หลักการของรูปแบบการเรียนการสอนแบบโครงงานสำหรับเด็ก
วัฒนา มัคคสมัน ( 2544 ) ได้กล่าวว่า การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามรูปแบบการเรียนการสอนนี้ เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนภายใต้บรรยากาศที่เป็นมิตร มีอิสรเสรี ให้เกียรติให้ความสำคัญแก่เด็กในฐานะคนคนหนึ่ง ที่มีสิทธิเท่าเทียมกันทุกคน สร้างความรู้สึกที่มั่นคง กล้าคิดการแสดง กล้าลงมือทำ ครูเป็นผู้คอยให้การสนับสนุน คอยช่วยเหลือเมื่อเด็กต้องการ ครูจะไม่เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้แต่จะเป็นผู้จัดสภาวะแวดล้อมของห้องเรียนและเตรียมอุปกรณ์ที่เอื้อให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมในเรื่องราวที่เป็นความสนใจ และท้าทายความสามารถของเด็ก ให้โอกาสให้เด็กได้ประเมินผลการทำงานของตนเอง ได้เห็นพัฒนาการและความสำเร็จและล้มเหลวของตน ครูเป็นผู้ให้ข้อมูลย้อนกลับในทางบวก และคอยแนะนำช่วยเลหือให้เด็กได้ประสอบผลสำเร็จในการทำกิจกรรม
หลักการสำคัญของรูปแบบการสอนแบบโครงงาน
วัฒนา มัคคสมัน ( 2544 ) ได้กล่าวถึงหลักการสำคัญของรูปแบบการสอนแบบโครงงานดังนี้
- เด็กศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างลุ่มลึกลงไปในรายละเอียดของเรื่องนั้น ด้วยกระบวนการคิด และแก้ปัญหาของเด็กเอง จนพบคำตอบที่ต้องการ
- เรื่องที่ศึกษากำหนดเองโดยเด็ก
- ประเด็นที่ศึกษา เกิดจากข้อสงสัยหรือปัญหาของเด็กเอง
- เด็กได้มีประสบการณ์ตรงกับเรื่องที่ศึกษา โดยการสังเกตอย่างใกล้ชิดจากแหล่งความรู้เบื้องต้น
- ระยะเวลาการสอนยาวนานอย่างเพียงพอตามความสนใจของเด็ก
- เด็กได้ประสบทั้งความล้มเหลวและความสำเร็จในการศึกษา ตามกระบวนการแก้ปัญหาของเด็ก
- ความรู้ใหม่ที่ได้จากกระบวนการศึกษาและการแก้ปัญหาของเด็กเป็นสิ่งที่เด็กใช้กำหนดประเด็นศึกษาขั้นใหม่ หรือใช้ปฏิบัติกิจกรรมที่เด็กต้องการ
- เด็กได้นำเสนอกระบวนการศึกษาและผลงานต่อคนอื่น
- ครูไม่ใช่ผู้ถ่ายทอดความรู้หรือกำหนดกิจกรรมให้เด็กทำ แต่เป็นผู้กระตุ้นให้เด็กใช้ภาษาหรือสัญลักษณ์อื่นๆเพื่อจัดระบบความคิด และสนับสนุนให้เด็กใช้ความรู้ทักษะที่มีอยู่คิดแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง
วัตถุประสงค์ของการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงาน
วัฒนา มัคคสมัน ( 2544 ) ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงาน ว่ามีวัตถุประสงค์หลัก 4 ประการ คือ เมื่อใช้รูปแบบการเรียนการสอนนี้แล้วผู้เรียน
- สามารถพัฒนากระบวนการคิดของตนเอง
- สามารถลงมือปฏิบัติกิจกรรมได้ด้วยตนเอง
- สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นกระบวนการ
- เห็นคุณค่าในตนเอง
กรมวิชาการ ( 2542 , หน้า 48 – 50 ) ได้กล่าวว่า ธรรมชาติของเด็กในวัย 4 – 8 ปี ส่วนมากยังคงสนใจใคร่รู้ในสิ่งที่ผู้ใหญ่เสนอแนะ มีความอยากลองใหม่ๆ อย่างกระตือรือร้น และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับการทำงานเป็นกลุ่ม การจัดกิจกรรมโครงงานและเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ในสิ่งเหล่านี้ ซึ่ง Katz and Chard มีความเชื่อว่าการนำเอากิจกรรมโครงงานเข้าสู่การเรียนการสอนของเด็กในวัยนี้จะนำไปสู่เป้าหมายหลัก 5 ประการดังนี้
- เป้าหมายทางสติปัญญาและความงอกงามทางจิตใจ (The Life of mind )
การจัดการศึกษาที่ผ่านวิธีการจัดการกิจกรรมสำหรับเด็กปฐมวัยโดยการสอนอ่านเขียนเลขและการสอนที่เน้นการเล่นโดยตนเองนั้น ยังไม่สามารถเข้าไปสัมผัสถึงจิตใจของเด็กได้อย่างแท้จริง ความจำเป็นในการจัดการเรียนการสอนที่ควรตระหนักคือ ทำอย่างไรที่จะทำให้เด็กเกิดความเข้าใจที่ดีขึ้นต่อโลกที่อยู่รอบตัวเขา รวมทั้งเพิ่มพูนความรู้ในลักษณะดังกล่าวนั้น มีผลที่มีคุณค่าต่อตัวเองซึ่งจะก่อให้เกิดความมานะบากบั่น กระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ต่อไป
2.ความสมดุลของกิจกรรม ( Balance of Activities )
การจัดการเรียนการสอนโดยใช้โครงงานนั้นมิใช่รวมทั้งหมดของหลักสูตรแต่จะเป็นส่วนสำคัญของหลักสูร งานโครงงานจะมีส่วนที่ช่วยขยายสิ่งที่เรียนรู้จากการเล่น โดยตนเองหรือการสอนแบบที่วางแผนมาเป็นระบบ ซึ่งงานโครงงานดังกล่าวถึงอาจจะเป็นงานโครงงานที่เขียนไว้เป็นระบบระบุไว้ในหลักสูตรหรือเกิดขึ้นโดยมิได้คาดหมายไว้ล่วงหน้าก็ได้ สิ่งที่สำคัญก็คือการจัดกิจกรรมโดยใช้โครงงานนั้น จะต้องคำนึงถึงความสมดุลระหว่างทักษะการเรียนรู้และการประยุกต์ความรุ้และทักษะต่างๆไปใช้ในสิ่งที่เด็กพบเห็นในชีวิตประจำวัน
3.โรงเรียน คือ ชีวิต ( School as Life )ประสบการณ์ในโรงเรียนสำหรับเด็กนั้น ความจริงชีวิตในโรงเรียนควรจะต้องสามารถตอบสนองความสนใจและความต้องการของเด็ก รวมทั้งจะต้องสามารถสร้างความท้าทายในการแสวงหาสิ่งใหม่ๆ ได้ด้วยตนเอง ประสบการณ์ในโรงเรียนควรจะมีความยืดหยุ่นและมีอิสระจากความกดดันภายนอกบ้าง ในบางครั้งที่จะลดความเครียด
4.คุณธรรมชุมชนในห้องเรียน ( Community Ethos in the class )
การจัดการสอนแบบโครงงานเชื่อว่าทำธรรมชาติของกิจกรรมโครงงานจะสร้างสถานการณ์ให้คุณธรรมของความร่วมมือกันให้เกิดขึ้นได้ในห้องเรียนก็เปรียบได้เหมือนชุมชน เด็กแต่ละคนจะได้มีโอกาสแสดงความสามารถออกมา มีการช่วยเหลือซึ่งกันละกัน ทำงานร่วมกัน โดยที่ผู้ใหญ่นั้นจะต้องให้โอกาส และยอมรับเขา พร้อมเชื้อว่าเด็กสามารถจะคิดและทำตามคำสั่งต่างๆได้ ในส่วนของครูบทบาทก็มิได้ด้อยความสำคัญลงไปแต่จะทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนให้เด็กแต่ละคนเกิดความรู้สึกของการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มที่จะทำงานให้ประสบผลสำเร็จ
5.การสอนเป็นสิ่งที่ท้าทาย ( Teaching as a Challenge )
การสอนแบบโครงงานจะจุดประกายความคิดให้อยู่ในมุมมองที่ดีกว่า “ การสอนเป็นสิ่งที่ท้าทาย ” จะเปิดโอกาสให้ครูได้ทำงานในสถานการณ์ที่มีความหลากหลาย ซึ่งจะทำให้ครูได้พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องด้วย
ลักษณะของการสอนแบบโครงงาน
กรมวิชาการ ( 2545 ) ได้อธิบายลักษณะเด่นของโครงงานตามทัศนะของนักการศึกษาหลายคนที่เห็นตรงกัน ดังนี้คือ
- โครงงานให้ความสนใจที่การเรียนรู้เนื้อหามากกว่าการเจาะจงที่การเรียนรู้ที่ภาษาเป็นเป้าหมาย โดยยึดเอาหัวข้อที่ผู้เรียนสนใจมาเป็นจุดศูนย์กลางของโครงงาน
- โครงงานเน้นที่ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง โดยที่ผู้สอนจะเป็นผู้สนับสนุน ให้คำปรึกษาและช่วยเหลือตลอดกระบวนการทำโครงงาน
- โครงงานงานเป็นร่วมมือร่วมใจกันมากกว่าการแข่งขันที่ผู้เรียนจะช่วยเหลือกันแบกเปลี่ยนข้อมูลความคิดเห็นและประสบการณ์ระหว่างการทำโครงงานเพื่อให้โครงงานเสร็จสมบูรณ์
- โครงงานเป็นการผสมผสานทักษะที่หลากหลายทั้งทักษะทางภาษา สังคม และวิทยาศาสตร์ซึ่งผู้เรียนจะต้องใช้ตลอดการทำโครงงาน
- โครงงานจะมีการกำหนดสิ้นสุดที่ผลงานสุดท้าย ซึ่งมีรูปแบบที่หลากหลายแตกต่างกันไปแต่คุณค่าของโครงงานไม่ได้อยู่ที่ผลงานสุดท้ายแต่แต่อย่างเดียวแต่หมายรวมถึงกระบวนการที่จะนำไปสู่ผลงานสุดท้าย
- โครงงานเป็นการสร้างแรงจูงใจ กระตุ้น และสร้างความท้าทายแก่ผู้เรียนเกิดความภาคภูมิในในตนเอง มีความมั่นใจเพิ่มขึ้น นอกจากนี้เป็นการพัฒนาความสามารถในการใช้ภาษาและเนื้อหาที่ได้รับอีกด้วย
ขั้นตอนการทำโครงงาน
สำนักงานคณะกรรมการประถมศึกษาแห่งชาติ ( 2542 , หน้า 42 – 45 ) ได้กล่าวถึงขั้นตอนการทำโครงงานไว้ 6 ขั้นตอน คือ
- ขั้นเลือกหัวข้อโครงงาน
- ขั้นเขียนโครงร่างของโครงงาน
- ขั้นปฏิบัติตามโครงงาน
- ขั้นอภิปรายและสรุปผลโครงงาน
- ขั้นนำเสนอผลงงาน
- ขั้นพัฒนาโครงงาน
- ขั้นเลือกหัวข้อของโครงงาน
เมื่อนักเรียนพบปัญหานำประเด็นมาอภิปรายในชั้นเรียน โดยการระดมความคิดแล้วเขียนเป็นแผนผังความคิด เพื่อหาหัวข้อของโครงงาน จากนั้นให้นักเรียนหาความรู้เพิ่มเติมในเรื่องที่สนใจจากแหล่งความรู้ต่างๆ แล้วนำข้อมูลที่ได้มาประกอบการตัดสินใจเลือกหัวข้อโครงงาน
- ขั้นเขียนโครงร่างของโครงงาน
เมื่อนักเรียนได้เรื่องที่สนใจแล้ว ครูควรให้เวลานักเรียนในการแสวงหาความรู้เพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อที่นักเรียนจะทำเป็นโครงงาน โดยใช้แหล่งความรู้ที่หลากหลายในชุมชน เช่น ภูมิปัญญาชาวบ้าน สถานประกอบการในชุมชน เกษตรกร อนามัยตำบล ห้องสมุด โรงเรียน ครูอาจารย์ในโรงเรียน และพระภิกษุ เป็นต้น แล้วร่มกันกำหนดเป็นกรอบในการศึกษา หลังจากนั้น นักเรียนได้ร่วมกันกำหนดโครงร่างของโครงงาน
1.ขั้นปฏิบัติตามโครงงาน
เมื่อนักเรียนได้ร่วมกันกำหนดแผนการปฏิบัติงานเรียบร้อยแล้วนักเรียนเริ่มลงมือปฏิบัติตามโครงงานตามลำดับ
2.ขั้นอภิปรายและสรุปผลโครงงาน
นำผลที่ได้จากการปฏิบัติตามโครงงานในขั้นตอนที่ 3 มาอภิปรายร่วมกันสรุปผล
3.ขั้นนำเสนอโครงงานนักเรียนร่วมกันเขียนรายงานผลเป็นเอกสาร เพื่อนำเสนอในชั้นเรียน และ เผยแพร่ต่อสาธารณะ โดยครูช่วยกระตุ้นให้นักเรียนร่วมกันคิดและเขียนรายงานให้เห็นถึงเค้าโครงตั้งแต่เริ่มต้นจนจบกระบวนการ
4.ขั้นการพัฒนาโครงงานหลังจากประสบผลสำเร็จในการศึกษาเรียนรู้โครงงานแรกแล้วนักเรียนอยากศึกษาต่อไป ครูควรสนับสนุนให้นักเรียนคิดจัดทำโครงงานในเรื่องใหม่ต่อไปจากรูปแบบสรุปได้ว่า การให้นักเรียนได้ทำโครงงาน คือ ค้นพบหลักการได้เอง โดยการใช้กระบวนการคิดและสรุปอย่างสอดคล้องกับความเป็นจริง
ส่วนแนวคิดของ Fried – Booth ( 1987 ) ได้ระบุขั้นตอนในการทำโครงงานไว้ ดังนี้คือ
- ขั้นตอนวางแผน เป็นขั้นตอนของการร่วมมือกันอภิปรายเนื้อหาและขอบเขตของโครงงานโดยพยากรณ์ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน
- ขั้นตอนการดำเนินการ เป็นขั้นตอนของการปฏิบัติงานตามแผนที่วางไว้โดยใช้ทักษะทางภาษา คือ ฟัง พูด อ่าน และเขียนผสมผสานกันอย่างเป็นธรรมชาติ
- ขั้นตอนทบทวนและแก้ไขผลงงาน เป็นขั้นตอนของการอภิปรายแสดงความคิดเห็นระหว่างดำเนินการกับหลังดำเนินการ