ครูเพื่อศิษย์ต้องอ่านเรื่องเล่านี้
ผู้เขียนเรื่องเล่านี้คือคุณกัญญา ลีลาลัย ผู้ที่ผมถือเป็นปราชญ์นอกระบบของสังคมไทย และเป็นตัวอย่างของชีวิตเด็กปัญญาเลิศ ที่ครูเพื่อศิษย์ควรทำความเข้าใจ และหาทางส่งเสริมสนับสนุนให้เขาได้เติบโตทางปัญญาตามแนวทางของเขา ที่ไม่เหมือนใคร และขอแจ้งว่าคุณกัญญาเป็นคนที่ไม่มีปริญญา แต่ผมนับถือว่าเก่งกว่าคนที่เป็นศาสตราจารย์อย่างผม
ดิฉันไม่รู้ว่าไอน์สไตน์คิดเรื่องทฤษฎีโฟตอนก่อนหรือหลังทฤษฎีสัมพัทธภาพ เพราะเขาเสนอทั้งสองทฤษฎีนี้ในปีเดียวกัน แต่เชื่อว่าสองเรื่องนี้สัมพันธ์กัน และการค้นพบของพลางค์ก็น่าจะส่งผลต่อการประกอบทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ด้วย
จินตภาพเรื่องโฟตอนของไอน์สไตน์แตกต่างจากเรื่องคอร์พัสเซิลของนิวตัน เพราะนิวตันมองแสงเป็นอนุภาคแบบเดียวกับอนุภาคของวัตถุ ส่วนไอน์สไตน์เห็นว่าโฟตอนเป็นกลุ่มก้อนของพลังงาน ทั้งไอน์สไตน์ก็ไม่ได้ล้มเลิกความคิดเรื่องคลื่นแสง เพียงแต่กล่าวถึงพลังงานของแสงว่าไม่ได้กระจายออกไปเป็นหน้าคลื่นเหมือนอย่างทฤษฎีของแมกซเวลล์ เขาบอกว่า ความเข้มของแสงเกิดจากความชิดของช่องว่างของโฟตอนที่อยู่บนหน้าคลื่น เมื่อคลื่นแสงกระจายออกไปจากแหล่งกำเนิดแสง แสงจะจางลง เพราะระยะห่างของโฟตอนหนึ่งๆ ไกลออกไป ไอน์สไตน์เห็นว่าทฤษฎีคลื่นแสงของแมกซเวลล์จึงใช้ได้เมื่อนำมาอธิบายปรากฏการณ์ทั่วไปของแสง ไม่ว่าจะเป็นการสะท้อน การหักเห การแทรกสอด การเลี้ยวเบน แต่หากพิจารณาถึงสิ่งที่ละเอียดลงไปภายในอะตอมแล้ว ก็จำเป็นต้องพิจารณารูปร่างของคลื่นแสงที่ละเอียดลงไปอีก ทฤษฎีโฟตอนจึงใช้อธิบายความสัมพันธ์ของแสงกับอะตอมเดี่ยวๆ ได้
ความสงสัยที่ว่า แสงเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างไรกับทฤษฎีสัมพัทธภาพ ทำให้ดิฉันรู้สึกว่า E = hf ของพลางค์ กับ
ของไอน์สไตน์ มันมีอะไรร่วมกันเป็นนัยๆ คือเป็นเรื่องความสัมพันธ์ของ มวล พลังงาน และแสง คล้ายกับว่ามันก็เป็นตัวเดียวกัน หรือสมการเดียวกัน แต่ใช้กับขนาดที่ต่างกัน คือ E ในทฤษฎีควอนตัมใช้แทนพลังงานแต่ละควอนตัม, h แทนค่าคงที่ที่น้อยเสียจนไม่รู้จะน้อยอย่างไรแล้ว, f แทนความถี่ของแสง, มาถึงทฤษฎีสัมพัทธภาพ E ใช้แทนพลังงานที่สมมูลกับมวลสาร m, ส่วน m คือมวลสารของวัตถุ, ในขณะที่ c เป็นค่าคงที่ซึ่งมากเสียจนไม่รู้จะมากอย่างไรแล้ว, เพราะตามสมการ c มีค่ามากถึงเป็นกำลังสองของความเร็วแสง
ตามความเข้าใจของดิฉัน ไอน์สไตน์บอกเราว่า ในระดับอะตอม แสงสามารถทำให้อิเล็คตรอนหลุดออกไปได้ แม้อิเล็คตรอนแต่ละตัวจะสามารถรับแสงได้ทีละ 1 โฟตอนเท่านั้น ซึ่งเมื่อหักพลังงานที่เกิดจากแรงดึงดูดที่ประจุไฟฟ้าบวกมีต่ออิเล็กตรอนออกไปแล้ว พลังงานที่ทำให้เกิด photoelectric effect ก็จะมีค่าไม่ถึง 1โฟตอน แต่ในระดับที่ใหญ่กว่านั้น ในเงื่อนไขที่แน่นอนหนึ่ง มวลสารจำนวนน้อยนิดอาจแปรเป็นพลังงานมหาศาลได้
เมื่อตามหาที่มาของสูตร
ถึงตรงนี้ เราก็จะพบการอธิบายอะไรก็ไม่รู้เยอะแยะไปหมด ว่าด้วยเรื่องอวกาศกับเวลาตามความคิดของนิวตันกับความคิดของไอน์สไตน์
ถึงตรงนี้ดิฉันพอรวบรวมความรู้ได้แล้วว่า ไอน์สไตน์เสนอทฤษฎีสัมพัทธภาพบนพื้นฐานการค้นพบของแมกซเวลล์ ว่าแสงเป็นพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าในรูปแบบหนึ่ง ไอน์สไตน์จึงใช้หลักสัมพัทธภาพของกาลิเลโอ เสนอภาพเปรียบเทียบระหว่างอวกาศและเวลาในวัตถุที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วเท่ากับแสง กับ อวกาศและเวลาในวัตถุที่หยุดนิ่ง หรือพูดอีกอย่างก็คือ เป็นการศึกษาหลักสัมพัทธภาพโดยเอาแสงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยนั่นเอง
กฎทางกลศาสตร์ของกาลิเลโอที่พัฒนาต่อมาโดยนิวตัน ก็แสดงให้เห็นว่าไม่มีอะไรอยู่กับที่โดยสัมบูรณ์ แต่ตัวนิวตันเองกลับยอมรับเรื่องไม่มีอวกาศที่สัมบูรณ์ไม่ได้ เพราะยิ่งเขาสามารถเข้าถึงกฎกลศาสตร์ได้ดีเพียงไร จนถึงอธิบายได้ถึงกฎแรงโน้มถ่วง ที่แสดงความสัมพันธ์ของดวงดาวในจักรวาล เขาก็ยิ่งมองเห็นโลกเป็นจักรกลที่เคลื่อนไหวได้มากเท่านั้น เขาเห็นว่า เริ่มแรกพระเจ้าได้สร้างอนุภาคที่แบ่งแยกไม่ได้ของสสารเอาไว้ สร้างแรงดึงดูดระหว่างอนุภาค สร้างช่องว่าง และสร้างกฎแห่งการเคลื่อนไหวเอาไว้แล้ว ดังนั้น เมื่อกล่าวถึงความจริงแท้ในทางอภิปรัชญา อวกาศจึงเป็นสามมิติที่หยุดนิ่งอย่างสัมบูรณ์ สิ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคือเวลา ซึ่งเป็นสิ่งแยกต่างหากจากอวกาศ แต่เวลาเองก็เป็นสิ่งสัมบูรณ์ด้วย เพราะมีการเลื่อนไหลอย่างสม่ำเสมอโดยไม่ขึ้นกับปัจจัยภายนอก ดังนั้น ถึงตรงนี้ นิวตันเป็นนักปรัชญาไปแล้ว ซึ่งโดยความคิดพื้นฐาน นิวตันจึงเห็นว่า อวกาศและเวลาเป็นสิ่งสัมบูรณ์ ส่วนแสงเป็นสิ่งสัมพัทธ์ เพราะเมื่อแสงเดินทางผ่านตัวกลางต่างชนิดกันจะแสดงปรากฏการณ์ต่างกัน
ขณะนั้น นักวิทยาศาสตร์วัดความเร็วของแสงได้แล้ว และไม่ว่าใครจะทดลองเพื่อหาอีเทอร์อย่างไรก็ไม่พบ กลับพบว่าแสงเดินทางเร็วเท่ากันทั้งในทิศทางการเคลื่อนที่ของโลกและทิศทางตั้งฉากกับโลก (ไมเคิลสันและมอร์เลย์) แนวคิดเรื่องอวกาศที่สัมบูรณ์และเวลาที่สัมบูรณ์ของนิวตันยังถูกท้าทายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากนักปรัชญา นักฟิสิกส์ และนักคณิตศาสตร์ คนที่สำคัญมากอีกคนก็คือ เอิร์นท์ มัค นักฟิสิกส์ชาวออสเตรีย ซึ่งศึกษาเรื่องการเคลื่อนที่ของวัตถุ มัคประกาศว่า เขาไม่เชื่อเรื่องอวกาศที่สัมบูรณ์และการเคลื่อนที่ที่สัมบูรณ์ มัคเชื่อว่า ทฤษฎีทางฟิสิกส์ควรเป็นอิสระจากแนวคิดทางปรัชญา (ซึ่งขณะนั้นถูกครอบงำจากปรัชญาแบบนิวตัน) สิ่งที่ไอน์สไตน์เรียนรู้จากมัคก็คือการตั้งข้อสงสัยอย่างตรงไปตรงมา เขาจึงรวมความรู้ใหม่ๆ ทั้งหมดนี้เข้าด้วยกัน แล้วกำหนดสัจพจน์มูลฐานขึ้นสองข้อ โดยไม่สนใจเรื่องอีเทอร์
1. การเคลื่อนที่ไม่เป็นสิ่งสัมบูรณ์ วัตถุต่างๆ เคลื่อนที่อย่างสัมพัทธ์กันและกัน (ตามหลักสัมพัทธภาพ) หมายความว่า อวกาศที่หยุดนิ่งสัมบูรณ์ไม่มี และเมื่อรวมเอาการค้นพบเรื่องแสงเข้ามาในเรื่องนี้ ก็จะเห็นได้ว่าพฤติกรรมของแสงไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้นกับการเคลื่อนที่ของโลกในอวกาศ (นี่เป็นผลจากการทดลอง) พูดอีกอย่างก็คือ ถ้าอวกาศเป็นสิ่งสัมพัทธ์ วัตถุต่างๆ เคลื่อนที่อย่างสัมพัทธ์กันและกัน อีเทอร์จะเป็นอวกาศที่หยุดนิ่งสัมบูรณ์อยู่สิ่งเดียวได้อย่างไร จึงไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องค้นหาอีเทอร์อีกต่อไป (เพราะหากันมาตั้งนานก็ยังไม่มีใครหาเจอ)
2. ความเร็วของแสงไม่เปลี่ยน แม้ว่าแหล่งกำเนิดแสงหรือผู้สังเกตจะเคลื่อนที่ก็ตาม ทุกคนไม่ว่าจะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วมากเท่าใด จะวัดอัตราเร็วของแสงได้ค่าเดียวและเท่ากัน (นี่ก็เป็นผลจากการทดลองเช่นกัน) เขาจึงสรุปว่า อัตราเร็วของแสงจึงเป็นค่าคงที่สากล หมายความว่า แสงเคลื่อนที่ไปในอวกาศด้วยอัตราเร็วจำกัด ซึ่งเป็นอิสระจากสภาพการเคลื่อนที่ของวัตถุกำเนิดแสงหรือรับแสง
หากทุกๆ กิริยาสัมพันธ์จะต้องกินเวลาในการเคลื่อนที่จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง และถ้าในธรรมชาติไม่มีกิริยาสัมพันธ์แบบฉับพลัน ก็จะต้องมีขีดจำกัดความเร็ว(ความเร็วสูงสุด)ของกิริยาสัมพันธ์ ซึ่งก็คือ อัตราเร็วของแสง พูดอีกอย่างก็คือ อัตราเร็วแสงเป็นสิ่งสัมบูรณ์
แล้วเขารู้ได้อย่างไรว่าอัตราเร็วของแสงเป็นความเร็วสูงสุด ไอน์สไตน์พิสูจน์เรื่องนี้โดยนำเอากฎการเคลื่อนที่ข้อสองของนิวตันมาใช้ แสดงโดยสูตร F = ma ซึ่งบอกว่าความเร่งเป็นสัดส่วนโดยตรงกับแรง (F เพิ่ม a ก็เพิ่ม) และแปรผกผันกับมวล แต่เขานำมาประยุกต์เข้ากับการเร่งอิเล็คตรอนให้เร็วจนใกล้ความเร็วของแสง ซึ่งยิ่งเพิ่มความเร่งความเฉื่อยก็ยิ่งมาก มวลจะเพิ่มขึ้นแต่ขนาดลดลง ยิ่งใส่พลังงานเพื่อให้เร่งความเร็วมากขึ้นเพียงใด ความเฉื่อยก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น แต่ขนาดของมวลก็ยิ่งลดลงเท่านั้น มันจะหนักขึ้นเรื่อยๆ แต่เล็กลงเรื่อยๆ จนที่สุดไม่ว่าจะเพิ่มพลังงานให้เร่งความเร็วอีกเท่าใด ก็ไม่สามารถทำให้เร็วเพิ่มขึ้น ทั้งยังเล็กลงจนอันตรธานหายไปด้วย ในจุดที่เพิ่มความเร็วถึงอัตราเร็วแสง ความเร็วสูงสุดเท่าที่เป็นไปได้จึงเป็นความเร็วแสงเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม สัจพจน์ 2 ข้อนี้ ก็ยังมีปริศนาที่ต้องไข ไอน์สไตน์พบว่า เวลาเป็นเงื่อนงำที่สำคัญที่สุด เวลาที่ล่วงผ่านพ้นไปในเหตุการณ์ต่างๆ ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันสำหรับผู้สังเกตทุกคน การวัดเวลาใดๆ จึงต้องใช้แนวคิดที่ให้เหตุการณ์เกิดขึ้นพร้อมกัน ไอน์สไตน์เรียกหลักการนี้ว่า “สัมพัทธภาพของความพร้อมกัน” ซึ่งทำให้เขาพบว่าทั้งอวกาศและเวลาต่างเป็นสิ่งสัมพัทธ์ อัตราเร็วของแสงต่างหากที่สัมบูรณ์
ไอน์สไตน์ แสดงทัศนะที่กลับหัวกลับหางทั้งหมดกับทัศนะของนิวตัน และต่อมาเขายังเสนอทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปที่รวมเอาเรื่องแรงโน้มถ่วงเข้ามาด้วย ทำให้สามารถแก้ปัญหาทางดาราศาสตร์หลายข้อที่นิวตันเคยแก้ไม่ตก แต่ดิฉันเห็นว่าไอน์สไตน์ไม่ได้คิดเป็นนักปรัชญา เขามีคุณสมบัติที่ตรงไปตรงมาแบบนักวิทยาศาสตร์ และนำเอาวิธีการทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์บนรากฐานทางวัตถุกลับมาใช้ใหม่ โดยรวมเอาการค้นพบใหม่ๆ มาประกอบเข้าด้วยกัน แต่ด้วยวิธีนี้ เขาได้ทำให้ทฤษฎีกลายเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะสามารถพยากรณ์หรือนำทางให้กับการค้นพบใหม่ๆ ได้ เขาทำให้โลกเห็นว่า วิทยาศาสตร์สามารถสร้างศาสดาพยากรณ์ยุคใหม่ได้ และความคลั่งไคล้วิทยาศาสตร์พุ่งขึ้นถึงขีดสุดในศตวรรษของเขา แต่หลังเสนอทฤษฎีสัมพัทธภาพแล้วเขากลับสะดุดขาตนเองในเรื่องเกี่ยวกับทฤษฎีควอนตัม เมื่อทฤษฎีนั้นพัฒนาไปสู่หลักความไม่แน่นอนและกลศาสตร์ควอนตัม
ดิฉันคิดว่า เพราะเขาเป็นนักคณิตศาสตร์มากเกินไป จึงมองโลกสมบูรณ์แบบและลงตัวเกินไป เขามีจินตนาการเหนือคำบรรยาย แต่กลับมองข้าม “สิ่งสมมติ” ซึ่งตัวเขาเป็นคนสมมติขึ้นว่า “แสงเป็นสิ่งสัมบูรณ์” ทั้งที่ถ้าวัดโดยละเอียดแล้ว ไม่ได้สัมบูรณ์ตามสัจพจน์มูลฐานที่เขาตั้งขึ้น ความเป็นนักวิทยาศาสตร์มากเกินไป ทำให้โลกของเขามีกฎเกณฑ์ มีเหตุผล วัดได้เสมอด้วย ทั้งยังตั้งบนพื้นฐานทางวัตถุ แต่ถึงอย่างไรจินตนาการ ความฉลาด ความเป็นมนุษย์ผู้มีหัวใจ และความตรงไปตรงมา โดยเฉพาะการกล้ายอมรับผิด ทำให้ไอน์สไตน์เป็นนักวิทยาศาสตร์ในดวงใจดิฉัน
เรื่องราวที่ดิฉันจะเขียนต่อไปนี้ เป็นเรื่องเอามะพร้าวห้าวมาขายสวน เพราะเป็นสมการทั่วไปที่เราจะเห็นได้ในหนังสืออธิบายทฤษฎีสัมพัทธภาพ แต่ไหนๆ ก็ตามหาสูตร
มาถึงตรงนี้แล้ว ก็คงต้องจบด้วยที่มาของสมการนี้ว่ามีที่มาอย่างไร
ไอน์สไตน์ได้นำเอากฎการเคลื่อนที่ข้อที่สองของนิวตันมาใช้ มันว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างแรงกับความเร่ง F = ma เมื่อ F = แรง, m = มวล, และ a = ความเร่ง เขาเห็นว่า การที่จะเข้าใจผลการทดลองใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับ มวล พลังงาน และ แสง นั้น จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงความคิดเดิมที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลการทดลองที่มาจากกฎของนิวตัน
ไอน์สไตน์เสนอว่า ถ้าอิเล็คตรอนที่อยู่กับที่ถูกกระทำด้วยแรง กฎของนิวตัน F = ma ก็ยังคงใช้ได้ แต่ถ้าต้องการศึกษาเปรียบเทียบกับอิเล็คตรอนที่เคลื่อนที่ในเวลาเดียวกัน ต้องศึกษาอีกอย่างหนึ่ง โดยเขานำเอาสมการคณิตศาสตร์หนึ่งมาใช้ เป็นผลมาจากการคิดค้นของลอเรนซ์ เรียกว่ าสมการการแปลงของลอเรนซ์ (Lorentz transformation equations) ลอเรนซ์เป็นนักฟิสิกส์ชาวดัตซ์ เกิดร่วมสมัยกับไอน์สไตน์แต่อายุมากกว่า สมการของเขาใช้หาความสัมพันธ์ระหว่างพิกัดของเหตุการณ์สองระบบ ที่เปรียบเทียบโดยเส้นพิกัด xy และเวลา t สมการของลอเรนซ์คือ


ด้วยการนำสมการของลอเรนซ์มาใช้ ไอน์สไตน์หาเงื่อนงำของเวลาได้ โดยพิสูจน์ว่า

เมื่อ t' เท่ากับช่วงเวลาที่นาฬิกาเดิน 2 คลิก ในแกนเคลื่อนที่
T เท่ากับ ช่วงเวลาที่นาฬิกาเดิน 2 คลิก ในแกนอยู่กับที่
V เท่ากับ อัตราเร็วของแกนเคลื่อนที่
C เท่ากับ อัตราเร็วของแสง
สรุป เวลาของสองเหตุการณ์ที่พร้อมกันนี้ ยาวไม่เท่ากัน เวลาที่ยาวขึ้น เป็นผลจากการเคลื่อนที่ โดยนาฬิกาจะเดินช้ากว่า เมื่อมันอยู่กับที่ ในที่สุดเขาก็พิสูจน์ได้ว่า เวลาเป็นสิ่งสัมพัทธ์
ด้วยการใช้สมการเดียวกัน เขาพบว่า ความยาวก็เป็นสิ่งสัมพัทธ์ ซึ่งหดตัวตามความเร็ว เมื่อเขานำไปใช้กับมวล เขาพบว่า มวลเพิ่มขึ้นตามความเร็ว ซึ่งในที่สุดจะนำไปสู่ข้อสรุปว่า อัตราเร็วแสงคือขีดจำกัดของความเร็ว
ไอน์สไตน์เสนอว่า ถ้าอิเล็กตรอนที่อยู่กับที่ถูกกระทำด้วยแรง กฎของนิวตัน F = ma ก็ยังคงใช้ได้ แต่ถ้าอิเล็กตรอนมีความเร่ง ถึงตรงนี้เขาได้นำ “กฎการแปลงของลอเรนซ์” เพื่อวัดว่าอิเล็กตรอนที่อยู่ที่กับเมื่อเทียบกับอิเล็กตรอนที่เคลื่อนที่ในเวลาเดียวกันจะเป็นอย่างไร จึงได้สูตร

ซึ่งแสดงว่าถ้า v = c, a ก็จะ = 0 ดังนั้น แม้จะส่งแรงเข้าไปอีก อิเล็กตรอนก็จะไม่เพิ่มความเร็ว เพราะเมื่อเร่งความเร็วจนใกล้ความเร็วของแสง ย่อมหนักขึ้นๆ และยากขึ้นทุกทีในการเพิ่มความเร็วนั้น
หมายถึงมวลของสารคือหน่วยวัดปริมาณพลังงานของมัน
ดิฉันใช้เวลา 10 ปี จึงสามารถหาที่มาที่ไปของสมการ
เมื่อหาสำเร็จแล้วกลับมีความเข้าใจเรื่องความเคลื่อนไหวที่เกาะเกี่ยวไปด้วยกันของอวกาศกับเวลาไม่มากนัก มันเหมือนเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจ จนกระทั่งมีโอกาสอ่านหนังสือ เต๋าแห่งฟิสิกส์ หนังสือนี้ช่วยดิฉันได้มาก เพราะนำเอาปรัชญาตะวันออกซึ่งเป็นสิ่งที่ดิฉันคุ้นเคยมาอธิบายทฤษฎีสัมพัทธภาพและทฤษฎีควอนตัม ทำให้ดิฉันเข้าใจว่า ไม่มีอวกาศที่ปราศจากเวลา และไม่มีเวลาที่ปราศจากอวกาศ การที่อวกาศไหวตัวอยู่ตลอดเวลาแบบสัมพัทธกันนั่นเองจึงทำให้เราเห็นสิ่งที่เรียกว่าเวลา ในทางกลับกัน เวลาที่สั้นยาวไม่เท่ากันในแต่ละสรรพสิ่งนั่นเองที่เป็นภาพสะท้อนให้เห็นความมีอยู่ของโลกและชีวิต ซึ่งรายละเอียดเรื่องนี้ดิฉันขอเล่าไว้ใน เรื่องเล่าที่ 6 : จากทฤษฎีสัมพัทธภาพ “เต๋าแห่งฟิสิกส์” ศาสนาเชน ถึงการสมาทานพุทธครั้งที่สอง
เรื่องเล่าที่ 2 นี้ จึงเป็นเพียงความพยายามบอกเล่าว่า ดิฉันมีวิธีการในการติดตามสืบค้นเรื่องราวต่างๆ อย่างไร จากเอกสารแบบไหน ช้อนกรองสิ่งละอันพันละน้อยขึ้นมาอย่างไร ซึ่งจริงๆ ก็เป็นแบบเดียวกับการกรองเก็บข้อมูลข่าวสารจากหนังสือพิมพ์นั่นเอง ผิดกันเพียงแต่ว่า การตามหาที่มาของทฤษฎีสัมพัทธภาพ เป็นการสืบค้นย้อนความรู้เก่าๆ ไปในอดีต ส่วนการกรองเก็บข้อมูลข่าวสารเป็นการอยู่กับปัจจุบัน สะสมข้อมูลข่าวสารที่เป็นระบบ สะสมจนเกิดเป็นกระแสความรู้จากอดีตถึงปัจจุบันที่รวมเอาแนวโน้มต่างๆ ไว้มากพอที่จะบ่งชี้ถึงอนาคตได้ แต่อีกสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะทำให้ดิฉันมีกำลังใจอยู่เสมอ ก็คือเสียงเพลงอันร่าเริงของจูลี่ แอนดรูว์ ที่บอกว่า
When you read you begin with A B C
When you sing you begin with do - re - mi
Do - re - mi, do - re - mi
The first three notes just happen to be
Do - re - mi, do - re - mi
………………..
So Do La Fa Mi Do Re
So Do La Ti Do Re Do
When you know the notes to sing
You can sing most anything
-------------------------------
เด็กที่มีลักษณะแบบคุณกัญญาสมัยเด็กๆ พบได้เสมอ แต่มักจะถูกอบรมจนหัวอ่อน หรือเตลิดไปเลย ครูเพื่อศิษย์น่าจะได้ ลปรร. กัน ว่ามีประสบการณ์ในการส่งเสริมช่วยเหลือเด็กแบบนี้อย่างไร ได้ผลอย่างไร
วิจารณ์ พานิช
๑๒ ต.ค. ๕๒
ขอบพระคุณครับ
อ่านรวดเดียวสองตอน เรียกว่า blow my mind หรือ my mind is blown ก็ไม่ทราบ แต่ที่ทึ่งคือกระบวนการไหลของความคิดของคุณกัญญา กระบวนการเชื่อมโยง และการ "ทำให้ชัด" อยากให้คุณกัญญาลองทำอย่างเดียวกันกับ String theory ดูบ้างจังเลย
ขอบคุณอาจารย์วิจารณ์และคุณกัญญาครับ
ขอบคุณมากค่ะ
"ถ้าจะหัดอ่านให้เริ่มจาก ก ข ค"
เรียบง่าย แต่ลึกซึ้ง อ่านแล้วตื่นตะลึงมากครับ
ยังไม่เคยได้ยินใครที่อธิบายถึงรากเหง้าของสมการไอน์สไตน์
ได้อย่างถึงรากเหง้าเช่นนี้
แม้ผมจะไม่เข้าใจนัก เพราะไม่เคยหัดอ่าน ก ข ค
ของทฤษฎีสัมพัทธภาพ
แต่ก็สัมผัสได้ถึงความเข้าใจอย่างถ่องแท้ของคุณกัญญา
ขอน้อมนำหลักคิดจากเพลง The Sound of Music
กลับไปใช้สอนตนเอง และลูกหลานนะครับ
....
ได้อ่านข้อเขียนของคุณกัญญา แล้วทำให้ผมได้พบคำตอบหนึ่ง
ที่คาใจผมมานานว่าทำไม ไอน์สไตน์จึงปฏิเสธ ทฤษฎีควอนตัม
โดยส่วนตัวผมคิดว่า รากฐานสำคัญของทฤษฎีควอนตัมนั้น
อยู่บนพื้นฐานของทฤษฎีความน่าจะเป็น และความไม่แน่นอน
ของการวัด ไอน์สไตน์ซึ่งเชื่อว่าทุกสิ่งจะต้องวัดค่าได้อย่างแน่นอน
จึงปฏิเสธไปโดยปริยาย
เรื่องนี้ทำให้ผมสะท้อนใจอย่างหนึ่งว่า
แม้แต่อัจฉริยะของโลก ก็ยังยึดติดกับโลกทัศน์ของตนเอง
และไม่ยอมรับฟังโลกทัศน์ที่แตกต่าง
ผมก็ยังจินตนาการไม่ออกเหมือนกันว่า
หากวันนั้น ไอน์สไตน์ นีล บอห์ร ไฮเซนเบิร์ก และคนอื่นๆ
ได้ร่วมกันพัฒนาแนวคิด ควอนตัม-สัมพัทธ์ จนสำเร็จ
โลกในวันนี้จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร
เสียดายมากครับ ที่เดวิด โบห์ม
ตกผลึกเรื่อง Dialogue ช้าไปหน่อย
ไม่งั้นเราคงได้เห็นอะไรดีๆ เป็นแน่
ขอบคุณเรื่องราวดีๆ
ที่สร้างแรงบันดาลใจอย่างสูงในการค้นคว้าหาคำตอบของสิ่งที่เราสงสัย
ผมคิดว่าหากเชิญคุญกัญญาไปเดินสายบรรยาย
ให้เด็กๆ ที่มีความใฝ่ฝันจะเป็นนักวิทยาศาสตร์
จะเป็นการจุดประกายฝันให้พวกเขาได้อย่างดีทีเดียวนะครับ
สวัสดีครับทุกท่าน
ผมเข้ามาอ่านอีกรอบนึงครับ รอบนี้ กลับมาด้วยความสงสัยส่วนตัวหลายประการ
หากพี่กัญญา กลับมาอ่านอีกครั้งก็กรุณาช่วยไขข้อข้องใจเล็กๆ ด้วยนะครับ
ผมประทับใจในบุคลิกภาพส่วนตัวของพี่กัญญาอย่างมาก ซึ่งผมคิดว่า เป็นบุคลิกภาพ นิสัยใจคอ ของนักวิทยาศาสตร์โดยแท้ ช่างสงสัยใคร่รู้ เอาจริงเอาจังกับการค้นหาความรู้ และเน้นความรู้เชิงประจักษ์
และที่สำคัญทีสุดก็คือ "โลกทัศน์"
ผมเชื่อว่าจุดเริ่มต้นที่เราจะสร้างใครสักคนให้เป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ในอนาคต มันน่าจะต้องเริ่มต้นที่โลกทัศน์ต่อการมองสิ่งต่างๆรอบๆ ตัวเรา ดังที่พี่กัญญาบอกว่า
"ถ้าเราเห็นโลกนี้เป็นเรื่องที่น่าตื่นตาตื่นใจ ความรู้ต่างๆ ก็อยู่ตรงหน้าเรานั่นเอง"
อ่านเรื่องราวของพี่กัญญาแล้วทำให้ผมเชื่อว่า
นักวิทยาศาสตร์นั้นมองโลกด้วยความสงสัยใคร่รู้ ตื่นตาตื่นใจ
แต่คนธรรมดานั้นมองโลกด้วยความธรรมดา ออกจะน่าเบื่อนิดๆ ด้วยซ้ำไป เรื่องธรรมดาๆ ที่อยู่รอบๆ ตัวเรา
ปรากฏการณ์เดียวกัน นักวิทยาศาสตร์จะมองปรากฏการณ์นั้นด้วยความตื่นตะลึง แต่คนธรรมดาไม่สนใจ และผ่านเลยไป
ดูอย่างลูกแอ๊ปเปิ้ลที่ตกลงมาทุกวี่ทุกวัน ทำไมจึงไม่มีใครเห็น และคิดอย่าง เซอร์ไอแซค นิวตันบ้าง
....
ผมขออนุญาติเชื่อมโยงในประเด็นของ "ครูเพื่อศิษย์" หน่อยนะครับ ผมเชื่อว่า สิ่งที่เป็นพี่กัญญาในวันนี้ น่าจะเกิดจากการหล่อหลอม บ่มเพาะ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง มาเป็นระยะเวลานาน ซึ่งมองไปมองมา ก็ไม่หน้าจะหนีพ้นความรับผิดชอบของสองสถาบันการศึกษา คือ ครอบครัว และโรงเรียน
สิ่งที่ผมอยากจะเรียนถามให้พี่กัญญาช่วยให้ความกระจ่างเพิ่มเติมก็คือ บุคลิกภาพ นิสัยใจคอ ของพี่กัญญา ในวันนี้ ได้รับอิทธิพลมาจากใคร หรืออะไรบ้าง เช่นอาจเป็น คุณพ่อ คุณแม่ หรือคุณครู ผู้เป็นแรงบันดาลใจในการแสวงหาความรู้
หรือมีกระบวนการเรียนการสอนใด ที่พี่กัญญาประทับใจ และทำให้กลายเป็นตัวตนเช่นทุกวันนี้ จริงๆ แล้วในสิ่งที่พี่กัญญาตอบมาข้างต้น ผมก็พอจะเห็นภาพถึงกระบวนการเรียนการสอน ที่พี่กัญญาใช้กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น และสร้างแรงบันดาลใจให้หลาน 8 ขวบแล้ว แต่อยากให้ช่วยขยายความอีกนิดถึงความประทับใจในการเรียนรู้ของพี่กัญญา เมื่อครั้งอดีตที่ผ่านมา เผื่อว่าบางทีอาจจะเป็นประโยชน์ต่อคนในแวดวงการศึกษาจำนวนมากนะครับ
มาถึงตรงนี้ ผมได้ข้อสรุปส่วนตัวเล็กๆ ในประเด็นของ "ครูเพื่อศิษย์" จากบริบทของพี่กัญญาว่า
ครูเพื่อศิษย์ จะต้องเป็นคนที่มีความรู้ในศาสตร์นั้นอย่างลึกซึ้ง ซึ่งเกิดจาก "ความรัก" ในศาสตร์นั้นๆ ซึ่งจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดวงจรการเรียนรู้ สงสัย-ตั้งคำถาม-หาคำตอบด้วยตัวเอง โดยผ่านการเรียนรู้เชิงประจักษ์ เป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ และในที่สุดก็จะเกิดเป็น "ความรู้เชิงประจักษ์" หรือ "ปัญญาปฏิบัติ" ของคนๆ นั้น ที่จะนำไปถ่ายทอดให้ลูกศิษย์ต่อไป
ในลำดับถัดมา ครูเพื่อศิษย์ จะต้องถ่ายทอดกระบวนการเรียนรู้เชิงประจักษ์ ที่ท่านได้ผ่านมากับตัวเอง ให้แก่ลูกศิษย์ ด้วยการสร้างแรงบันดาลใจ ชี้ชวนให้สงสัย ชักชวนให้ตั้งคำถาม แล้วก็แนะวิธีที่ทำให้ศิษย์ค้นพบคำตอบด้วยตัวเอง ด้วยกระบวนการเรียนรู้ที่ครูผ่านมาในแบบเดียวกัน .... ขอขอบคุณครูเพื่อศิษย์ทุกท่านนะครับ
สวัสดีครับทุกท่าน
ผมเข้ามาอ่านอีกรอบนึงครับ รอบนี้ กลับมาด้วยความสงสัยส่วนตัวหลายประการ
หากพี่กัญญา กลับมาอ่านอีกครั้งก็กรุณาช่วยไขข้อข้องใจเล็กๆ ด้วยนะครับ
ผมประทับใจในบุคลิกภาพส่วนตัวของพี่กัญญาอย่างมาก ซึ่งผมคิดว่า เป็นบุคลิกภาพ นิสัยใจคอ ของนักวิทยาศาสตร์โดยแท้ ช่างสงสัยใคร่รู้ เอาจริงเอาจังกับการค้นหาความรู้ และเน้นความรู้เชิงประจักษ์
และที่สำคัญทีสุดก็คือ "โลกทัศน์"
ผมเชื่อว่าจุดเริ่มต้นที่เราจะสร้างใครสักคนให้เป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ในอนาคต มันน่าจะต้องเริ่มต้นที่โลกทัศน์ต่อการมองสิ่งต่างๆรอบๆ ตัวเรา ดังที่พี่กัญญาบอกว่า
"ถ้าเราเห็นโลกนี้เป็นเรื่องที่น่าตื่นตาตื่นใจ ความรู้ต่างๆ ก็อยู่ตรงหน้าเรานั่นเอง"
อ่านเรื่องราวของพี่กัญญาแล้วทำให้ผมเชื่อว่า
นักวิทยาศาสตร์นั้นมองโลกด้วยความสงสัยใคร่รู้ ตื่นตาตื่นใจ
แต่คนธรรมดานั้นมองโลกด้วยความธรรมดา ออกจะน่าเบื่อนิดๆ ด้วยซ้ำไป เรื่องธรรมดาๆ ที่อยู่รอบๆ ตัวเรา
ปรากฏการณ์เดียวกัน นักวิทยาศาสตร์จะมองปรากฏการณ์นั้นด้วยความตื่นตะลึง แต่คนธรรมดาไม่สนใจ และผ่านเลยไป
ดูอย่างลูกแอ๊ปเปิ้ลที่ตกลงมาทุกวี่ทุกวัน ทำไมจึงไม่มีใครเห็น และคิดอย่าง เซอร์ไอแซค นิวตันบ้าง
....
ผมขออนุญาติเชื่อมโยงในประเด็นของ "ครูเพื่อศิษย์" หน่อยนะครับ ผมเชื่อว่า สิ่งที่เป็นพี่กัญญาในวันนี้ น่าจะเกิดจากการหล่อหลอม บ่มเพาะ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง มาเป็นระยะเวลานาน ซึ่งมองไปมองมา ก็ไม่หน้าจะหนีพ้นความรับผิดชอบของสองสถาบันการศึกษา คือ ครอบครัว และโรงเรียน
สิ่งที่ผมอยากจะเรียนถามให้พี่กัญญาช่วยให้ความกระจ่างเพิ่มเติมก็คือ บุคลิกภาพ นิสัยใจคอ ของพี่กัญญา ในวันนี้ ได้รับอิทธิพลมาจากใคร หรืออะไรบ้าง เช่นอาจเป็น คุณพ่อ คุณแม่ หรือคุณครู ผู้เป็นแรงบันดาลใจในการแสวงหาความรู้
หรือมีกระบวนการเรียนการสอนใด ที่พี่กัญญาประทับใจ และทำให้กลายเป็นตัวตนเช่นทุกวันนี้ จริงๆ แล้วในสิ่งที่พี่กัญญาตอบมาข้างต้น ผมก็พอจะเห็นภาพถึงกระบวนการเรียนการสอน ที่พี่กัญญาใช้กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น และสร้างแรงบันดาลใจให้หลาน 8 ขวบแล้ว แต่อยากให้ช่วยขยายความอีกนิดถึงความประทับใจในการเรียนรู้ของพี่กัญญา เมื่อครั้งอดีตที่ผ่านมา เผื่อว่าบางทีอาจจะเป็นประโยชน์ต่อคนในแวดวงการศึกษาจำนวนมากนะครับ
มาถึงตรงนี้ ผมได้ข้อสรุปส่วนตัวเล็กๆ ในประเด็นของ "ครูเพื่อศิษย์" จากบริบทของพี่กัญญาว่า
ครูเพื่อศิษย์ จะต้องเป็นคนที่มีความรู้ในศาสตร์นั้นอย่างลึกซึ้ง ซึ่งเกิดจาก "ความรัก" ในศาสตร์นั้นๆ ซึ่งจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดวงจรการเรียนรู้ สงสัย-ตั้งคำถาม-หาคำตอบด้วยตัวเอง โดยผ่านการเรียนรู้เชิงประจักษ์ เป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ และในที่สุดก็จะเกิดเป็น "ความรู้เชิงประจักษ์" หรือ "ปัญญาปฏิบัติ" ของคนๆ นั้น ที่จะนำไปถ่ายทอดให้ลูกศิษย์ต่อไป
ในลำดับถัดมา ครูเพื่อศิษย์ จะต้องถ่ายทอดกระบวนการเรียนรู้เชิงประจักษ์ ที่ท่านได้ผ่านมากับตัวเอง ให้แก่ลูกศิษย์ ด้วยการสร้างแรงบันดาลใจ ชี้ชวนให้สงสัย ชักชวนให้ตั้งคำถาม แล้วก็แนะวิธีที่ทำให้ศิษย์ค้นพบคำตอบด้วยตัวเอง ด้วยกระบวนการเรียนรู้ที่ครูผ่านมาในแบบเดียวกัน .... ขอขอบคุณครูเพื่อศิษย์ทุกท่านนะครับ