุกข์คู่ยาก เขาตัดสินใจที่จะยอมเสี่ยงสักครั้งที่จะออกไปกรำแดดกรำฝนยังต่างแดนเพื่อ “เงิน” ปัจจัยหลักอันสำคัญยิ่งที่จะนำมาเกื้อหนุนจุนเจือครอบครัวให้ดีขึ้นกว่าเดิม ซึ่งก็คงจะเป็นการเสี่ยงครั้งแรก และครั้งสุดท้ายในชีวิตของหนุ่มใหญ่ ผืนนาที่มีไม่กี่สิบไร่ และเป็นทรัพย์สินชิ้นเดียวที่มีอยู่ ต้องถูกนำไปจำนองเพื่อเป็นทุนและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง

การไปครั้งนี้เขามีความหวังอย่างเต็มเปี่ยม หนี้สินที่มีอยู่เกือบแสนคงหมดไป บ้านที่ดูทรุดโทรมไม่ทันสมัยก็คงได้ปลูกสร้างใหม่ แต่ทุกอย่างที่ชูศักดิ์วาดหวังเอาไว้มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น กว่าจะได้เดินทางทุกอย่างเริ่มต้นด้วยการจ่ายเงินก่อน ตั้งแต่ติดต่อนายหน้าเพื่อหาประเทศที่จะไปทำงาน จุดหมายที่ชูศักดิ์เลือก คือประเทศ “แคนาดา” ซึ่งจะต้องเหินฟ้าข้ามไปอีกฝั่งซีกโลก เพราะมีเพื่อนข้างบ้านไปทำอยู่ที่นั่นก่อนแล้ว แนะนำมาอีกที เขาเข้ากรุงเทพฯ ทำวีซ่า ค่ารถ ค่าเดินทางไปมาระหว่างดำเนินการ มันก็ต้องใช้เงินก่อนทั้งนั้น ไหนจะต้องมานั่งรอคิวที่จะเดินทางอีก ก็กินเวลาอีกเป็นเดือนๆ ยังไม่ได้บินเลย เงินที่จำนองที่ดินมาก็หมดไปมากโขแล้ว

“พี่...เราได้ไปแน่ๆนะ”
“ได้ไปซิ...เราก็เสียเงินไปตั้งเยอะแล้วนี่”
“มันดูรอคิวนาน...ยังไง ยังไงก็ไม่รู้ ใจไม่ค่อยดีเลย”
“ไม่หรอก....อย่าคิดมาก เราทำกับบริษัทจัดหางานที่เชื่อถือได้ เขาคงไม่โกงเราหรอก”


คำพูดที่ชายหนุ่มปลอบภรรยาอันเป็นสุดที่รัก มันก็เป็นแค่คำพูด แต่ภายในใจ และในหัวสมองของเขากลับคิดไม่ต่างจากนั้นเลย เมื่อลงทุนไปแล้วหากเป็นอย่างที่คิด มีหวังที่นาที่จำนองไว้คงมีอันหลุดลอยแน่ๆ การสวดมนต์ไหว้พระวิงวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก่อนนอนทุกคืนคงเป็นทางออกที่ดีที่สุดระหว่างการรอคอยเพื่อเดินทางไปล่าฝันของตัวเอง

เกือบสองเดือนที่รอ..และ..รอ ชูศักดิ์ ก็ได้คิวที่จะเดินทางสมใจปรารถนา รอยยิ้มแห่งความหวังของสามคนพ่อแม่ลูก คำอวยพรของคนเฒ่าคนแก่..พ่อแม่ญาติพี่น้องต่างพากันอวยพรเลี้ยงส่งก่อนวันเดินทางสองวัน

“ขอให้ร่ำให้รวยกลับมานะ....ศักดิ์เอ๊ย”

๒๗ พฤษภาคม ๒๕๔๖ นับแต่นี้ไปอีก ๕ ปีเขาจะไม่ได้เจอะเจอพบหน้าลูกเมียอีกเลย รูปถ่ายแทบทุกใบของครอบครัวเขานำไปด้วยเป็นความโชคดีก็อาจจะว่าได้ที่ชูศักดิ์และเพื่อน ลูกอีสานอีกหกคน ได้บริษัทจัดหางานที่ดีมีคุณธรรมถูกต้องตามกฎหมาย ไม่หักโน่นหักนี่เหมือนบางบริษัทที่เคยได้ยินมา

การจากกันของครอบครัวที่มีสามีและภรรยากับลูกอีกคน ชีวิตคู่ คู่หนึ่งของคนสองคน ความรัก...ความห่วงใย...ห่วงหาอาทรที่มีมาอย่างแนบแน่น ต้องมาถูกแยกออกจากกันด้วยเวลาที่ยาวนานหลายปี การจากไปของสามี ณ ดินแดนอันแสนไกล ความรักแท้ที่มี ความจริงใจ ที่มีต่อกันเท่านั้นที่จะสามารถยึดเหนี่ยวจิตใจของแต่ละฝ่ายไม่ให้ไขว้เขว หลงระเริงไปในทางที่ผิดได้

“ขอให้พี่เดินทางโดย ปลอดภัย ตั้งใจทำงาน เหล้าก็ให้เพลาๆลงหน่อย ไม่ต้องห่วงทางนี้หรอกจ้ะ ฉันจะดูแลลูกให้ดีที่สุด”
“หากไม่เชื่อใจพี่ศักดิ์ก็แบ่งเก็บแบ่งส่งบ้างก็ได้”
“พี่สัญญานะว่าจะตั้งใจเก็บเงินให้มากที่สุด หนี้สินเราจะได้หมด และลืมตาอ้าปากได้ซะที”
“พี่เองก็อายุมากแล้ว ไปคราวนี้ พี่เองก็หวังมากอยู่เหมือนกันเพราะมันคงจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วล่ะ”
“สัญญา...พี่จะโทรมา ให้บ่อยที่สุด”
“พ่อไปนะลูก”
“พี่ไปนะ....ไม่ว่าจะเหน็ดเหนื่อยลำบากสักเพียงใด พี่ก็จะไม่ท้อแท้ นารีกับลูกรอพี่นะ แค่ห้าปีเอง...แป๊บเดียวไม่นานหรอก.....กลับมาพวกเราจะได้สบายกันซะที”


ชูศักดิ์พูดปลอบใจตัวเอง พร้อมกับโอบกอดลูกเมียที่มาส่ง ณ สนามบินดอนเมือง กรุงเทพฯ ชายหนุ่มจำต้องจากเมืองไทยไปทำงานยังประเทศแคนาดา ห้าปีที่จริงมันก็นานน่าดูอยู่เหมือนกัน ระยะทางการเดินทางก็แสนไกล

สายตาที่มองลูกเมียที่อยู่ในอ้อมกอดก่อนจาก “นี่เรา...จะไม่ได้เห็นหน้ากันตั้งห้าปีเชียวหรือ รอพี่นะนารีไม่นานหรอกไม่นาน”

นารีเมื่อครั้งยังสาว เธอก็เป็นหญิงสาวที่ดูสวยมากคนหนึ่งของหมู่บ้านทีเดียว ความสวยบวกกับอัธยาศัยที่ดีของเธอจึงมีบรรดาชายหนุ่มในหมู่บ้านและต่างบ้านมาหลงใหลอยู่หลายคน ไม่ว่าจะเป็นหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ แม้กระทั่งพวกที่เมียเผลอก็ยังมีมาไต่ตอม แต่หัวใจของนารีก็ไม่เคยคิดเหลียวมองชายอื่นเลยนอกจากชูศักดิ์ หนุ่มร่างใหญ่คนขยันคนนี้นี่เอง แม้อายุของเธอตอนนี้จะสามสิบเข้าไปแล้ว ความงามก็ยังไม่จางหาย

หลังจากแต่งงานอยู่กินกันมาได้สิบกว่าปี จนมามีพยานรักด้วยกันหนึ่งคน บ้านก็ยังมุงด้วยสังกะสีเก่าๆ เฟอร์นิเจอร์ที่พึงมีเหมือนบ้านอื่นๆก็ยังไม่มี “เอาวะ...เพื่อครอบครัว...ห้าปี...มันคงไม่ตายหรอก” เมื่อจำเป็นต้องจาก ต้องพรากดัวยความจำยอม เขาคิดปลอบใจตัวเอง น้ำตาคลอเบ้าขณะเดินไปขึ้นเครื่อง โดยไม่หันหลังกลับมามองลูกเมียอีกเลย
^
^
^
^
^
^
^
^
^
^
^
^
หนึ่งปีของการเป็นคนงานในฟาร์มไก่ที่แคนาดาผ่านไปอย่างเชื่องช้าสำหรับคนไกลบ้านอย่างชูศักดิ์ เขาส่งเงินมาให้ภรรยาและลูกอย่างสม่ำเสมอไม่ยอมให้ขาดมือ โทรศัพท์มาเมืองไทยเดือนละครั้ง เงินส่วนไหนที่พอประหยัดและอดออมได้ ก็เก็บออม นารีเป็นหญิงสาวที่จริงจังและยึดมั่นกับชีวิตครอบครัว จึงถือว่าเป็นความโชคดีอีกอย่างของเขา เธอบอกจะพยายามแบ่งเก็บเงินที่ส่งมาให้และจะใช้สอยอย่างประหยัด

บ่อยครั้งที่ชูศักดิ์ต้องมานั่งพูดคุยกับเพื่อนๆคนไทยที่มาทำงานด้วยกัน ได้รับรู้ถึงปัญหาของเพื่อนร่วมงานบางคนที่กำลังประสบพบเจอกับสิ่งที่ทำให้เกิดความไม่สบายใจคือเรื่อง ภรรยาที่เมืองไทยไม่สนใจดูแลลูกๆ เงินที่ส่งไป เดือนละหลายหมื่นบาทก็บอกว่าไม่พอใช้ บ้างก็มีพฤติกรรมที่ผู้เป็นสามีไม่อาจทำใจให้ยอมรับกับการกระทำนั้นได้ นั่นคือการมีสัมพันธ์กับ ชายอื่น และก็บ่อยครั้ง เมื่อมีเรื่องเครียดหรือเหนื่อยหนักมากๆ ชูศักดิ์กับเพื่อนๆที่มาทำงานด้วยกันก็ต้องหันไปพึ่งสุราเพื่อการผ่อนคลาย รวมทั้งเล่นการพนัน ส่งผลให้มีปัญหาสุขภาพทางร่างกาย ยิ่งทำให้เกิดความกลัดกลุ้มและความเครียดเพิ่มขึ้น แต่เมื่อนึกถึงเป้าหมายของการจากบ้านเกิดเมืองนอนมา เขาก็ลดการดื่มลง จนกระทั่งเลิกดื่มได้โดยเด็ดขาด

เช้าที่แคนาดา...แต่จะมืดที่เมืองไทย มืดที่แคนาดาก็จะมาสว่างที่เมืองไทย “ใช่แล้ว เมื่อกลับเมืองไทยชีวิตของเราก็ต้องสว่างสดใส เงินที่ทำงานมาได้ ตอนนี้ก็เริ่มพอมีเก็บไว้บ้างแล้ว เมียเราก็น่าจะเชื่อใจได้ เอ๊ะ...ต้องบอกว่าเชื่อใจได้ เชื่อใจได้ ไม่ใช่น่าจะ...เราต้องเชื่อมั่นในตัวเมียเราซิ” ปกติแล้วคนอย่างชูศักดิ์จะเป็นคนที่ไม่ค่อยคิดมาก แต่เรื่องแบบนี้ ถ้าจะคิดขึ้นมาบ้างมันคงไม่ผิดหรือแปลกอะไร สำหรับคนที่ห่างไกลครอบครัวอย่างเขา

ปีพุทธศักราช ๒๕๕๑ ห้าปีครบตามสัญญา มันช่างเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานเหลือเกินสำหรับชูศักดิ์คนนี้ และตอนนี้เขาก็มีอะไรที่เปลี่ยนไปซะแล้ว จากหนุ่มบ้านนอกตัวดำ บัดนี้ผิวพรรณขาวหมดจดเกลี้ยงเกลา เพราะภูมิประเทศที่หนาวเย็นเป็นส่วนใหญ่จึงทำให้ผิวพรรณเปลี่ยนไป ผมยาวถูกดูแลเป็นอย่างดี ตลอดห้าปีเขาไม่เคยเสียเงินเข้าร้านตัดผมที่เมืองนอกเลยแม้แต่ครั้งเดียว รูปร่างผิวพรรณเปลี่ยนไป แต่นิสัยการอดออมของเขายังคงเดิมไม่เคยเปลี่ยน ยังมุ่งมั่นเพื่อครอบครัวอย่างเต็มที่

เขาเก็บเงินอีกส่วนหนึ่งที่แบ่งส่งทางบ้านเอาไว้เอง ซึ่งหากแลกเป็นเงินไทยแล้วก็ได้มากพอดู “หากนารีเธออดออมกับเงินที่เราแบ่งส่งมาให้ทุกเดือนก็คงเป็นอะไรที่น่า แฮปปี้มากทีเดียว” รอยยิ้มแห่งความสุข ผุดขึ้นมาอย่างเป็นสุข “พรุ่งนี้แล้ว.ว.ว.ชีวิตของเราจะสุขสมบูรณ์”

ลูกอีสานทั้งหกคนตัดสินใจกลับบ้านพร้อมกัน แม้จะมีการเปิดโอกาสให้ต่อสัญญา ก็ยังไม่มีใครที่จะพูดถึงในตอนนี้

เมืองไทย บ้านเกิดเมืองนอน ครอบครัวลูกเมียที่จากมาตั้ง ๕ ปี คือจุดหมายเดียวที่นักล่าฝัน นักขุดทอง ณ ต่างแดน มุ่งมั่นปรารถนาที่จะกลับมาพบเจอ

๒๒ กันยายน ๒๕๕๑ นารีกับลูกซึ่งตอนนี้ก็โตเป็นสาวแรกรุ่นแล้วด้วยวัย ๑๖ ปี เธอและญาติอีกสองคนเหมารถของเพื่อนบ้าน วิ่งยาวจากโคราช มายังสนามบินสุวรรณภูมิ สมุทรปราการ “สามีกลับทั้งทีต้องมารับให้ถึงที่” สีหน้าที่อิ่มเอิบไปด้วยความสุข แววตาแห่งความดีใจที่เฝ้านับวันรอการเดินทางกลับมาของเสาหลักของครอบครัว

“แม่ โน่นไงพ่อ”

น้ำตาแห่งความคิดถึง ปลาบปลื้มดีใจที่ได้กลับมาพร้อมหน้าพร้อมตาอีกครั้ง การรับเอาสัมพันธ์แห่งรักนี้ คงไม่มีอะไรที่จะดีไปกว่าการโอบกอดซึ่งกันและกัน เขาเดินทางกลับโคราช กราบเท้าพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด ญาติพี่น้องต่างรับขวัญอย่างรื่นเริง

การล่าฝันของชูศักดิ์ จบลงอย่างสมบูรณ์แบบ เป็นการเสี่ยงที่คุ้มค่า ที่นาถูกไถ่ถอนคืน บ้านสังกะสีหลังเก่าก็เปลี่ยนเป็นบ้านสองชั้นหลังคามุงกระเบื้องสีสวยสด พร้อมกับมีเงินก้อน เหลือให้ลงทุนอีกมากพอดู ชูศักดิ์โชคดีเพราะมีเมีย เป็นคนดี ซื่อสัตย์ และมีลูกที่ดี คอยให้กำลังใจเสมอมา อีกทั้งได้บริษัทจัดหางานที่ดี ตำนานที่ว่า “ไปนอกเสียนา กลับมาเสียเมีย” สำหรับเขาแล้ว...คงเป็นเพียงตำนานที่เคยได้ยินมาเท่านั้น