ย้อนหลังไปประมาณกลางปี พ.ศ. 2549 คุณหมอสมเจตน์ เหล่าลือเกียรติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลท่าม่วงในขณะนั้น ท่านได้มีความคิดว่าในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลน่าจะมีกลุ่มผู้พิการที่เรายังเข้าไปดูแลไม่ทั่วถึง เราจะเข้าไปดูแลเขาได้อย่างไรบ้าง เมื่อท่านเปิดประเด็นไว้ก็เป็นโจทย์ที่ฉันในฐานะเจ้าหน้าที่กลุ่มเวชปฏิบัติครอบครัวและชุมชนต้องรีบควัก

เรื่องเล่า ....... ฟื้นฟูสุขภาพเพื่อรอยยิ้ม…….

 

                        ย้อนหลังไปประมาณกลางปี พ.ศ. 2549  คุณหมอสมเจตน์  เหล่าลือเกียรติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลท่าม่วงในขณะนั้น ท่านได้มีความคิดว่าในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลน่าจะมีกลุ่มผู้พิการที่เรายังเข้าไปดูแลไม่ทั่วถึง เราจะเข้าไปดูแลเขาได้อย่างไรบ้าง เมื่อท่านเปิดประเด็นไว้ก็เป็นโจทย์ที่ฉันในฐานะเจ้าหน้าที่กลุ่มเวชปฏิบัติครอบครัวและชุมชนต้องรีบควักข้อมูลเกี่ยวกับผู้พิการในเขตับผิดชอบขึ้นมาศึกษา   ตอนแรกฉันคิดว่าผู้พิการและผู้สูงอายุซึ่งญาติเอามาไว้ที่สถานพยาบาลผู้สูงอายุโสธรชัยน่าจะมีปัญหาที่เราควรเข้าไปดูแล แต่ท่านผู้อำนวยการฯบอกว่า 

 “ลองไปดูที่วัดวังขนายฯ ซิ  เห็นว่ามีผู้พิการหลายคนอาศัยอยู่ที่นั่น”  พอฉันเข้าไปดูพบว่ามีผู้พิการซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงอายุ  จำนวนทั้งสิ้น  58  คน และทราบว่าผู้พิการที่มารักษาฟื้นฟูโดยการอาบและแช่น้ำแร่ที่วัดนี้ส่วนใหญ่มาจากต่างจังหวัด โดยญาติ ๆ พากันมา ไม่สะดวกในการเดินทางไปกลับและเป็นโรคเรื้อรังต้องรักษากันเป็นเวลานาน จึงพักค้างอยู่ที่วัด ภาพเตียงไม้ต่อประกอบแบบง่าย ๆ วางเรียงรายแออัดอยู่ในศาลาวัดที่มีฝาผนังกั้นไม่รอบทั้ง 4 ด้าน เป็นสถานที่พักฟื้นซึ่งทางวัดพอจะรองรับได้ตามสภาพ ณ เวลานั้น ระยะแรก ๆ ก็มีญาติมาดูแลบ้าง มอบเงินไว้เป็นค่าใช้จ่ายบ้าง แต่นานวันไปผู้พิการบางส่วนถูกบุตรหลานทอดทิ้ง ตกเป็นภาระของทางวัดที่ต้องดูแลต่อเนื่อง ซึ่งผู้ทำหน้าที่ดูแลขณะนั้นมี 4 คน ก็ดูกันไปตามประสาที่พอจะช่วยประคับประคองให้ดำเนินกิจวัตรประจำวันไปได้เพียงเท่านั้น  ฉันจึงนำข้อมูลที่พบกลับมานำเสนอผู้บริหารและจัดทำโครงการฟื้นฟูสุขภาพผู้พิการและด้อยโอกาส ณ วัดวังขนายทายิการาม  พร้อมรวบรวมผู้ที่มีใจอยากจะทำบุญทำกุศลกับผู้พิการเหล่านี้ โดยเป็นการรวมตัวกันของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขท่าม่วงซึ่งประกอบด้วย เภสัชกร, นักสุขศึกษา, นักจิตวิทยา, พยาบาลวิชาชีพ, นักวิชาการสาธารณสุข และ นักกายภาพบำบัดรวมได้ราว ๆ  10  ชีวิต ฉันจำได้ว่า  ฉันบอกกับน้องๆ  ว่างานนี้ไม่มีเบี้ยเลี้ยงให้นะมีเพียงค่าอาหารกลางวันวันละ  30  บาท  ต่อคนเท่านั้น  เพราะเงินในโครงการทั้งหมดส่วนใหญ่จะเอาไปซื้ออุปกรณ์สำหรับฝึกเดินและบริหารส่วนต่างๆ  ของร่างกายมอบให้กับผู้พิการ  น้องๆ  ทุกคน  ก็ O.K.  ในวันเปิดโครงการวันแรกคุณหมอกิตติพงษ์  ซึ่งเป็นรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลท่าม่วง  ทำพิธีเปิดโครงการให้กับพวกเรา  พวกเราช่วยกันเข็นผู้พิการ  ที่ละคนเพื่อไปนั่งรอทำพิธีเปิด  ตอนแรกเราเข็นกันอย่างทุลักทุเลมาก  เพราะไม่ค่อยมีความชำนาญเท่าใดนักในวันนั้นผู้พิการส่วนใหญ่จะร้องไห้ดีใจที่พวกเรามาให้การช่วยเหลือดูแลพวกเขา  พอทำพิธีเปิดเสร็จ  พวกเราก็ช่วยกันประเมินภาวะสุขภาพจิตของพวกเขาปรากฏว่า 

กว่า 80  เปอร์เซ็นต์  เขาอยากฆ่าตัวตาย  และคิดว่าชีวิตเขา  ไม่มีคุณค่าอะไร  ไม่มีใครสนใจ 

ในทีมพวกเรากว่าจะประเมินภาวะสุขภาพจิตกันได้ครบกระบวนความ  ดวงตาของแต่ละคนแดงก่ำบวมดั่งลูกมะกรูด  เพราะชีวิตของพวกเขาแต่ละคนช่างมีเรื่องราวที่เราไม่คาดคิดมากมายนักว่าในชีวิตคนคนหนึ่งจะมีโอกาสได้พานพบ 

ลุงวุฒิชัย  อายุ  62  ปี  เป็นอัมพาตตั้งแต่ช่วงคอถึงปลายเท้า  ตอนแรกภรรยาของลุงแกจะเป็นคนดูแลแกต่อมาภรรยาแกเป็นโรคเบาหวานตาบอดสนิทลูกเลยพาแกมาทิ้งไว้ที่วัด  ลุงวุฒิชัยหวังว่าสักวันลุงจะเดินได้เพื่อกลับไปดูแลภรรยา

 ตะวันเป็นอัมพาตท่อนล่าง  แม่พาเขามาแช่น้ำแร่ที่วัดวังขนายฯ  และให้อยู่รักษาตัวที่วัด  ตอนแม่จะกลับบ้านขณะข้ามถนนถูกรถชนตาย

จ่าเสวย  ซึ่งพวกเราจะเรียกแก่ว่าลุงจ่า  แกเป็นอัมพาตซีกซ้าย  ลุงจ่าเคยเป็นตำรวจล่อซื้อยาบ้า  ถูกคนร้ายยิงจนเป็นอัมพาต  แกถูกออกจากราชการ  และถูกลูกๆนำมาไว้ที่วัด 

หลังประเมินสุขภาพจิต  แล้วก็ประเมินสุขภาพกายของแต่ละคน คนที่ต้องได้รับการรักษาก็มีการสั่งจ่ายยาและนำยาจากโรงพยาบาลไปมอบให้ที่วัด ในส่วนที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลก็จัดรถของโรงพยาบาลมารับไปดูแล

            นับจากนั้นในทุกวันศุกร์ต่อๆ มาเราทราบว่าเป็นวันที่ทั้งเขาและเรารอคอยที่จะได้พบเจอ..ส่งรอยยิ้มให้กันและกัน..และทำกิจกรรมร่วมกัน  พวกเราจะรวมทีมกันออกจากโรงพยาบาลตั้งแต่เช้าเพื่อไปที่วัดวังขนายฯ  ระหว่างทางเราจะปรึกษากันไปบนรถว่าจะทำอะไรกันบ้าง  ใครมีอาการอย่างไรบ้างที่จะส่งต่อให้ทีมงานที่เกี่ยวข้องดูแล  ในช่วงเช้าพอพวกเราไปถึง ผู้ดูแลผู้พิการมี่มีอยู่  4  คนและผู้พิการที่พอจะช่วยเหลือตนเองได้บ้าง  ก็จะพาผู้พิการทั้งหมดที่พอจะนั่งรถเข็นได้ออกมานั่งรอพวกเราที่ศาลา  น้องทีมงานที่เป็นนักสุขศึกษา  ก็จะอ่านหนังสือพิมพ์ข่าวต่างๆ  ในรอบสัปดาห์ให้พวกเขาได้รับรู้  เพราะพวกเขาไม่มี  โทรทัศน์ที่จะดูข่าวสารต่างๆ  ไม่รู้ความเป็นไปของบ้านเมือง  ต่อจากนั้น  ก็จะแยกย้ายกันไปทำกลุ่ม  เช่น  กลุ่มวาดภาพทาสีรูปภาพ,  ตรวจร่างกาย  ใครที่ผิดปกติก็จะเอายามาให้ในช่วงบ่าย,  ส่วนใหญ่พวกเราจะอยู่ในส่วนของการทำกายภาพบำบัด  โดยมีนักกายภาพเป็นคนพิจารณาว่าคนนี้ควรจะทำกายภาพแบบใด  ในวันศุกร์สัปดาห์ที่  2  ของเดือนเราจะมี  VCD  เป็นหนังตลกให้พวกเขาได้ดูกัน  และในวันศุกร์สัปดาห์สุดท้ายของเดือนเราจะเชิญตำรวจซึ่งเป็นกลุ่มตำรวจชุมชนสัมพันธ์มาเล่นดนตรีให้ผู้พิการได้ออกมาร้องเพลงและรำวงกัน  ในวันนี้พวกเราจะสนุกสนานกันมากบางคนพูดยังไม่ชัดแต่ร้องเพลงได้เพราะมากพวกเราจะร่วมรำวงกับเขา  บางคนเกิดมายังไม่เคยรำเลยก็ออกมารำวงกับผู้พิการอย่างสนุกสนาน  ในวันปีใหม่  พวกเราจัดงานปีใหม่ให้พวกเขาโดยการรวบรวมเงินจากเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลที่ร่วมกันสมทบร่วมบุญ  นำเงินมาซื้ออาหารและของขวัญให้พวกเขา  ภาพพวกเขากินกันอย่างเอร็ดอร่อย  ทำให้พวกเราปลื้มใจมาก  มีการจับของขวัญโดยทำเป็นเบอร์ให้เขาจับกัน  บางคนได้เพียงสบู่  2  ก้อน  ก็ดูเขาช่างมีความสุขนัก  และในวัน สงกรานต์พวกเราจัดงานวันสงกรานต์ให้กับพวกเขา  เราช่วยกันเก็บดอกรักมาร้อยเป็นพวงมาลัย  และเชิญคุณหมอกุ้ง ( พญ.ธญรช  )เป็นคนมอบพวงมาลัยให้กับผู้พิการทุกคนตอนรดน้ำ  พวกเราจัดให้ผู้พิการที่อายุ  70  ปี  ขึ้นไปจำนวน  14  คน  นั่งให้พวกเราและผู้พิการที่เหลือรดน้ำคุณหมอกุ้งเดินนำหน้าโดยมีพวกเราค่อยๆ  เข็นผู้พิการที่ละคนไปรดน้ำผู้พิการที่เตรียมไว้ฉันจำหน้าคุณหมอกุ้งได้ดีคุณหมอรดน้ำไปพร้อมกับน้ำตาคลออย่างมีความสุข  ที่ได้รับพรจากผู้พิการเหล่านั้น  ซึ่งเหมือนกับฉันซึ่งร้องไห้ตั้งแต่ได้รับพรจากผู้พิการคนแรกแล้ว  มันเป็นน้ำตาแห่งความสุข  มันอิ่มใจอย่างบอกไม่ถูก  จากวันนั้นมา  เมื่อถึงวันใกล้สิ้นสุดโครงการตามกำหนด 1 ปี ความรู้สึกใจหาย โหวงเหวงในอกอย่างไรบอกไม่ถูกพวกเราได้เห็นเขาตั้งแต่บางคนนอนอยู่บนเตียงกระดุกกระดิกแขนขาได้เล็กน้อย  เริ่มค่อยๆ  ลุกนั่งได้,  เดินจับราวเหล็ก,  เดินวอกเก้อ เดินโดยใช้ไม้สามขา  แล้วก็สามารถเดินได้ด้วยตนเอง  มันเป็นพัฒนาการที่เป็นไปอย่างช้าๆ  ถึงแม้พวกเขาจะเดินได้ไม่ปกตินักแต่เขาก็สามารถไปไหนมาไหนได้โดยไม่ต้องนั่งรถเข็นอีกต่อไป หลังครบ 1 ปีตามโครงการที่วางแผนไว้ เราได้ประสานถ่ายโอนให้กับเทศบาลตำบล และสถานีอนามัยที่รับผิดชอบดูแลต่อเนื่อง ส่วนพวกเราทีมโรงพยาบาลได้ถอยออกมาก้าวหนึ่งเป็นที่ปรึกษาให้กับองค์กรท้องถิ่นและผู้ดูแลประจำ แต่ภาพของผู้พิการที่หลั่งน้ำตาในคราที่เราบอกว่าสิ้นสุดโครงการแล้วนะ...ยังติดตรึงตาจึงทำให้พวกเรานัดรวมตัวกันเดือนละ 1 ครั้งเข้าไปเยี่ยมและร่วมกิจกรรมฟื้นฟูสุขภาพ จัดสันทนาการให้กับผู้พิการ นับจากวันนั้น...จวบจนปัจจุบันรวมเวลาประมาณ 3 ปี ที่เราไม่เคยรู้สึกว่านี่คืองานในหน้าที่ แต่รู้สึกว่าเป็นกิจวัตรประจำเดือนที่ทำด้วยความสุขใจ  ต่อมาเมื่อโครงการจิตอาสาของกระทรวงสาธารณสุขได้ถูกกำหนดและประชาสัมพันธ์ ทำให้ได้ย้อนคิดว่า อ๋อ! ….สิ่งที่เราทำกันมานั่นแหละ”จิตอาสา”

 

 

       นางราตรี   รู้ทัน  นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ กลุ่มงานเวชปฏิบัติครอบครัวและชุมชน

                                         โรงพยาบาลท่าม่วง อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี