“ ตั้งต้นที่ใจ .......ความงอกงามในใจ …..ขอบคุณพระเจ้า”

เรื่องเล่า  “ ตั้งต้นที่ใจ .......ความงอกงามในใจ …..ขอบคุณพระเจ้า”

 

ในค่ำคืนหนึ่งสามีของฉันกลับมาจากคลินิกด้วยสีหน้าท่าทางที่ดูผิดไปจากเคย แววตาคล้าย จะมีเครื่องหมายคำถามหมุนวนส่งมาให้ฉันสัมผัสได้แบบเงียบ ๆ แต่จู่ๆ เขาก็ถามฉันว่า

 “ ที่โรงพยาบาลของเธอใครเป็นคนบอกผลเลือดเฮชไอวีกับคนไข้”

ฉันจึงตอบด้วยน้ำเสียงธรรมดาเหตุเพราะรู้สึกเฉย ๆ ว่า

“ ก้อพยาบาลไง ”

 “ เธอน่ะนะ” เขาย้อนถาม 

“ใช่ก้อพยาบาลห้องCounselingนี่แหละเป็นคนบอก” เขาเงียบไปชั่วครู่ฉันจึงย้อนถามว่า

“ มีอะไรหรือ? ” ใจเริ่มคิดเตลิดไปไกลว่า “ เอ๊ะ! เราไปบอกผลเลือดกับใครแล้วคนไข้ทำใจยอมรับไม่ได้/เกิดเหตุการณ์อะไรร้ายแรงหรือเปล่า? ”  เขาไม่ตอบแต่อมยิ้มเล็กน้อย นั่นเท่ากับยิ่งเป็นตัวเร่งความสงสัยของฉันให้พุ่งปรี๊ดขึ้นมา เขาเงียบไปอีกอึดใจแต่เนิ่นนานนักในความรู้สึกของฉันเวลานั้น แล้วเขาก็บอกว่า

 “ พูดไปเธอต้องรู้ว่าเขาเป็นใคร ”  คำตอบของเขายิ่งสร้างความงุนงงหนักขึ้น เขาจะพูดถึงเรื่องอะไรกันแน่ ฉันจึงเป็นฝ่ายเงียบบ้าง  แล้วเขาก็เริ่มเล่าเรื่องที่เขาเพิ่งประสบมาที่คลินิกก่อนที่จะกลับบ้าน ว่า เขาได้นัดคนไข้รายหนึ่งให้ไป Admitted ที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดในช่วงบ่ายของวันนี้ เพื่อเตรีมความพร้อมก่อนการผ่าตัด Dergavang ที่ข้อมือขวา  และในเย็นวันเดียวกันนั่นเองพยาบาลก็โทรศัพท์มาแจ้งว่าคนไข้รายนี้มีผลเลือดเอชไอวี Positive จะให้พยาบาลบอกผลเลือดเองหรือแพทย์เจ้าของไข้จะบอก  เขารู้สึกตกใจมากเมื่อพยาบาลแจ้งผลมาเพราะคนไข้รายนี้ดูสุขภาพปกติดีทุกอย่าง เขาประกอบอาชีพขายอาหารตอนกลางวันที่ร้านซึ่งเพิ่งเปิดบริการได้ไม่กี่เดือนและมีลูกค้ามากมาย ธุรกิจกำลังไปได้ดี  เขาจึงตัดสินใจให้พยาบาลแจ้งคนไข้ว่าให้คนไข้กลับมาคุยกับแพทย์ที่คลินิกหน่อยในเย็นวันนั้น  เขารอจนคนไข้อื่นในคลินิกหมดเพื่อจะได้มีเวลาพูดคุยกับคนไข้รายนี้มากๆ เมื่อคนไข้รายนี้เข้ามาพบ เขารู้สึกว่ามันเป็นการยากลำบากที่จะเริ่มต้นพูดถึงเรื่องของผลเลือดตัวนี้  เขาเริ่มด้วยการบอกว่าผลเลือดของคุณมีปัญหาที่หมอต้องให้คุณมาที่นี่เพื่อจะได้พูดคุยถึงผลเลือดอย่างเป็นส่วนตัวเพราะกังวลว่าถ้าแจ้งผลเลือดคุณพรุ่งนี้ ก็อาจจะต้องใช้เวลาพูดคุยที่ข้างเตียงผู้ป่วย กลัวว่าคนไข้ข้างๆจะสงสัยแล้วเขาก็แจ้งผลเลือดเอชไอวี Positive กับคนไข้ ครั้งแรกที่คนไข้รับรู้เขามีท่าทีปฏิเสธบอกว่าเป็นไปไม่ได้และร้องไห้     เขารู้สึกอึดอัด ตกใจ ทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้จะใช้คำพูดอะไรต่อดี รับรู้แต่ว่ามันเป็นความอึดอัดของเขาและเป็นความทุกข์ ความเศร้า ความมืดมน  ตีบตันเหมือนหมดหนทาง หมดความหวัง ไม่อยากจะพูดจะตอบ จะถามหรือจะเคลื่อนไหวร่างกายของคนไข้  พักหนึ่งหลังจากที่เงียบกันไปทั้งคู่ คนไข้จึงเงยหน้าถามว่าแล้วหนูจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน  เขาจึงอธิบายเรื่องโรค แนวทางการรักษา คร่าวๆ ( ที่เขาเคยถามฉันในบางครั้งที่เขาเห็นคนไข้กลุ่มโรคนี้วิ่งมาทักฉันเวลาไปเดินซื้อของในตลาด เพราะคนไข้ดูสุขภาพแข็งแรงจนดูไม่ออกว่าเขาเป็นโรคนี้ ว่าเขาทานยาอะไรดูแลอย่างไร )..............

และคนไข้ก็เล่าให้เขาฟังว่า ตนเคยมีเพศสัมพันธ์กับชายคนหนึ่งเพียงไม่กี่ครั้ง และไม่ได้ใช้ชีวิตร่วมกัน คนในครอบครัวไม่มีใครรู้เรื่องความสัมพันธ์ครั้งนี้ แล้วนี่จะบอกน้องชายที่มาด้วยว่าอย่างไรดี  แพทย์ได้แต่บอกคนไข้ว่าให้มั่นใจว่าผลเลือดในวันนี้ไม่ได้แจ้งใครนอกจากผู้ป่วย และพยาบาลที่ดูแลเท่านั้นที่จะทราบ  เมื่อมาถึงตรงนี้ฉันสบโอกาส จึงพูดแทรกขึ้นว่า

 “ นี่คือเหตุผลที่ทำไมฉันจึงให้เวลา ทุ่มเทกับคนไข้กลุ่มนี้มาก จนบางครั้งคุณยังบ่นว่าฉันอยู่บ่อยๆว่าทำไมกลับบ้านช้า ทำไมไปรับลูกที่โรงเรียนช้า  ทำไมให้เวลากับลูกน้อย...นี่ถ้าเธอให้เวลาดูแลลูกๆได้เท่าๆกับที่เธอให้เวลากับงานและคนไข้พวกนี้  ลูกจะเก่งกว่านี้อีกเยอะ” ถ้อยคำในอดีตของเขา เริ่มทยอยลำดับเข้ามาในสมองและพรางพรูสะท้อนกลับด้วยน้ำเสียงของฉันเวลานี้

ด้วยถ้อยคำเหล่านั้น บางครั้งมันทำให้ฉันคิดว่าฉันบ้ากับงานเกินไปหรือเปล่า หรือบางครั้งก็ให้เบอร์โทรศัพท์ส่วนตัวกับคนไข้เพื่อว่าเวลาที่เขาทุกข์ใจ ไม่รู้จะปรึกษาใครอย่างน้อยก็ยังมีเราที่พร้อมจะให้ความห่วงใย ความเอื้ออาทรยามที่เขาทุกข์ใจสุดๆในชีวิต   ..............   

เมื่อเขาเริ่มนิ่ง ดวงตามุ่งมั่นตั้งใจฟังฉันโดยปราศจากเสียงโต้แย้ง ฉันจึงเริ่มเล่ารูปแบบการดูแลคนไข้กลุ่มโรคนี้ของโรงพยาบาลท่าม่วงให้เขาฟังว่าฉันเริ่มให้การปรึกษาผู้ติดเชื้อเอชไอวี/ผู้ป่วยเอดส์ ตั้งแต่พ.ศ. 2539  โดยมีเป้าหมาย เพื่อเตรียมความพร้อมของผู้ที่จะรับการตรวจเลือดหาเชื้อเอดส์  และเตรียมความพร้อมของผู้ที่จะรับทราบผลการตรวจเลือดหาเชื้อเอดส์ที่เป็นผลบวกและผลลบ จากประสบการณ์การปฏิบัติงาน  ทำให้รับรู้ได้ว่า คนที่ป่วยเป็นโรคนี้มีความทุกข์ทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจ  รู้สึกผิด รู้สึกละอายใจ  ไร้คุณค่า แตกต่างจากผู้เจ็บป่วยด้วยโรคอื่นๆ ทางหน่วยงานพยายามหาแนวทางการพัฒนาระบบดูแลผู้ติดเชื้อ / ผู้ป่วยเอดส์โดยใช้กระบวนการกลุ่ม การให้การปรึกษาเพื่อเสริมสร้างคุณค่าพลังอำนาจในตัวผู้ป่วยให้เกิดความเข้มแข็งในตัวของเขาเอง  พบว่าช่วยให้ผู้รับบริการได้มีการระบายความรู้สึก  แลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกันซึ่งในเวทีของการทำกลุ่มนี้เราสามารถสร้างให้สมาชิกรับรู้ถึง คุณค่าของการให้ ไม่ว่าจะเป็นการให้ข้อมูลหรือประสบการณ์สิ่งดี / น้ำใจจากเพื่อนได้ด้วยการที่เราเป็นสื่อกลางในการขอบคุณและชื่นชมกับประสบการณ์การดูแตนเองให้ดีขึ้น ที่เป็นแบบอย่างดีๆให้เพื่อนๆได้อีกทางหนึ่งรวมถึงเป็นการฝึกการให้โดยไม่หวังผลตอบแทนด้วย   มีการให้กำลังใจซึ่งกันและกัน  มีการให้ความรัก   ความห่วงใยด้วยความจริงใจ  ให้ความเอื้ออาทรต่อกันและกัน  เรามีการดูแลด้านร่างกายที่เป็นการรักษา ควบคู่ไปกับการดูแลในเชิงป้องกันด้วย   โดยเมื่อประมาณ ปีพ.ศ. 2544 เราเริ่มมีการดูแลผู้ป่วยที่ใช้รูปแบบของกระบวนการกลุ่มซึ่งในขณะนั้นกลุ่มของเรามีกันเพียง 4-7 คนต่อการทำกลุ่มแต่ละครั้ง มาพบกันได้บ้างไม่ได้บ้างแล้วแต่ภาระงาน แต่ก็มีผลให้พวกเขารู้สึกผูกพันกันได้ระดับหนึ่ง มีกิจกรรมทำดอกไม้ใยบัวร่วมกัน โดยตั้งชื่อกลุ่มว่า  “ กลุ่มรักษ์ม่วง” โดยมีอาสาสมัครผู้ติดเชื้อร่วมกับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลในการดำเนินกิจกรรมพบกลุ่มทุกวันอังคาร, กิจกรรมเยี่ยมบ้าน, กิจกรรมให้การปรึกษา  พร้อมทั้งให้การดูแลในด้านสังคมเศรษฐกิจควบคู่กันไป    ภายใต้งบประมาณสนับสนุนจาก ส.ค.ร.4,  Global  Fund  และในปีพ.ศ. 2545  มีนโยบายการเข้าถึงบริการยาต้านไวรัสเอดส์ระดับชาติเข้ามา  ทำให้ผู้ติดเชื้อ / ผู้ป่วยเอดส์ได้รับยาต้านไวรัสฯ  ยาป้องกันโรคแทรกซ้อน การนัดมาติดตามภาวะสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ ในปีพศ.2549 งานบริการให้การปรึกษามีโอกาสได้รับเชิญไปประชุมเพื่อชี้แจงการรับงบประมาณที่จะมาพัฒนาคุณภาพการดูแลผู้ติดเชื้อ/ผู้ป่วยเอดส์ ทีมงานของโรงพยาบาลจึงมาระดมสมองกันว่าเราจะทำอย่างไรดีเพื่อให้ผู้ป่วยของเรามีคุณภาพชีวิตและสุขภาพที่ดีขึ้น และแล้วทีมงานเราก็คิด Package การตรวจติดตามภาวะสุขภาพตามมาตรฐานของโรงพยาบาลท่าม่วงนั่นคือ ผู้ป่วยที่มารับบริการที่โรงพยาบาลจะต้องได้รับการตรวจในสิ่งเหล่านี้ คือ การตรวจ CD4 อย่างน้อย 2 ครั้ง / ปี ,การได้รับยาป้องกันโรคแทรกอย่างเหมาะสม ได้รับการตรวจคัดกรอง Pap smear ในผู้ป่วยเพศหญิงปีละ 1 ครั้ง , ได้รับการตรวจCMVในผู้ป่วยที่มี CD4 น้อยกว่า 50 Cell/ml , หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อต้องได้รับยาป้องกันการแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูก เป็น 100 %  แต่ผลลัพธ์จากการกำหนดมาตรฐานการดูแลนี้ก็ยังไม่เป็นผลที่น่าพอใจนักและเราก็ยังไม่ได้เก็บตัวเลขที่ชัดเจนนัก  ซึ่งต่อมาต้องขอบคุณพระเจ้าที่  หลังจากนั้นในเดือนมีนาคม 2550 คลินิกภูมิคุ้มกันบกพร่อง โรงพยาบาลท่าม่วง ได้รับการทาบทามจากงานโรคเอดส์ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาญจนบุรี ให้เป็นโรงพยาบาลนำร่องของจังหวัด  ที่จะไปประชุมในเรื่องของ HIVQUAL – T  ที่เป็นโปรแกรมวัดผลการดูแลผู้ติดเชื้อ/ผู้ป่วยเอดส์ ที่มีตัวชี้วัดคล้ายๆกับมาตรฐานการดูแลที่ทางทีมงานเราได้กำหนด เราจึงตอบตกลงที่จะเป็นโรงพยาบาลนำร่องในการประเมินคุณภาพการดำเนินงานดูแลผู้ติดเชื้อ/ผู้ป่วยเอดส์  โดยวัดผลตามโปรแกรม HIVQUAL – T   ซึ่งจากผลการประเมินหลังจากนำโปรแกรมมาใช้มีผลการดำเนินการที่ก้าวหน้าระดับหนึ่ง และจากการคิด package สุขภาพดังกล่าวบังเอิญไปสอดคล้องกับการทำงานคุณภาพของสำนักโรคเอดส์ วัณโรคและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ซึ่งทำงานร่วมกับคณะกรรมการจากศูนย์ความร่วมมือไทย – สหรัฐ จึงได้คัดเลือกให้โรงพยาบาลท่าม่วงไปนำเสนอผลงานในเวที HIVQUAL – T  Forum เมื่อวันที่ 8 – 9 พฤศจิกายน 2550  ณ โรงแรมเอเซียแอร์พอร์ต  ดอนเมือง นอกจากนั้นทางหน่วยงานได้นำข้อมูลดังกล่าวเข้าประชุมในทีมคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพการดูแลผู้ติดเชื้อ/ผู้ป่วยเอดส์  และได้โอกาสพัฒนาอีก 2 เรื่อง คือ การทำแบบคัดกรองโรคหนองใน  และการรณรงค์ตรวจ Pap smear ในปี 2551

จากการดำเนินงานของกลุ่มรักษ์ม่วง และศูนย์องค์รวมร่วมกับกลุ่มอาสาสมัครผู้ติดเชื้อ / ผู้ป่วยเอดส์  ทำให้งานบริการให้การปรึกษา – กลุ่มรักษ์ม่วง ได้รับคัดเลือกจากองค์กรกองทุนโลก (Global  Fund )  ให้เป็นสถานที่ศึกษาดูงานจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น  ประเทศเขมร ( 14 สิงหาคม 2549 )    ประเทศอินเดีย (28 กันยายน 2549)    สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน(7 เมษายน 2550) และคณะคนทำงานด้านเอดส์ จากประเทศเนปาล เวียดนาม พม่า และฟิลิปปินส์ (7 กรกฎาคม 2551)

ในส่วนของกระบวนการภายในโรงพยาบาล จากการเคยมีผู้ป่วยกลุ่มนี้ที่ญาติไม่รับดูแลและมาเจ็บป่วยนอนอยู่ที่โรงพยาบาลถูกทอดทิ้งให้นอนอยู่คนเดียวอย่างโดดเดี่ยว พยาบาลบนตึกก็ดูแลตามแต่เวลาจะอำนวย แต่ในด้านของจิตใจนั้นเขาอาจได้รับการเยียวยาที่น้อยนัก ฉันจึงเริ่มขึ้นไปช่วยเหลือดูแลและชักชวนให้อาสาสมัครในกลุ่มรักษ์ม่วงที่สมัครใจขึ้นไปดูพร้อม ๆ กัน ป้อนข้าวป้อนน้ำ เช็ดเนื้อเช็ดตัว ให้คนไข้รู้สึกว่าเขายังมีเพื่อน ยังมีคนที่ห่วงใยเขาอยู่นะ และเพื่อให้อาสาสมัครได้รับรู้ เรียนรู้การให้ความรักความห่วงใยกับเพื่อนมนุษย์ /เพื่อนสมาชิกที่เจ็บป่วยด้วยโรคที่เขาเคยสัมผัสมาก่อน และรับรู้ถึงความทุกข์ในใจที่ระบายหรือบอกกับใครไม่ได้มันเป็นอย่างไร  ทำให้เขารู้สึก สัมผัสถึงความอิ่มเอมใจที่ได้ให้     และความสุขจากการให้โดยไม่หวังผลตอบแทนเป็นอย่างไรเพื่อเขาจะได้กระจายเมล็ดพันธุ์แห่งความดี ความรัก  ความเอื้ออาทรต่อๆไปให้มากขึ้นเรื่อยในกลุ่มพวกเขา จนเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลบางท่านเห็นและสัมผัสได้ถึงเมล็ดพันธ์แห่งความรัก ความเอื้ออาทรที่เจริญงอกงามที่เกิดปรากฏในกลุ่มคนไข้กลุ่มนี้ ที่เดิมคิดว่าตนเองจะไม่สามารถเผชิญอยู่ในโลกใบนี้ได้  ได้เห็นรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ เสียงสนุกสนานเฮฮาในวันพบกลุ่ม งานเลี้ยงสังสรรค์วันปีใหม่  สมาชิกในกลุ่มรักษ์ม่วงที่สมัครใจก็ไปช่วยเช็ดตัว ป้อนข้าวป้อนยา เมื่ออาการทรุดหนักและเสียชีวิตลงฉันก็ช่วยติดต่อประสานทางมูลนิธิกู้ภัย ประสานกับวัดในพื้นที่  ตั้งแต่ให้มาช่วยรับศพไปจัดการตามพิธีทางศาสนา  หรือในบางครั้งสมาชิกที่เป็นผู้ใหญ่ก็จะรับน้องเด็กๆที่ต้องมาตรวจรับยามาด้วยพร้อมกันในตอนเช้าและพากลับในตอนเย็น

            หรือบางทีผู้ป่วยบางรายที่เปิดเผยผลเลือดกับญาติในครอบครัวแล้วถูกญาติรังเกียจ  ไม่มีคนดูแลทั้งเรื่องการจัดหาอาหาร การจัดยารับประทาน การทำแผล Herpes Zoster  ฉันก็ติดต่อขอยืมชุดอุปกรณ์ทำแผล สอนสาธิตให้อาสาสมัครที่สมัครใจไปเยี่ยมดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยที่บ้าน  ซึ่งในรายที่มีปัญหาซับซ้อน ทางสมาชิกกลุ่มก็จะกลับมาเล่าให้ฟัง และฉันก็จะไปเยี่ยมที่บ้านเป็นบางราย

จากการทำงานให้การดูแลรักษาผู้ติดเชื้อผู้ป่วยเอดส์มาถึงปัจจุบัน ฉันยังพบว่าผู้ติดเชื้อรายใหม่บางรายไม่กล้าเปิดเผยผลเลือดกับคู่นอน ดังนั้นในการพูดคุยนั้นนอกจากจะต้องให้ผู้รับบริการเกิดความรู้สึกไว้วางใจแล้ฉันจะต้องใช้ทักษะการให้การปรึกษาเพื่อเปิดเผยผลเลือดอีกด้วย โดยการพูดคุยถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งในด้านบวกด้านลบ ซึ่งผู้รับบริการบางรายไว้วางใจถึงกับให้ฉันเป็นตัวแทนเขาในการเปิดเผยผลเลือดให้  

 ถึงอย่างนั้นก็ตามฉันยังพบว่า มีผู้รับบริการที่ยังมีพฤติกรรมเสี่ยงโดยมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย  โดยผู้ป่วยที่รับยาต้านไวรัสฯแล้ว 7 ราย ให้ข้อมูลดังกล่าวขณะ Individual Counselling เรื่องเพศสัมพันธ์  จึงให้การปรึกษาต่อเนื่องเรื่องการเปิดเผยผลเลือดกับคู่นอนและติดตามประเมินผลต่อ มีผู้ป่วยเปิดเผยผลเลือดกับคู่นอนแล้ว 3 ราย และพาคู่นอนมาตรวจเลือดแล้ว 2 ราย      ทำให้คู่ของเขาได้เข้าสู่กระบวนการรักษาอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน

ในปี พ.ศ. 2551 ฉันได้ปรึกษากับน้องๆผู้ร่วมงานและเริ่มทำการคัดกรองภาวะสุขภาพจิต โดยเน้นเรื่องการประเมินความเครียด การคัดกรองภาวะซึมเศร้าและความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย เริ่มดำเนินการ 19 สิงหาคม 2551 ผู้รับบริการได้รับการคัดกรองไปแล้ว 40 คน พบผู้มีภาวะซึมเศร้าและเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย 1 คน จึงให้บริการปรึกษารายบุคคลเพื่อค้นหาสาเหตุของปัญหา ส่งพบแพทย์เพื่อรับการรักษาด้วย Antidepressant และติดตาม F/U อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันผู้ป่วยไม่มี Depress mood ปฏิเสธความคิดทำร้ายตนเอง และมีแนวทางแก้ไขปัญหาได้ดีขึ้น และกำลังดำเนินการคัดกรองภาวะสุขภาพจิตกับผู้รับบริการที่เหลือ โดยตั้งเป้าหมายที่จะคัดกรองภาวะสุขภาพจิตให้ครอบคลุม 100 %

            จากประสบการณ์ทำงานโดยรวมที่ผ่านมา ฉันคิดว่าการทำงานกับกลุ่มผู้ติดเชื้อ/ผู้ป่วยเอดส์สอนให้ได้คิดทบทวนหลายๆอย่างทั้งในเรื่องการแบ่งเวลาทำงานกับครอบครัว การปรับตนเองไม่ว่าจะเป็นเรื่องทัศนคติ  การเปิดใจยอมรับผู้อื่นอย่างไม่มีเงื่อนไข กระบวนการทำงาน การติดต่อประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆทั้งภายในโรงพยาบาล และนอกโรงพยาบาล  และสิ่งที่สำคัญคือการที่จะให้ผู้ติดเชื้อ/ผู้ป่วยเอดส์ได้เปิดใจยอมรับการเจ็บป่วยของตนเอง  เปิดใจที่จะเข้ากลุ่มรักษ์ม่วง การปรับพฤติกรรมสุขภาพทั้งในเรื่องการรับประทานยาตรงเวลา ต่อเนื่อง และมีคุณภาพชีวิตที่เป็นปกติเหมือนคนทั่วๆไปได้นั้น ต้องให้ทั้งเวลา ความรัก ความเข้าใจ ความเอื้ออาทร หรือ “ให้ใจ” กับเขานั่นเอง  และสุดท้ายต้องขอบคุณผู้บริหารโรงพยาบาลที่เปิดโอกาสให้ทีมงานเราได้มีอิสระในการคิด ตัดสินใจวางแผนการดูแลผู้ป่วยด้วยการสนับสนุนทั้งสถานที่ที่จะทำกลุ่ม เอื้อให้เกิดทีมงานการดูแลแบบสหวิชาชีพ คือแพทย์ พยาบาล เภสัชกร เจ้าหน้าที่ชันสูตรทางห้องปฏิบัติการ และพยาบาลผู้ให้คำปรึกษา รวมถึงนักสังคมสงเคราะห์ด้วย ซึ่งในทีมงานเราทุกคนรู้สึกสุขใจที่เห็นรอยยิ้ม เสียงหัวเราะจากคนไข้กลุ่มนี้ อิ่มใจ กับการที่ได้ทำงานตรงนี้ กับความรู้สึกดีๆ..น้ำใจที่เขามีให้พวกเรา   ขอบคุณครอบครัวที่พยายามเข้าใจลักษณะงานของเรา  และทั้งหมด ทั้งหลายเหล่านี้ ขอขอบพระคุณและถวายเกียรติ์แด่พระเจ้าที่สอนให้เรารับรู้อยู่ตลอดเวลาว่า มนุษย์ทุกคนเป็นพี่น้องกัน  เราต้องให้ความรัก ความเอื้ออาทรต่อกัน และพยายามหว่านเมล็ดพันธ์แห่งความดีงามนี้ตลอดเวลาและตลอดไป............

 

 

นางมาริณี       ภวัครานนท์     พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ

นางลออทิพย์   เจติยานุวัตร    พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ

งานบริการให้คำปรึกษา กลุ่มการพยาบาล  โรงพยาบาลท่าม่วง อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี